ตื่นตา กับ หนังสารคดี

ตื่นตา กับ หนังสารคดี

จากเวทีออสการ์ ถึง ศาลายา "ภาพยนตร์สารคดี" หลากหลายด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่แม้แต่ภาพยนตร์เรื่องแต่ง ต้องหยิบยืมวิธีนำเสนอไปใช้

ในโลกภาพยนตร์นอกจากกระแสหลัก ที่ตูมตามกับหุ่นยนต์ ซูเปอร์ฮีโร่ การปัดฝุ่นของเล่นมาเป็นตัวละครเอกบนจอใหญ่ และแข่งการอวดซิคแพคสามมิติทะลุจอแล้ว สิ่งที่ได้รับการขานรับ อย่างน่าสนใจในภาพยนตร์ยังอยู่ในกลุ่มกระแสย่อย คือ ภาพยนตร์ในประเภทสารคดี

แม้คนดูภาพยนตร์อาจจะยังไม่สังเกตเห็น เพราะการตลาดยังไม่ท่วมท้นแต่เมื่อกวาดตาสÌำรวจ ป้ายติด“ประเภท” ภาพยนตร์ ในงานที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงหลายๆ เรื่อง นับแค่เร็วๆ นี้หรืออาจจะย้อนไปหนึ่งหรือสองปี กับช่วงฤดูกาลมอบรางวัลภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศจะพบว่า มี “ภาพยนตร์ประเภทสารคดี” ปรากฏอยู่ในรายชื่อ “ผู้เข้าชิง” หรือ บางรายไปไกลถึงการคว้ารางวัล

ในโลกภาพยนตร์นอกจากกระแสหลัก ที่ตูมตามกับหุ่นยนต์ ซูเปอร์ฮีโร่ การปัดฝุ่นของเล่นมาเป็นตัวละครเอกบนจอใหญ่ และแข่งการอวดซิคแพคสามมิติทะลุจอแล้ว สิ่งที่ได้รับการขานรับ อย่างน่าสนใจในภาพยนตร์ยังอยู่ในกลุ่มกระแสย่อย คือ ภาพยนตร์ในประเภทสารคดี

แม้คนดูภาพยนตร์อาจจะยังไม่สังเกตเห็น เพราะการตลาดยังไม่ท่วมท้นแต่เมื่อกวาดตาสÌำรวจ ป้ายติด“ประเภท” ภาพยนตร์ ในงานที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงหลายๆ เรื่อง นับแค่เร็วๆ นี้หรืออาจจะย้อนไปหนึ่งหรือสองปี กับช่วงฤดูกาลมอบรางวัลภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศจะพบว่า มี “ภาพยนตร์ประเภทสารคดี” ปรากฏอยู่ในรายชื่อ “ผู้เข้าชิง” หรือ บางรายไปไกลถึงการคว้ารางวัล

ไมว่าจะเป็น เวทีใหญ่โตฟูฟ่า ฝั่งฮอลลีวู้ดอย่าง ออสการ์ ที่เพิ่งจบไป มี ภาพยนตร์อย่าง The Missing Picture ผลงานของผู้กำกับ ฤทธิ ปาน หลังจากคว้ารางวัล Un Certain Regard จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2013 และหนังได้ถูกเลือกเป็นตัวแทนจากกัมพูชา เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่อังกฤษหรืออเมริกัน) แม้จะไม่ชนะ แต่การได้เข้าชิงร่วมกับภาพยนตร์ดราม่า ก็บอกถึงพลังของภาพยนตร์ประเภทสารคดี แทนที่จะถูกปัดให้ไปอยู่เฉพาะ สาขาภาพยนตร์สารคดี

“ปกติหนังสารคดี มีฉายในเทศกาลแต่ตอนนี้หนังสารคดีในทั่วโลกมันตื่นตัวมาก มันมีหนังแบบที่เรียกว่า Creative Documentary มันได้ล้วงลึกเข้าไปในเรื่องต่างๆ ความจริงไม่ได้มีอยู่มุมเดียว subject ต่างๆ มันถูกมองด้วยคนทำหนัง การมีเทศกาลคือการนำเสนอหนังสารคดีที่มันหลากหลายและอยากเป็นกำลังใจและแรงกระตุ้นคนใหม่ๆที่อยากทำหนังสารคดี” ชลิดา เอื้อบำรุง ผู้อำนวยการมูลนิธิหนังไทย ให้ความเห็นต่อพัฒนาการภาพยนตร์สารคดี

ในปัจจุบันเดิมที อาจจะถูก จองจำ กับความเชื่อของผู้ชมว่า เป็นเพียงการบันทึกภาพเรื่องจริงและมาเรียงร้อยเป็นเรื่องราวแบบภาพยนตร์เท่านั้น

ตัวอย่างของงานสร้างสรรค์ภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับความชื่นชม รวมถึง TheMissing Picture ซึ่งผู้กำกับชาวกัมพูชาได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเขา จากวัย 13 ปีได้ “เห็น” เหตุการณ์ปฏิวัติของเขมรแดงและได้รับผลกระทบโดยตรง ก่อนจะรอดชีวิตสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ครั้งนั้นไปเป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่ฝรั่งเศส โดยในภาพยนตร์ชิงออสการ์เรื่องนี้ เด่นในเรื่องการใช้ “ภาพ”ที่ผสมผสาน ฟุตเตจภาพยนตร์เก่า ทั้งงานที่เป็นภาพยนตร์สร้างภาพของฝ่ายปฏิวัติเขมรแดง และภาพยนตร์เก่าก่อนยุคเขมรแดงกับ รูปปั้นดินเหนียว ที่ใช้แทนตัวละครที่มีอยู่จริง รวมถึงครอบครัวและตัวของผู้กำกับด้วย

“การปั้นดินเหนียว มันน่าทึ่งมาก ฉากที่เห็นตัวละครดินเหนียวแทนหน้าตาคน อยู่กันเยอะๆ และยิ่งถ่ายโคลสอัพให้เห็นการแสดงอารมณ์ของตุ๊กตาดินเหนียวเหล่านั้น มันปราณีตมาก แสดงว่า คนทำได้ผ่านการคิดอย่างละเอียดแล้ว นอกจากนั้นการถ่ายให้เห็นเป็นแค่หุ่นนิ่ง ไม่ใช่การจับมาแอนิเมท (ให้ตุ๊กตาดินเหนียวเคลืนไหวในเฟรม) แต่เวลาดู

เราก็รู้สึกว่ามันเคลื่อนไหวในจินตนาการของเรา ภาพมันนิ่ง แต่มันมีไดนามิกส์ พาเราไปหาอดีต และเราคิดได้ถึงว่า เขาคงอยากสื่อถึง อดีตมันนิ่งมันจบแล้ว แล้วเรากำลังกลับไปอดีตเข้าไปดูความเคลื่อนไหวของอดีต ซึ่งความนิ่งของหุ่น ก็น่าจะเป็นความตั้งใจให้มันเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง (narrartion)ของหนังเรื่องนี้นะ” พิมพกา โตวิระ คนทำหนังสารคดีของไทย ที่ทำหน้าที่ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์นอกกระแส รวมถึงภาพยนตร์ Enemy of the People ที่เป็นสารคดีว่าด้วยเขมรแดงเช่นกัน แสดงความเห็น

และเสริมต่อถึง “ลักษณะเด่นของภาพยนตร์สารคดี” ที่ไม่จำกัดรูปแบบการเล่าเรื่องว่า

“ในเรื่องนี้ ฤทธิ ปาน เขาทำทั้งสองอย่างคือ fiction และ สารคดี เขาพยายามหาทางใหม่การผสมผสาน การสร้างสถานการณ์บางอย่างให้คนเห็นว่า ความจริงบางอย่างมันใกล้เรามากและไม่ใช่แค่สารคดีบันทึกภาพ ทุกเรื่องของเขามี attitude เขาคิดแบบไหน เขาคิดอะไรกับเรื่องนี้ หนังอีกเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาคือ S21ซึ่งเราชอบมาก เอานักโทษที่มีชีวิตอยู่ไปคุยกับผู้คุมถ่ายทำในคุกนั้น ซึ่งอันนี้ มันท้าทายคนทำสารคดี ตรงที่คนทำสารคดีส่วนใหญ่จะมองว่าตัวเองมองอย่างกลางๆ แต่เขาพยายามเคลื่อนไอเดียบางอย่างออกมา มันไม่ใช่การออฟเซิร์ฟ หรืออยู่ตรงกลาง มันมีสิทธิโดนก้อนหิน และถ้ามันดีจริงๆ มันสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้” พิมพกา อธิบายและเสริมว่า แม้ The Missing Picture จะเป็นประเภทสารคดี

“แต่เป็นการเอาเรื่องจริงมาเล่า เพื่อเป็นองค์ประกอบว่า มันไม่ใช่realistic ร้อยเปอร์เซนต์นะ แต่เป็นความรู้สึกจากในใจ เป็น “การจำลองภาพความจริง” ที่ผ่านมาสำหรับการเข้าชิงออสการ์ นั้น พิมพกามองว่า “ประเด็นเขมรแดง ถ้าพูดถึงยุคสังหารหมู่ มันยังไม่ใช่เรื่องไกลตัวมากจากประชาคมโลก คดียังอยู่ในศาลโลก คนจึงสนใจมันมีตัวละคร (เขมรแดงตัวจริง) ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่กำลังรอพิพากษา ถือว่ายังใกล้กับการรับรู้มากกว่า โฮโลคอสต์ หรือฆ่าล้างยิวในสงครามโลกครั้งที่สองอีก และเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนตะวันตกจะซีเรียสกับประเด็นนี้ ซึ่งในออสการ์ปีนี้อีกเรื่องคือ The Act of Killingก็พูดเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนกัน”

นอกจากนี้ พิมพกา ยังเสริมว่า เรื่องของเขมรแดงก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมในเมืองไทยเช่นกัน จากประสบการณ์ฉายEnemy of the People ที่มีผู้ชมซื้อบัตรเข้าชมพอสมควร

สำหรับ The MissingPicture จะเปิดฉายในไทยในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ในปลายเดือนมีนาคมนี้

พื้นที่หนัง

เทศกาลหนังสารคดีสร้างพื้นที่ให้แก่คนดูและคนทำ สำหรับ “หนังประเภทสารคดี”ที่ยุคปัจจุบัน มีผลงานภาพยนตร์ที่ฉีกแนวการเล่าเรื่อง หรือการนำเสนอไปจากกรอบแค่เล่า ความจริง เล่าข่าว เล่าบทสัมภาษณ์และการเข้าไปมีอิทธิพลต่อ หนังเรื่องแต่งอย่างเห็นได้ชัด

ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ในฐานะผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 4 ประจำปี 2014 ซึ่งเป็นเพียงเทศกาลเดียวที่เน้นส่งเสริมงานด้านสารคดี ณ ตอนนี้เผยถึงจุดประสงค์ในการจัด “เทศกาลภาพยนตร์” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้ชมและคนทำภาพยนตร์สารคดี“หนังสารคดี (ในเมืองไทย) คนดูเริ่มเก็ทมากขึ้น และคนทำก็มีพื้นที่มากขึ้นยกตัวอย่าง สารคดี “กลางเมือง” ที่ออกทางTPBS ซึ่งมันแตกต่างจากสารคดี (โทรทัศน์)เรื่องอื่นๆ ของ TPBS และ ถึงมันจะสั้นแต่มันก็เปิดโอกาสให้คนที่สนใจทำสารคดีได้มีทีทางได้เอกเซอร์ไซส์ และเขาก็หวังว่าจะขยายพื้นที่ให้คน (ทำสารคดีสั้นเหล่านั้น)ได้ทำ หนังยาว มันก็เริ่มเห็นแล้วล่ะ"

"เพราะใน หนังยาว ประเภทสารคดี มันก็มีให้เห็นแม้จะยังน้อยอยู่ อย่าง (ปีที่ผ่านมา) ก็มีเรื่อง Boundary (ฟ้าสูง แผ่นดินตÌ่ำ) หรือ Song of Rice ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่า ในเทศกาลหนังระดับโลกมันมีหนังสารคดีไทยไปปัก (ธง) ไว้แล้ว”

ในปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์สารคดีเรื่องยาวของไทย เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ถึง 2 เรื่อง Boundary (ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง) โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล และ Democrazy (ประชาธิปไทย) โดย เป็นเอก รัตนเรือง และภาสกร ประมูลวงศ์ และผลงานภาพยนตร์สารคดีไทยที่คว้ารางวัลในต่างประเทศ มี By the River สายน้ำติดเชื้อ ผ่านเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โลคาร์โน (Locarno) ที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาพร้อมกับคว้ารางวัล Special Mention หรือรางวัลสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ จากเทศกาลนั้นด้วย

ล่าสุด The Song of Rice ภาพยนตร์สารคดีที่ว่าด้วยชีวิตกสิกรไทย จากมุมมองของผู้กำกับ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ ก็คว้ารางวัลจากเทศกาลรอตเตอร์ดาม ที่เนเธอร์แลนด์เมื่อเดือน มกราคมที่ผ่านมา และ The Song ofRice ได้รับเลือกเป็นภาพยนตร์ฉายปิดเทศกาลภาพยนตร์สารคดี ศาลายา (closing film)

“ตอนนี้เรามีคนทำหนังสารคดี (ที่ดี) แล้วต่อไปคือมันต้องการ ที่ยืน เพราะในเมืองไทยหนังอินดี้ มันก็มีที่ยืนแล้ว หนังอินดี้ที่เป็นประเภทสารคดี ก็น่าจะมีที่ยืนได้ไม่ยาก”The Song of Rice ซึ่งเปรียบเสมือนภาคต่อของ Agrarian Utopia หรือ สวรรค์บ้านนา ของ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากหลายเทศกาล รวมทั้งการคว้ารางวัล ยูเนสโก ส่งเสริมวัฒนธรรมดีเด่น จากเทศกาลภาพยนตร์เอเชียแปซิฟิก สกรีนอวอร์ด ที่ออสเตรเลีย เมื่อปี 2553

“ทางเทศกาลอยากฉายให้คนดู เพราะเชื่อมั่นในตัวอุรุพงศ์ เราว่าเขาได้บรรลุสูงสุดในด้าน(ทำหนังเล่าเรื่อง)ชาวนา หนังทำให้เห็นภาพของชาวนา และคิดว่าน่าจะเหมาะกับสังคมไทยตอนนี้นะ”

ชลิดา เอ่ยถึง ภาพยนตร์ที่ถูกเลือกมาฉายปิดเทศกาลในภาคของคนดู

ผู้อำนวยการเทศกาลฯเชื่อว่า มันมีคนดูที่เก็ท (สารคดี) แล้ว และหนังต่างประเทศที่เป็นสารคดีก็เยอะ และนับวัน หนังที่น่าตื่นเต้น (ในแง่เนื้อหาและการนำเสนอ) หนังใน ประเภทสารคดี ก็มีอะไรหลากหลาย สนุกสนาน กระทั่ง ‘หนังเรื่อง’(fiction film) เอง ก็หยิบเอาแนวทางของหนังสารคดีมาใช้ผสมๆ ในการเล่าเรื่องแล้ว

ชลิดายกตัวอย่างหนังเรื่อง Boyhood ที่ในแง่หนึ่ง มันเป็นกึ่งสารคดีกับดราม่า เพราะหนังมันเล่าถึงกลุ่มเพื่อนวัยเด็กที่นัดเจอกันปีละครั้ง เพื่อมาแสดงหนังร่วมกัน จนถึง 10 ปี จากวัยเด็ก จนโต มันเป็นหนังดราม่าแต่ มันเป็นการบันทึก document การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเด็กๆ พวกนั้น อย่างเห็นได้ชัดมากเราได้เห็นเด็กโตต่อหน้ากล้องลย“คนทÌำหนัง fiction (เรื่องแต่ง) ก็เริ่มใช้วิธีการของหนังสารคดี ขณะเดียวกัน หนังสารคดีก็มีการทÌำผสม fiction เข้ามาด้วย อย่าง หนังชิงออสการ์ปี 2014 เรื่อง Act of Killing เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม แต่หนังมีการผสม และมีชั้น (layer) ของเรื่องแต่งเข้าไปทำให้หนังดูสนุกมาก” ชลิดา ให้ความเห็น

สารคดีในอาเซียน

ใน เทศกาลหนังสารคดีศาลายาปีนี้ เมื่อมองหาภาพยนตร์จากอาเซียน ซึ่งทางเทศกาลฯ จัดโปรแกรม “ประกวด” มีผลงานเข้ารอบ ไม่ครบจากทุกประเทศด้วยเหตุผลที่ว่า บางเรื่องที่เป็นแนวสารคดีทางโทรทัศน์จะถูกตัดออกไป

“การสร้างภาพยนตร์สารคดีในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน คิดว่ามันยากกว่าของไทยนะ เท่าที่มีเด่นๆ ก็ไม่กี่ประเทศ อย่าง สิงคโปร์ที่มีคนซัพพอร์ตบ้าง ในกัมพูชาก็มีฝรั่งเศสซัพพอร์ต ส่วนพม่าก็ได้เยอรมันซัพพอร์ตผ่านทางกลุ่มลูกครึ่งหรือคนพลัดถิ่นที่หวนคืนสู่แผ่นดินบ้านเกิด ส่วนอื่นๆ ก็ไม่เข้าตา เพราะเป็นแนวสารคดีเพื่อโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ก็เลยไม่เลือกเข้าร่วม” ผู้อำนวยการเทศกาลฯอธิบาย

ภาพยนตร์ไฮไลต์ที่จะเปิดฉาย รวมถึง Red Wedding จาก จัน ลิดา ว่าด้วยการแต่งงานในยุคเขมรแดง“จัน ลิดา เป็นคนทำหนังที่โตในเขมรเป็นกลุ่มยังทาเลนต์ และโปรดิวซ์โดยฤทธิ ปาน(มีชื่อผู้กำกับร่วมอีก 2 คน คือ Noces Rouges และ Guillaume Soun) ก็เป็นเรื่องช่วงเขมรแเดง ถูกบังคับให้แต่งงาน แต่เป็นมุมของผู้หญิง เป็นลูกศิษย์ของ ฤทธิ ปาน (ที่กลับไปทำงานฟื้นหนังเก่าและจัดอบรมให้เก่าคนทำหนังรุ่นใหม่ในเขมร ในชื่อองค์กร bophana )”

ชลิดา เล่ารายละเอียดขณะที่หนังจากพม่า ที่จะเข้าประกวดเรื่อง Behind the Screen โดยผู้กำกับ อ่อง หน่าย ทเวย์ ซึ่งเป็นทายาทของคนในวงการแสดงของพม่า เป็นอีกงานสารคดี ที่สะท้อนการตื่นตัวของวงการภาพยนตร์พม่าโดยมีลูกหลานชาวพม่าหวนคืนแผ่นดินแม่เป็นแรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง

“หนังพม่ามีเยอรมันเป็นซัพพอร์ต เพราะคนที่ก่อตั้ง Yangon Film School เป็นลูกครึ่งพม่าอังกฤษ และเป็นคนทำหนัง อยู่ที่เบอร์ลินคงอยากคืนอะไรให้แผ่นดิน เขาพยายามจะหาคอนเนคชั่น ได้เงินสนับสนนุ จากยุโรป คืนสู่พม่า เขาเช่าบ้านที่ย่างกุ้งและเปิดสอน แรกๆ เหมือนจะเปิดการสอนผลิตสื่อและรุ่นสองของเด็กเขา ก็ได้ทำหนังให้เอ็นจีโอ ก็มีเส้นสาย ดึงเด็กมีแวว ไปเรียนปราก ไปเรียนเยอรมัน ช่วงนี้ งานหนังสั้นของเขาก็ได้ฉายตามเฟสติวัล และหนังดูดีน่าสนใจ เพียงแต่มี deal ว่า non-political แต่ก็ยิ่งเป็น political เหมือนการดูดเสียงกลับยิ่งสะท้อน ว่า สังคมตอนนั้นเป็นไงหลายคนทำหนังได้ดี ถ้าคนเหล่านี้กลับมาหนังพม่าคงน่าสนใจมากแน่” ชลิดา ให้ความเห็น

และเผยรายละเอียดถึง หนังเรื่อง Behind the Screen ไว้ว่า

“เราดีลมาจาก Yangon Film Schoolซึ่งเขามีอบรมสอนการทำหนัง มีสตูดิโอ แต่เขาจะถูก (รัฐบาล) ห้ามทÌำหนังเกี่ยวกับการเมืองเพราะเคยมีคนถูกจับ สำหรับผู้กำกับ อ่อง หน่าย ทเวย์ คนนี้ พ่อแม่เคยเป็นดาราใหญ่ แล้วเขาเล่าเรื่องเป็นแบบ life story (เกิดปี 1970)ของตัวเองคู่ขนานไปกับชีวิตพ่อแม่ที่เป็นดาราคู่ขวัญ สะท้อนว่าชีวิตจริงไม่ได้เหมือนในหนังความน่าตื่นเต้นของหนังคือ เขาเล่าเรื่องตัวเองและทำได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์หนังพม่าควบไปด้วย แม่ของเขาเป็นดาราของพม่าที่ดังมากมาจากสายศิลปการแสดง นาฏศิลป์ ละครเวทีแล้วก็มาเล่นละครทีวี เปรียบเหมือน พิสมัยวิไลศักดิ์ของพม่า อะไรแบบนี้”

การรับเรือตอร์ปิโดมรดกภาพยนตร์ไทย

กลับมาที่ หนังไทย นอกจาก The Songof Rice แล้ว ยังมี ภาพยนตร์ไทย ที่ถือเป็น“มรดกภาพยนตร์ไทย” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อปีที่ผ่านมา อย่างเรื่อง “การรับเรือตอร์ปิโด”สร้างเมื่อปี พ.ศ.2478 เปิดฉายในเทศกาลนี้เป็นอีกหนึ่งงานภาพยนตร์สารคดี ที่น่าตื่นตา

เหตุผลที่ฉายเรื่องนี้เพราะ หนึ่งเป็นหนังที่ขึ้นทะเบียนมรดก คนมักจะถามว่าดูหนังทีไหนก็โอกาสนี้แหละเหมาะสม ในแง่การเป็นมรดก มันเป็นหนังของกองทัพเรือ คนถ่ายคือ หลวงกลการเจนจิต ที่เคยอยู่กับ กรมรถไฟตระกูลเขาทำหนังไทยยุคบุกเบิกอย่างเรื่อง‘โชคสองชั้น’ และ ‘ศรีกรุง’ เริ่มจากเป็นหัวหน้าช่างถ่ายหนัง และเผยแผ่ สำหรับกองรถไฟ หนังจะทำให้เราเห็นฝีมือของการทำหนังไทย

“เรื่องนี้เป็นหนังที่ขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์เมื่อปี 2556 เป็นหนังที่เราได้ดูแล้วตื่นเต้น เพราะเคยเห็นหนังต่างประเทศแบบนี้มาก่อน และเพิ่งได้เห็นหนังไทยแบบนี้ และตัวหนังมันเหลือค่อนข้างสมบูรณ์ ยาว 80 นาที มันเป็นแนว travelogue แบบหนึ่ง (ภาพยนตร์ที่บันทึกการเดินทางผ่านสถานที่ต่างๆ การพานพบผู้คน คล้ายภาพยนตร์ข่าว ที่บันทึกไว้ให้คนได้รับรู้เหตุการณ์ ซึ่งเป็นแนวการทำภาพยนตร์ในยุคแรกๆ ของการกำเนิดภาพยนตร์เมื่อต้นศ.19) หนังจะทำให้เราเห็นศักยภาพของช่างภาพยุคแรกของหนังไทย อย่างหลวงกลฯเราอาจจะเคยอ่านแต่เรื่องราวของเขา ไม่เคยได้เห็นหนังจริงๆ ก็ตื่นเต้น และเคยเห็นหนังเยอรมันที่ถ่ายเรือดน้ำ เราได้เห็นหนังไทยที่เป็นแบบนั้นก็มีด้วยนะ”

โดยในวันฉายภาพยนตร์เรื่อง การรับเรือตอร์ปิโด ทางเทศกาลฯ จะจัดให้มีการพูดคุยถึงข้อมูลและเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับเรือรบดังกล่าว โดยผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพเรือไทยด้วย

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 4 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 29 มีนาคม ศกนี้ ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ฯ (ถ.พุทธมณฑลสาย 5) และ วันที่ 25 - 28 มีนาคม ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร