หอแสดงดนตรีในฝัน

หอแสดงดนตรีในฝัน

สิ่งปลูกสร้างสำหรับดนตรีคลาสสิกอย่างเต็มรูปแบบ ยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แม้เราจะมีวงออร์เคสตรามานานกว่า 1 ศตวรรษแล้วก็ตาม

การเสพสุนทรียภาพของงานศิลปะ นับเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน แต่ด้วยเหตุที่ศิลปะ ไม่ว่าจะแขนงใดก็ตาม ต่างมีบทบาทในการขัดเกลาจิตใจ อารมณ์ และรสนิยม ดังนั้น ในแต่ละอารยะสังคมจึงให้น้ำหนักแก่การส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าถึงงานศิลปะ (art appreciation) กันโดยทั่วหน้า

ในแวดวงดนตรี ปัจจัยที่เอื้อต่อการเข้าถึงศิลปะดนตรีมีหลายประการด้วยกัน แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า ความมหัศจรรย์พลันบังเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อองค์ประกอบทั้ง 4 มาบรรจบพบกัน นั่นคือ ศิลปินดี , ผู้ชมดี , การบริหารจัดการดี และสถานที่ดี

ที่ผ่านมา “สถานที่” ในการจัดแสดงดนตรีล้วนแต่มีความหลากหลาย แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ บ่อยครั้งที่เราชมดนตรีข้างถนน หูอาจแว่วได้ยินเสียงเพลงจากการแสดงสด ระหว่างกำลังขึ้นบันไดเลื่อนภายในห้างสรรพสินค้า หรืออาจจะไปดูคอนเสิร์ตของศิลปินดังจากต่างประเทศในอิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี และแม้กระทั่งการฟังดนตรีในสวนสาธารณะ เป็นต้น

ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็เข้าถึง “ดนตรีสมัยนิยม” จาก “พื้นที่” ใดก็ได้นั้น อาจจะมีเพียงดนตรีคลาสสิกตะวันตกเท่านั้น ที่น้อยคนจะรับรู้และเข้าใจได้ว่า ดนตรีประเภทนี้ต้องการองค์ประกอบอันละเอียดอ่อนมากกว่านั้น มีระเบียบแบแผนพิธีการทางวัฒนธรรมที่สืบเนื่องกันมายาวนาน ไม่ใช่เพียงสถานที่จัดแสดงดนตรีดาดๆ ตามหอประชุม “เอนกประสงค์” หรือการเสพดนตรีแบบ “รับประทานด่วน” เหมือนงานอีเวนท์ทั้งหลาย

นั่นจึงเป็นหลักการพื้นฐานว่า เมื่อวงดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตราระดับโลกออกทัวร์ไปแสดงในประเทศต่างๆ ผู้บริหารจัดการวง ล้วนแต่ถามถึงคุณภาพของ “เวนู” (Venue) หรือสถานที่จัดงานกันทั้งนั้น ว่าอยู่ในเกณฑ์จะไปแสดงได้หรือไม่ อย่างไร

-1-

หลังจากใช้เวลาหลายปี ในที่สุด “สถานที่” จัดแสดงดนตรีระดับ “เวิลด์คลาส” หรือ “หอแสดงดนตรี” ก็บังเกิดขึ้นบนแผนที่ประเทศไทย นี่ยังนับเป็นครั้งแรกที่สถานที่แห่งนี้ ใช้เม็ดเงินจากภาษีของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นับจากที่เรามีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก ที่สร้างด้วยเงินของ “รัฐบาลญี่ปุ่น” และปล่อยให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม “เก็บค่าเช่า” มาช้านาน

หอแสดงดนตรีดังกล่าว มีชื่อว่า มหิดลสิทธาคาร หรือ Prince Mahidol Hall ความจุ 2,000 ที่นั่ง บนพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งหลังจากมีการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อีกไม่กี่วันข้างหน้า หอแสดงดนตรีแห่งนี้ จะมีโอกาสได้ต้อนรับการมาเยือนของวง โตเกียว ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา (Tokyo Philharmonic Orchestra) ซึ่งจะเปิดการแสดง ณ ที่แห่งนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2557 เวลา 16.00 น.

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งวงเครื่องสายฝรั่งหลวง เมื่อปี ค.ศ. 1911 หรือ พ.ศ.2454 ซึ่งนั่นเป็นปีเดียวกันกับปีแห่งการก่อตั้งวง โตเกียว ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นมากที่วงอายุ 102 ปี จะมาแสดงในประเทศไทย... ”

รศ. สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวนำในวันที่มีการแถลงข่าวคอนเสิร์ตของวง โตเกียว ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา ในประเทศไทย ก่อนจะกล่าวต่อว่า

“สมัยรัชกาลที่ 6 เราไม่มี auditorium สวนมิสกวันสมัยนั้น ก็แสดงกลางแปลง conductor สมัยนั้นก็ต้อง conduct กลางแปลง การที่ประเทศไทยจะมี auditorium อย่าง Prince Mahidol Hall ผมคิดว่า มันเหมือนเรามี Narita Airport เหมือนเรามีสนามบินสุวรรณภูมิ การที่เรามีวงดนตรีระดับโลกมา อย่างน้อยๆ วัฒนธรรมซิมโฟนีออร์เคสตราจะถ่วงดุล บอกให้โลกรู้ว่า ประเทศไทยเราเจริญ”

ในมุมมองของ รศ.สุกรี การมาเยือนของวงดนตรีระดับโลก อย่าง “โตเกียว ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา” นับว่ามีนัยสำคัญต่อการพลิกโฉมหน้าวัฒนธรรมดนตรีของประเทศไทย เพราะนั่นหมายความว่า เรามีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอที่จะต้อนรับวงดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตราระดับโลกวงอื่นๆ ที่จะตามมา

“ถ้าหากเราจะบอกว่า ประเทศเราใหญ่กว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ เราก็จะสู้เรื่องวัฒนธรรมสิงคโปร์ไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ สิงคโปร์มีคนแค่ 5.5 ล้าน แต่เป็นคนต่างประเทศจริงๆ 3 ล้าน แล้วเขามี auditorium น่าอิจฉา 2-3 แห่ง ที่แสดงถึงความเป็นเวิลด์คลาส ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มี เวลาวงดนตรีระดับเวิลด์คลาสอื่นๆ ที่มาเอเชีย นอกจากสิงคโปร์ เขาก็ไปปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ โซล แล้วก็โตเกียว”

“วันนี้ ผมคิดว่า Prince Mahidol Hall ได้เปิดโลกใหม่สำหรบเอเชีย ไม่ใช่แค่สิงคโปร์เท่านั้น แต่จะมีที่กรุงเทพด้วย”

-2-

กว่าจะมาเป็น Prince Mahidol Hall ไม่ใช่เรื่องง่าย และน่าจะมีบันทึกอันเป็นตำนานของเรื่องดังกล่าวเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ เพราะก่อนหน้านั้น มีข้อถกเถียงในเรื่องของการสร้าง “หอแสดงดนตรี” แห่งนี้ ซึ่งเดิมเคยมีทิศทางมุ่งไปยังการเป็น “สิ่งปลูกสร้างทั่วไป” ดังเช่น “หอประชุมเอนกประสงค์” เพื่อใช้ประโยชน์ในการรับพระราชทานปริญญาบัตร หรือการประชุมสัมมนาเสียมากกว่า แทนที่จะเป็นหอแสดงดนตรี ที่มีสภาพ “อะคูสติก” ดีพร้อมทุกที่นั่ง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ที่ผ่านมา เกือบจะมีเรื่องคดีความระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย หลังจากต้องรื้อถอนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอะคูสติกแห่งเยอรมนี เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดทว่า นั่นยังกลับไม่หนักหนาเท่ากับ "โจทย์" ที่รอคำตอบจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยในเวลานี้ นั่นคือเรื่องการบริหารจัดการงานวัฒนธรรม อันได้แก่ โปรแกรมการแสดงดนตรีต่างๆ หรือ การพัฒนาศักยภาพของพื้นที่แห่งนี้ ให้กลายเป็น landmark ใหม่ของสังคมไทย เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดจากหอแสดงดนตรี ซึ่งปัจจุบันได้ชื่อว่ามีสภาพอะคูสติกที่ดีที่สุดในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพราะโดยปกติ ไม่ว่าจะเป็น คาร์เนกี ฮอลล์ในนิวยอร์ก ซิตี, ซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ ในนครซิดนีย์ , ซิมโฟนี เฮาส์ ในนครชิคาโก หรือ คอนเสิร์ตเคอะบาว ในนครอัมสเตอร์ดัม ล้วนมีโปรแกรมการแสดงล่วงหน้าเป็นปีๆ แล้วด้วยซ้ำไป

แต่สำหรับ “มหิดลสิทธาคาร” ดูเหมือนว่า ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพสุญญากาศ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า

“เรากำลังมองดูอยู่ เราพยายามใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เมื่อตอนต้นปีก็มีการแสดง soft opening ไปครั้งหนึ่ง มาเดือนมีนาคม ก็มีวงโตเกียวฯ มาแสดง โดยวันที่ 17 มีนาคม จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคาร”

“ที่กำหนดไว้ชัดเจนอีกรายการหนึ่ง ในวันที่ 24 เดือนกันยายน เป็นวันมหิดล เราจะจัดมหิดลคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเจ้าฟ้ามหิดล ส่วนในเดือนกรกฎาคม จะมีการพระราชทานปริญญาบัตร เป็นครั้งแรกที่จะใช้หอประชุมแห่งนี้ ส่วนรายการอื่นๆ จากนั้น เราจะทยอยจัดขึ้น โดยความมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยก็เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากหอประชุมแห่งนี้”

ด้าน ดุสิต จรูญพงษ์ศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงการบริหารจัดการงานวัฒนธรรมมายาวนาน ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการบริหาร “หอแสดงดนตรี” ในยุคสมัยที่กำลังมีการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม ที่แตกต่างไปจากยุคเก่าก่อน

“การเกิดขึ้นของคอนเสิร์ตฮอลล์แห่งนี้ นับเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็น่าเป็นห่วงไปพร้อมๆ กัน ทั้งเรื่องของทำเลที่ตั้ง และจำนวนความจุ เพราะหากดูบทเรียนของสหรัฐอเมริกา ที่ยุคสมัยที่กำลังบูม ช่วงปี 1960-70s มีการเห่อสร้าง perforing arts center ใหญ่ ๆ แต่พอยุคสมัยเปลี่ยน โครงร้างประชากรเปลี่ยน เมื่อมาถึงยุค 1990s กลายเป็นว่าเป็นเรื่องยากลำบากของคนบริหารจัดการที่จะทำให้ฮอลล์เต็ม มันหมดยุคเฟื่องฟู กับฮอลล์ที่มีที่นั่งเยอะๆ ซึ่งบางที่มีมากถึง 4,000 ที่นั่งด้วยซ้ำไป”

-3-

ในมุมมองของ ดุสิต เห็นว่าวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิกแต่เดิม กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของประชากร , รสนิยม ตลอดจนถึงวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่คุ้นชินกับการนั่งนิ่งๆ เงียบๆ เพื่อชมคอนเสิร์ต

ทางออกของเรื่องนี้ เขาเห็นว่า ต้องทดลองทำทุกสิ่งเพื่อหาทางออก เช่น ... “อาจจะต้องทบทวนแนวทางการจัดคอนเสิร์ตแบบใหม่ บางที ผู้จัดต้องทดลองไปจัดตามผับ ตามบาร์ หรือทำอย่างไรให้มีผู้ชมมากขึ้น”

แม้กระนั้น ดุสิตยอมรับว่า สังคมไทยยังขาดแคลนหอแสดงดนตรีที่มีคุณภาพ เพราะนี่คือเรื่องพื้นฐาน ที่ภาครัฐควรให้การสนับสนุน

“ต้องยอมรับว่า คอนเสิร์ตฮอลล์สำหรับ serious music ยังขาดแคลน แม้กระทั่งทุกวันนี้ อย่างศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งไม่ได้รองรับกิจกรรมดนตรีคลาสสิกอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่สำหรับการแสดงของดนตรีสมัยนิยมอีกด้วย ขณะที่คุณภาพของระบบเสียง เมื่อเปรียบเทียบกับกาลเวลาที่ผ่านไป ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งมีสถานที่ที่ดี ซึ่งทั้งนักดนตรีและคนฟังต่างให้การยอมรับ”

ดังนั้น การเกิดขึ้นของ “หอแสดงดนตรี” ระดับ “เวิลด์คลาส” ในด้านหนึ่งจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการให้อยู่รอด ในเรื่องนี้ ดุสิต อธิบายว่า ต้องเปิดใจกว้าง เปิดรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมยกตัวอย่างว่า

“ทุกวันนี้ วงดนตรี no name ก็สามารถไปขอเช่าสถานที่ประวัติศาสตร์ อย่าง คาร์เนกี ฮอลล์ เพื่อเปิดคอนเสิร์ต มันเลี่ยงไม่ได้แล้ว มันเป็นวิถีของโลก”

เช่นเดียวกันกับความพยายามของ รศ.สุกรี เจริญสุข ซึ่งวันนี้แม้วง ไทยแลนด์ ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา จะบรรเลงอยู่ที่บ้านเดิม คือ “อาคารภูมิพลสังคีต” ความจุ 353 ที่นั่ง แต่ความพยายามผลักดันให้เกิดหอแสดงดนตรีระดับเวิลด์คลาส ก็ทำให้เจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ อย่างน่ารับฟังว่า

“มหิดลสิทธาคารมีความพร้อมกับการแสดงที่มีคุณภาพและเปี่ยมด้วยรสนิยม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไทย ซึ่งก้าวข้ามขั้นความยิ่งใหญ่อลังการของคนไทยทั่วไป ความจริงแล้วมหิดลสิทธาคารก้าวข้ามความรู้สึกใหญ่ที่สุด ยาวที่สุด เจ๋งที่สุด ฯลฯ ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศด้อยพัฒนาทั่วๆ ไป ... “

ก่อนจะหยอดทิ้งท้ายว่า

“การที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่มีแผนในการจัดการ ไม่มีแผนการบริหาร ไม่มีแผนที่จะใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงาน ไม่มีแผนกิจกรรมการแสดง ไม่มีคนรู้เป็นผู้จัดการ ฯลฯ เป็นการเสียโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ...”

ถึงเวลานี้ สายตาของประชาคมดนตรีกำลังเฝ้ามองว่า หลังจากวงดนตรี โตเกียว ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา แล้ว ทิศทางของหอแสดงดนตรีอันล้ำค่ำนี้ จะเป็นเช่นใดต่อไป.