ฝันไกล...ไปถึง พิรดา เตชะวิจิตร์

ฝันไกล...ไปถึง พิรดา เตชะวิจิตร์

เธอคือคนไทยคนแรกที่จะได้ขึ้นสู่ห้วงอวกาศในฐานะนักบินอวกาศหญิง สำหรับประเทศเล็กๆ บนแผนที่โลกนี่คือความภาคภูมิใจ

แต่กับผู้หญิงคนนี้ทั้งหมดคือผลลัพธ์ของความตั้งใจจริง

ภาพดาวเคราะห์สีน้ำเงินท่ามกลางความเวิ้งว้างของห้วงอวกาศ อาจไกลเกินฝันสำหรับใครหลายคน แต่ไม่ใช่กับ พิรดา เตชะวิจิตร์ วิศวกรสาววัย 29 ปี ผู้กำหนดเป้าหมายของชีวิตไว้ไกลเกินกว่าเส้นขอบฟ้า

ปัจจุบันเธอเป็นนักพัฒนานวัตกรรม ที่สำนักพัฒนาอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เธอเล่าว่าความฝันที่จะได้เป็นนักบินอวกาศ เริ่มต้นหลังเรียนจบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมอวกาศ ที่สถาบัน ISAE ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้ THEOS Operation Training Program (TOTP) ของโครงการพัฒนาดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทย หรือดาวเทียมไทยโชต

เส้นทางที่ถูกมองว่าไกลเกินฝันถูกทำให้เป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ทันทีที่โอกาสมาถึงเธอไม่ลังเลที่จะก้าวข้ามทุกขีดจำกัด จนได้รับเลือกให้เป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้ขึ้นไปกับยานอวกาศลิงซ์ มาร์ค ทู โดยจะออกเดินทางจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้นปี 2558

ที่ความเร็ว 3,552 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในการทะยานจากพื้นดินสู่อวกาศที่ความสูง 103 กิโลเมตรจากพื้นโลก กับเวลาในห้วงอวกาศนาน 6 นาที ไม่ต้องถามเลยว่าความตื่นเต้นนั้นจะมากมายเพียงไร ทว่าก็ไม่เท่ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น นั่นคือการถูกบันทึกในฐานะนักบินอวกาศคนแรกของไทย และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนในการไล่ตามความฝัน

-ทำไมถึงได้สนใจเรื่องเกี่ยวกับอวกาศ

มิ้งเป็นคนที่ชอบเทคโนโลยีอยู่แล้ว อะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่คนทำก็จะชอบจะหลงใหลเป็นพิเศษ แล้วก็เรียนทางด้านวิศวะคอมพิวเตอร์มาก่อน ตอนแรกทางด้านอวกาศอาจจะไม่ได้เกี่ยวร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอหลังจากจบปี 4 ก็ได้ทุนจาก GISTDA ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ฝรั่งเศส ก็คือเป็นสาขาวิศวะด้านอวกาศเลย พอไปเรียนที่โน่นก็ได้รู้ว่าด้านอวกาศเขาทำอะไรกัน แล้วก็มีโอกาสไปเยี่ยมชมบริษัทที่ทำดาวเทียมให้เราด้วย ก็เลยรู้สึกว่าอวกาศมันน่าสนใจนะ เทคโนโลยีมันน่าสนใจ กลายเป็นว่าเริ่มชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงที่ได้กลับมาทำงานที่ GISTDA แล้ว ก็ได้ออกไปประชุมวิชาการหลายครั้ง แล้วเราก็เห็นว่าหลายประเทศเขามีโครงการมากมายเกี่ยวกับอวกาศ ก็รู้สึกว่ามันเจ๋ง เราน่าจะได้ทำอะไรพวกนี้บ้าง

-ตอนเด็กๆ เคยฝันอยากเป็นนักบินอวกาศบ้างไหม

ไม่นะคะ ตอนเด็กๆ ฝันว่าอยากเป็นนักบินเฉยๆ เพราะเป็นคนชอบความสูง แล้วก็ชอบเทคโนโลยี แต่เราไม่ได้เรียนตรงสายในเรื่องของนักบินโดยตรง ก็เลยคิดว่าถ้าไม่ได้เป็นนักบินก็มาเป็นวิศวกรแล้วกัน ตอนนั้นก็เลยเลือกเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ ในส่วนของนักบินก็พักไว้แล้วล่ะ แต่พอมาทำงานที่ GISTDA มันก็เหมือนความฝันเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่นักบินธรรมดาแล้ว มันกลายเป็นนักบินอวกาศ แล้วเราก็รู้สึกว่านักบินอวกาศมันยิ่งใหญ่กว่าเยอะ นักบินธรรมดาขึ้นไปแค่ความสูง 10 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน ประมาณนั้น แต่นักบินอวกาศคือ 100 กิโลเมตรขึ้นไป จะต้องไปอยู่ในอวกาศ ต้องทำภารกิจหลายอย่าง แล้วเทคโนโลยีของตัวเครื่องบินที่ขึ้นไปก็ถือว่าเป็นระดับชั้นยอดเลย ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง ก็เลยรู้สึกว่ามันเท่ห์กว่าเยอะ

-แต่เส้นทางสู่การเป็นนักบินอวกาศไม่ใช่เรื่องง่ายเลย?

ยากค่ะ ยิ่งถ้าเทียบว่าในประเทศไทยแล้ว การเป็นนักบินอวกาศยิ่งยากมาก เวลาไปพูดกับใครว่าอนาคตอยากเป็นอะไร อยากเป็นนักบินอวกาศอะไรแบบนี้ ทุกคนจะแบบ...เพ้อเจ้อมาก แต่มันเป็นอะไรที่เราตั้งเป้าไว้ในใจ และคิดว่าถ้าเกิดมีโอกาสสักครั้งที่ทำให้เราสามารถเป็นนักบินอวกาศได้ ถ้ามีโครงการแบบนี้ในประเทศไทย เราก็อยากจะทำเต็มที่ เพื่อที่จะมีโอกาสได้ไปอวกาศบ้าง

-ตอนนั้นวางไว้ไหมคะว่าต้องทำอะไรเพื่อให้ฝันเป็นจริง

เท่าที่รู้มาเขาบอกว่าการเป็นนักบินอวกาศ อาชีพที่ได้เปรียบเลยคือ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ หรือคุณหมอ ในฐานะของวิศวกร อาจจะเป็นคนที่ขับเครื่องบิน หรือคนที่คอยไปซ่อมยานอะไรพวกนี้ ซึ่งเราก็รู้ว่าในตำแหน่งที่เรายืนอยู่ค่อนข้างได้เปรียบ ถ้าสักวันหนึ่งมีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นก็มีโอกาสที่เขาจะคัดเลือกเรา รวมถึงเรื่องของภาษาก็สำคัญมาก ภาษาอังกฤษ คุณก็ต้องสื่อสารได้ ซึ่งเราก็ต้องเตรียมพร้อมตรงนั้น เพราะภาษาอังกฤษก็เป็นพื้นฐานกับทุกอย่างที่ต้องทำด้วย

-คือนักบินอวกาศแต่ละคนก็มีภารกิจแตกต่างกันไป?

ค่ะ คือคำว่านักบินอวกาศ มันมาจากคำว่า astronaut ซึ่งคำนี้จริงๆ ในภาษาไทยที่แปลถูกต้องคือ มนุษย์อวกาศ อันนี้จะเข้าใจความหมายได้ดีกว่า หมายถึงคนที่ออกไปในอวกาศแล้วก็ไปทำภารกิจต่างๆ อาจจะเป็นคุณหมอก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขับเครื่องบิน แต่ว่าส่วนใหญ่เราใช้คำว่านักบินอวกาศ ก็เลยทำให้คนทั่วไปเข้าใจความหมายผิดไป คิดว่าต้องขับเครื่องบิน จริงๆ ไม่ต้องขับก็ได้ แค่ขึ้นไปในอวกาศก็ถือว่าเป็นมนุษย์อวกาศแล้ว

-ที่ผ่านมาเคยมีประสบการณ์ที่ถือว่าใกล้เคียงกับการขึ้นสู่ห้วงอวกาศบ้างหรือยัง

ยังไม่เคยเลยค่ะ ใกล้เคียงที่สุดก็แค่ไปคุยกับนักบินอวกาศตัวจริงที่เขาได้ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจมาแล้ว เขาก็เล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรมาบ้าง ซึ่งมันก็ยิ่งกระตุ้นความฝันของเราว่าจะต้องเป็นไปได้ เพราะตอนแรกเราอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิง แล้วประเทศเราก็...เนอะ แต่การได้ไปพบกับนักบินอวกาศหลายๆ คน ก็ทำให้เราบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร Yi So Yeon คนแรกของเกาหลีใต้ก็ยังเป็นผู้หญิง รวมถึงประเทศมาเลเซีย ใกล้ๆ กับประเทศเราเขาก็มีการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปและกำลังส่งคนที่สองแล้วด้วย ก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ มันน่าจะเกิดขึ้นได้เหมือนกันกับประเทศเรา

-มีเรื่องไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษ

ส่วนใหญ่เขาจะเล่าว่าไปทำอะไรมาบ้าง แต่ที่ชอบคือการที่เขาเล่าว่า ทำไมถึงอยากจะเป็นนักบินอวกาศ อย่างคนหนึ่งที่ไปเจอเป็นชาวคอสตาริก้า Dr. Franklin Chang Diaz เขาก็บอกว่าอยากเป็นมากจนกระทั่งเขียนจดหมายหานาซา แล้วนาซาบอกว่าเป็นไม่ได้เพราะเขาเป็นคนคอสตาริก้า เขาจะรับเฉพาะคนอเมริกันเท่านั้น ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจคิดว่าทำใจเถอะนะ แต่คนนี้ไม่ใช่ นาซาก็เลยเชิญให้เขาไปเป็นคนอเมริกันแทน แล้วเขาก็ค่อยไปเป็นนักบินอวกาศอีกครั้ง คือเหมือนกับว่าเขามีเป้าหมายชัดเจนในชีวิตว่าอยากจะทำอะไร เขาอยากเป็นนักบินอวกาศจริงๆ ถึงขั้นที่ยอมเปลี่ยนสัญชาติ มันก็เลยเป็นเหมือนแรงผลักดันให้เราว่า คนจริงต้องทำแบบนี้

-อะไรคือเสน่ห์ของอวกาศที่ทำให้ทุ่มเทเพื่อที่จะได้ไปอยู่ ณ จุดนั้นสักครั้งในชีวิต

อย่างที่บอกมิ้งชอบเทคโนโลยี แต่อาจจะไม่ได้ชอบดาราศาสตร์ ซึ่งมันจะเป็นคนละศาสตร์กัน หลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน เราต้องดูดาวเป็น ต้องรู้เรื่องดาราศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วเรื่องดาวเราไม่รู้ แต่จะรู้ว่าเทคโนโลยีนี้ใช้วัสดุอุปกรณ์แบบนี้ประมาณนี้ประกอบขึ้นมาแล้วก็เป็นยานแบบนี้ ยานเวลาขึ้นไปจะถอดชิ้นส่วนอะไรบ้าง ก็จะรู้ประมาณนี้ จริงๆ สิ่งที่เราหลงใหลมันเป็นการอยากจะเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า ซึ่งหลายอย่างที่มนุษย์พยายามคิดค้น พยายามทำ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในด้านอวกาศก็ได้กลับมาใช้บนโลกด้วย มันเป็นอะไรที่ช่วยพัฒนาโลกให้เป็นแบบทุกวันนี้ มันเป็นสิ่งที่เราชอบมากกว่า

-คือคนทั่วไปอาจจินตนาการถึงภาพที่มองเห็นจากอวกาศ นึกถึงสภาวะไร้น้ำหนัก?

ใช่ค่ะ แต่เราอาจจะไม่ได้หลงใหลตรงนั้น ก็ชอบความสูงด้วยส่วนหนึ่งนะ แต่จริงๆ สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือเรื่องการเอาชนะขีดจำกัดของมนุษย์ เวลาไปดูโปรแกรมอย่างของอพอลโล ก็จะรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยังไงที่เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนคนไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว คิดกี่ครั้งมันก็เป็นเรื่องน่าทึ่งมากๆ คือความสามารถของมนุษย์มันเหมือนไร้ขีดจำกัด เราเค้นมันออกมาได้ ก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ มันต้องมีความเยี่ยมยอดของมนุษย์มากกว่านั้นอีก

-ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง Gravity หรือเปล่าคะ กลัวไหมว่าเราจะหลุดไปอยู่ในห้วงอวกาศแบบนั้น

ได้ดูค่ะ ไม่กลัวนะ ชอบมาก รู้สึกว่ามันเจ๋งอ่ะ ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นกับเราสักครั้งคงฟินน่าดู คือเป็นคนที่ชอบเรื่องตื่นเต้น แล้วมันรู้สึกเหมือนเป็นเป้าหมายว่า ชีวิตเราต้องได้เจออะไรแบบนี้บ้าง(หัวเราะ)

-แล้วเป็นมาอย่างไรถึงได้ไปเข้าร่วม AXE Apollo Space Academy

โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่มาก เปิดตัวไปทั่วโลก 62 ประเทศ ประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมด้วย โดยจะคัดเลือกตัวแทน 3 คน ตอนนั้นเขาก็บอกคอนดิชั่นมาเลยว่า 3 คนนี้ หนึ่งมาจากการทำคลิปวิดีโอ สองคือเป็นผู้โชคดีจากการจับรางวัล และสามก็คือต้องเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้อพอลโล ในส่วนของตัวเองจะมาทางสุดยอดแฟนพันธุ์แท้อพอลโล ซึ่งคิดไว้แต่แรกแล้วว่าทางนี้น่าจะเหมาะที่สุด เพราะว่าเราชอบเรื่องอวกาศ แต่พอเป็นเกมส์โชว์ปุ๊บ เราก็รู้สึกว่ามันน่ากลัว เพราะต้องมีตอบคำถามภายใน 3 วินาที ถ้าเกิดเราตั้งสติไม่ได้ในตอนนั้น เราอาจจะรู้คำตอบแหละแต่เราไม่สามารถจะพูดได้ คือมันมีเรื่องความตื่นเต้นด้วย เรื่องโชคด้วย กลัวว่ามันจะไม่ได้ แล้วครีเอทีฟเขาก็พูดหลายครั้งว่าคนที่เก่งที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะชนะนะ

ตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะทำสามทางเลย ทำทั้งคลิปสำหรับโหวตด้วย แล้วก็ซื้อผลิตภัณฑ์ axe ส่งชิงโชคด้วย คนไม่รู้ก็อาจจะงงนะว่ามันผู้หญิงหรือผู้ชาย กลิ่นตัวเยอะหรือไง คือมี axe ตั้งเต็มเลย สุดท้ายก็ทำทั้งสามทาง แต่ได้ตรงแฟนพันธุ์แท้

-พอได้ไป AXE Global Space Camp แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ไปกับคนไทยอีกสองคนคือ ผู้ชนะจากคลิปวิดีโอและผู้โชคดี ซึ่งคนที่ได้จากคลิปวิดิโอเป็นคนขายหมู เป็นเกษตรกร แต่เป็นคนที่มิ้งทึ่งมากๆ เพราะเขาไม่เคยคิดว่าเขาเป็นคนขายหมูแล้วฉันไปอวกาศไม่ได้ เขาทำคลิปวิดีโอออกมาดีมาก ตั้งใจทำ แล้วก็ทุ่มเทมาก ส่วนอีกคนที่จับฉลากมา ก็โอเคเวลามาจอยในแคมป์กันก็แฮปปี้ค่ะ

ตอนนั้นมาจาก 62 ประเทศ แล้วก็คัดมา 107 คน ซึ่งมาจากหลายอาชีพมาก บางคนก็คล้ายๆ มิ้ง บางคนก็ฉีกแนวไปเลย บางคนหล่อมีกล้ามมาเลย คือแล้วแต่แต่ละประเทศว่าเขาคัดมาอย่างไร บางประเทศก็คัดมาในลักษณะว่าต้องผ่านค่าย ก็คือเรื่องของพลังร่างกายจะเยอะเลย แต่ว่าเรามีความฝันเดียวกันคืออยากจะเป็นนักบินอวกาศ เราก็ค่อนข้างตั้งใจในการทำทุกภารกิจที่มี เพราะว่าทุกภารกิจจะเป็นการเก็บคะแนน แล้วเขาก็บอกตั้งแต่วันแรกเลยว่าจะคัดเลือกให้เหลือ 23 คนเท่านั้น

-ภารกิจส่วนใหญ่เป็นการเตรียมตัวเพื่อจะขึ้นสู่ห้วงอวกาศ?

เป็นภารกิจที่เหมือนกับเวลาเขาทดสอบนักบินอวกาศจริงๆ แล้วเขาก็เอามาทดสอบกับเราเพื่อที่จะดูว่าเราทนได้มั้ย เพราะว่าในการไปอวกาศ ตอนแรกก็นึกว่ามันไม่ได้ยากมาก จริงๆ มันยากพอสมควรเลย อย่างเรื่องของร่างกายมันจะต้องมีความอดทน ตอนที่ยานขึ้นมันเป็น G Force น่ะค่ะ คือสมมติเวลาเราอยู่บนพื้นโลก อันนี้คือ 1G ถ้าเราหนัก 50 กิโลกรัม เวลายานขึ้นแรงๆ มันจะหนัก 5 G 6 G อะไรแบบนี้ หรือหนักขึ้น 5 เท่า 6 เท่าจากของเดิม แล้วถ้าเรานั่งไปตรงๆ เลือดมันก็จะตกจากสมองไปที่เท้าซึ่งอันตราย เราเหมือนจะต้องเกร็งไว้ ไม่งั้นจะเป็นลม มันเป็นอะไรที่ต้องฝึก แล้วก็ยากพอสมควรเหมือนกัน

ที่สำคัญนักบินอวกาศเขาจะวัดจาก 3 อย่างหลักๆ คือ ความกล้าหาญ ความกะตือรือล้น และเรื่องการทำงานเป็นทีม คือทั้งสามอย่างเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี แล้วก็มีบางอาชีพที่ได้เปรียบ เช่นถ้าคุณมีพื้นฐานทางวิศวกรรม เวลาขึ้นไปบางครั้งยานอาจเป็นอะไรก็ต้องโคกับนักบิน ต้องช่วยเขา ไม่ใช่นั่งดูวิวไปเฉยๆ ก็จะมีการวัดพื้นฐานตรงนี้ด้วย แล้วก็เรื่องของสมรรถภาพร่างกาย คุณจำเป็นต้องแข็งแรง สมัยก่อนเขาจะคัดจากการเป็นทหารหมดเลย แต่ปัจจุบันก็เริ่มเปลี่ยน คือมีความแข็งแรงประมาณหนึ่งก็ถือว่าได้แล้ว

-อะไรเป็นด่านที่คิดว่าหินที่สุด

มันเป็น Astronaut Assault Course คือคอร์สนี้เขาบอกว่าใช้ทดสอบเหมือนกับพวกที่เรียนทหาร ต้องปีนผาจำลอง กระโดดข้ามรั้ว วิดพื้น คือเราไม่เคยเรียน ร.ด.มาก่อน แล้วผู้หญิงต้องทำเป๊ะเหมือนผู้ชาย ผู้ชายวิดพื้น 40 ครั้ง ฉันก็ต้องวิดพื้น 40 หรือกระโดดเชือก 50 ครั้งก็ต้องทำ ซึ่งถือว่ามันหินมาก เพราะว่าผู้ชายที่ฟิตๆ ยังหน้ามืดเลย แล้วให้ผู้หญิงไปทำ เกือบตาย คือวิ่งไปก็มองอะไรไม่เห็นแล้ว จะเป็นลมแล้ว แต่ก็เป็นลมไม่ได้ ต้องทำให้จบ ต้องสู้ แล้วก็บอกตัวเองว่าใจเย็นๆ นะ ไม่เป็นไร ค่อยๆ ทำไป คือเขาไม่ได้จับเวลา แต่ต้องทำให้จบแค่นั้นเอง เลยเข้าใจที่เขาบอกตั้งแต่วันแรกว่า ใจสู้และความกล้าหาญสำคัญมาก ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญยังไง พอมาเจออันนี้แล้วรู้เลย

-สุดท้ายพอได้รู้ว่าเราเป็นคนที่ได้รับเลือกให้ไปอวกาศดีใจสุดขีดเลยไหม

พอเขาประกาศว่า Satellite Engineer from Thailand แล้วก็ชื่อมิ้งตามมา...กรี๊ดเลย เราได้แล้ว คือที่ทำมาทั้งหมดตลอดทั้งปีที่แล้ว ตั้งแต่รู้ว่าแคมเปญนี้เปิดตัว จนกระทั่งถึงวันที่ได้ มันเหมือนแบบเราเดินผ่านเส้นทางที่ยากลำบาก แล้วบางคนก็คิดว่าทำเพื่ออะไร บางคนก็คิดว่าทำไมถึงจริงจังกับเรื่องที่มันไร้สาระ ซึ่งแบบ...กับคนอื่นมันอาจดูไร้สาระ แต่กับเรามันเป็นความฝัน มันไม่ได้สาระ ก็เลยดีใจมากที่สุดท้ายแล้วมันก็ได้ มันจบแล้ว ดีใจมากๆ

-ตามกำหนดการจะเดินทางเมื่อไหร่ แล้วไปทำอะไรบ้าง

น่าจะเป็นปีหน้า ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างการเทสท์ไฟล์ทอยู่ จริงๆ แล้วเราจะมีโอกาสได้อยู่ในอวกาศแค่ประมาณ 6 นาที อาจจะไม่ได้มีภารกิจที่ต้องไปทำเป็นหลัก คือเขาไม่ได้กำหนดว่าเราต้องไปทำอะไร แต่ก็มีคนฝากของเต็มเลย พอรู้ปุ๊บก็ฝากโน่นฝากนี่ขึ้นไปอวกาศ ซึ่งที่คิดไว้ว่าจะเอาไปก็มี ธงชาติไทย พระบรมฉายาลักษณ์ ตราสัญลักษณ์ของ GISTDA ของพระจอมเกล้าลาดกระบัง แล้วก็ที่คิดว่าจะเอาไปด้วยก็คืออาหารไทย อาหารไทยไปอวกาศคือมันเหมือนกับเป็นการแสดงสัญลักษณ์ คือเวลาเราขึ้นไปมันเหมือนกับนี่คือตัวแทนประเทศไทยขึ้นไปนะ ซึ่งแต่ละประเทศเขาจะค่อนข้างภาคภูมิใจว่าประเทศเขาได้ขึ้นไป

ส่วน 6 นาทีที่อยู่บนนั้นก็คงเป็นช่วงที่เหมือนกับมองกลับมาเห็นโลก เป็นสีฟ้า Blue Marble นิดนึง คือเคยได้ยินนักบินอวกาศหลายคนพูดถึงว่า ในอดีตที่เขาได้ทำภารกิจในอวกาศ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาแทบไม่ลืมเลย เป็นช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ เขาคิดกลับไปกี่ครั้งก็ยังจดจำภาพเหล่านั้นอยู่ หรือว่ามีความรู้สึกดีมากที่ได้มองเห็นโลกจากมุมนั้น เราฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจนะว่าเห็นโลกจากข้างนอกแล้วมันยังไง ก็เลยอยากจะขึ้นไปบ้าง อยากจะไปดูว่ามองโลกจากมุมนั้นแล้วมันเป็นอย่างไร เห็นแล้วรู้สึกพิเศษหรือสุดยอดอย่างไร ทำไมมันถึงเป็นวินาทีที่คนเขาไม่ลืม

-ระหว่างนี้เตรียมตัวอย่างไร

น่าจะเป็นเรื่องร่างกายเป็นหลักที่จะต้องฟิตหน่อย เพราะตอนที่ไปทำภารกิจที่กองทัพอากาศ นักบินเขาแนะนำว่าควรจะไปเพิ่มกล้ามเนื้อโดยการออกไปวิ่งหรือออกกำลังกายที่มันหนักหน่อย เพื่อให้มีกล้ามเนื้ออีกนิดหนึ่ง เพราะว่าเวลาเราเกร็งเพื่อไม่ให้เลือดตกลงไปที่เท้ามันจะมีผล

-หลังจากได้เป็นนักบินอวกาศแล้ว คิดว่าจะต่อยอดความฝันไปอีกไหมคะ

ครั้งนี้ก็คงได้ไปอยู่ที่ระดับความสูง 103 กิโลเมตร จากพื้นดิน บางคนก็ถามว่าอยากจะไปดาวอังคาร หรือไปนอกโลกอีกรอบอะไรอย่างนี้ไหม คืออยากไปนะ แต่ถ้าถามว่าอยากไปทำงานกับนาซาเลยไหม คงไม่นะ คือรู้สึกว่าไม่ได้อยากเปลี่ยนสัญชาติเพื่อจะไปเป็นนักบินอวกาศ หรือว่าเปลี่ยนสัญชาติเพื่อจะไปทำงานกับนาซา ยังอยากทำงานที่ประเทศไทยมากกว่า เพราะเรารู้สึกว่าสมองไหลไปเยอะแล้ว หลายคนที่เก่งๆ ก็ไปทำตรงนั้น แต่เราก็เข้าใจเขานะ เพราะบางทีอาจจะหางานที่เหมาะในประเทศไทยได้ยาก แต่สำหรับเราไม่ได้ตั้งเป้าเพื่อไปทำงานนาซาหรืออะไร ถ้าจะไปเป็นนักบินอวกาศอีกครั้ง ก็อยากจะบินในฐานะที่เป็นคนไทยไม่ใช่คนอเมริกัน น่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า

-มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะเป็นอย่างนั้น

จะเป็นอย่างนั้นได้ก็เมื่อประเทศไทยเราลงทุนทางด้านวิทยาศาสตร์ ลงทุนที่จะส่งคนไปอวกาศ ยกตัวอย่างประเทศใกล้ๆ เราอย่างเกาหลีใต้หรือมาเลเซีย เขาส่งนักบินอวกาศไป เขาไม่ได้รีเทิร์นกลับมาในรูปของเงิน ในรูปของอะไรเลย แต่มันเป็นการสร้างไอดอลทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง คือการส่งคนไปมันจะทำให้เยาวชนในประเทศเขารู้สึกมีแรงกระตุ้นทางด้านของงานวิจัยและทางด้านวิทยาศาสตร์ เพราะเขารู้สึกว่าคนของประเทศเขาเคยได้ไปแล้ว มันจะมีการวิจัยที่มากขึ้น ซึ่งผลตอบแทนอาจไม่ใช่เป็นตัวเงินแต่เป็นความยั่งยืนของประเทศมากกว่า ถ้าประเทศเรามองเห็นว่าตรงนั้นสำคัญมันก็ทำได้ เราสามารถทุ่มเงินเพื่อที่จะส่งคนไปอวกาศได้ในฐานะของคนไทย

-คิดว่าความรู้ด้านวิศวกรรมอวกาศของบ้านเรามีโอกาสก้าวไปอยู่แถวหน้าไหมคะ

ก็มีนะคะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ของเราเทียบกับในอาเซียนเองก็ยังไม่ได้ขึ้นมานำหน้าเลย ยังอยู่ในระดับกลางๆ ซึ่งในอนาคตคิดว่ายังมีหลายจุดที่เราสามารถพัฒนาไปได้อีกไกล แต่อันนั้นก็ต้องอาศัยความตระหนักและความเข้าใจจากภาครัฐว่าสิ่งนี้มันสำคัญด้วย อาจจะต้องถึงขั้นที่มีการวางโรดแมปในระยะยาวไป 20-30 ปี เพราะว่าประเทศที่เขาพัฒนาโครงการพวกนี้ได้ เขาวางโรดแมปกันที 20, 30 ปี หรือ 50 ปี ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญแต่เราอาจไม่ได้เล็งเห็นตรงนั้น

-เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายทำความเข้าใจกันอีกเยอะ?

จริงๆ เรื่องอวกาศมันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวมันเป็นเรื่องที่เราใช้อยู่ทุกวัน เพียงแต่เราอาจจะไม่รู้ตัว อย่างดาวเทียมหลายๆ ดวงเราก็ใช้ข้อมูลมันอยู่ เรื่องของการสื่อสารก็จะเป็นดาวเทียมสื่อสาร หรือว่าการใช้ข้อมูลแผนที่อะไรต่างๆ มันก็เป็นดาวเทียมถ่ายภาพที่ไปถ่ายมาแล้วเอาข้อมูลมาแปลงเป็นแผนที่ทั้งหลาย ซึ่งจริงๆ ทุกอย่างมันมีความสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีอวกาศอยู่แล้ว การวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับทางด้านอวกาศหลายอย่างก็ได้นำกลับมาใช้บนโลก ซึ่งมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ห่างไกล เพียงแต่เราอาจมองข้ามไปเท่านั้นเอง

-วันนี้ถ้าใครสักคนมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศจะบอกเขาว่าอย่างไร

ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องนักบินอวกาศนะคะ ทุกความฝันมันเป็นไปได้เพียงแต่เราต้องพยายาม อีกอย่างเวลาที่มีโอกาสมาถึงแล้ว อยากให้ทำเต็มที่ สำหรับตัวเองคิดว่าบางครั้งโอกาสมันมาแค่ครั้งเดียวแล้วมันผ่านไปเลย โอกาสนี่เป็นเรื่องที่หายากที่สุดแล้วล่ะ ถ้ามันมาปุ๊บให้ทำเต็มที่ แล้วความฝันนั้นจริงๆ มันอยู่ไม่ไกลหรอก สำหรับใครที่โอกาสยังมาไม่ถึงก็เตรียมตัวให้พร้อมไว้ ถ้าวันหนึ่งมันมาถึงแล้วจะได้ไม่พลาด

-อีกไม่นานคุณก็จะเป็นไอดอลของใครหลายคน แล้วไอดอลของคุณคือใคร

ถ้าเป็นนักบินอวกาศก็เป็น Dr.Franklin Chang Diaz กับ Yi So Yeon สองคนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องความพยายามที่ทำให้ได้เป็นนักบินอวกาศ ส่วนไอดอลของมิ้งจริงๆ นอกจากนักบินก็จะมีอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นนักธุรกิจนะแต่ทำงานด้านการบินเหมือนกัน ก็คือ Richard Branson เจ้าของเวอร์จิน ที่สนใจเขาเป็นพิเศษเพราะเขาเป็นคนที่ผันตัวเองจากธุรกิจในเรื่องของเพลง มาเป็น เวอร์จิน แอตแลนติก มันเป็นอะไรที่สุดยอด แล้วเขาเป็นคนที่แบบบ้าดี พูดอะไรแล้วทำ อันนี้เป็นสิ่งที่เรานับถือในความเป็นตัวเขา คือเรามองว่าคนที่ดีแต่พูด เอาแต่คิดแต่ไม่ทำน่ะเยอะแล้ว แต่คนนี้เป็นคนที่พูดแล้วทำ ชอบคนแบบนี้มากก็เลยเป็นไอดอลอีกคนในใจ

คือบางครั้งคนเราอาจไม่ได้ทำสำเร็จทุกอย่างหรอก แต่ประเด็นคือถ้าพูดแล้วต้องทำและทำให้สุด อย่างตัวเองเคยพูดว่าอยากเป็นนักบินอวกาศ แล้วก็พูดกับเพื่อนด้วยว่าถ้ามีโอกาสสักครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ฉันจะทำทุกอย่าง แล้วตอนนั้นระหว่างทางท้อมาก อยากเลิกมาก แต่เลิกไมได้ มันเหมือนผิดคำพูดตัวเอง จริงๆ เพื่อนคงไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่เรารับไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงเป็นคนขี้แพ้ ยอมยกเลิกทั้งที่ยังไม่ได้สู้เต็มที่ ถ้าสุดท้ายแล้วเราทำไม่สำเร็จ เวลามองกลับไปจะไม่เสียใจเลย แต่จะเสียใจถ้าเรายกเลิกกลางทางมากกว่า ก็เลยรู้สึกว่าชอบคนที่พูดจริงทำจริงเหมือนกัน เพราะเราก็อยากเป็นคนที่ทำให้ได้อย่างนั้นเหมือนกัน