ยังคงรัก....ยะหริ่ง

ยังคงรัก....ยะหริ่ง

รถยนต์พาแล่นออกนอกเมืองปัตตานีมุ่งหน้าไปทางอำเภอยะหริ่ง จุดหมายปลายทางที่ไกลออกไป 15 กม.

บรรยากาศของตัวเมืองปัตตานีก็เหมือนกับเมืองในต่างจังหวัดทั่วไปที่โปร่ง สบาย เบาตา แต่อาจจะแปลกตาอยู่บ้างก็ตรงที่เห็นทหาร ตำรวจ นั่งรถลาดตระเวนอยู่บ่อยๆ รวมทั้งตามถนนก็อาจจะเห็นด่านตรวจ 24 ชม.ของทั้งทหารและตำรวจที่มีบังเกอร์ ตาข่ายกั้น แตกต่างจากด่านตรวจใบขับขี่ของตำรวจในที่อื่นๆ ที่เราคุ้นตากัน นอกนั้นในเมืองปัตตานีก็สงบเรียบร้อยดี

ใครที่รับรู้ข่าวความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ก็จะเกิดความกลัว เพราะทุกข่าวที่นำเสนอคือข่าวร้าย แต่ข่าวร้ายไม่ได้เกิดทุกพื้นที่ของปัตตานีหรือจังหวัดอื่นๆ ปัตตานีและสามจังหวัดชายแดนใต้จึงยังคงเที่ยวได้ ไปได้ และปลอดภัยในที่ที่มันปลอดภัย เพราะคนในพื้นที่เขาจะรู้ว่าในช่วงไหนหรือที่ไหนที่เข้าไปได้ไม่มีเหตุอะไรหรือที่ไหนที่ยังไม่ควรเข้า ผมไปกี่ครั้งก็จะได้ไมตรีจากคนในท้องที่คอยแนะนำเรื่องเหล่านี้ตลอด ยิ่งคนไม่ค่อยได้มาเห็นก็จะยิ่งน่าเข้าไปค้นหา เหมือนพม่าที่เพิ่งเปิดประเทศใหม่ๆ ใครก็อยากไป


ปัตตานีนั้นได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเกลือหวาน รสชาติเกลือที่นี่กลมกล่อม ไม่เค็มแหลม เพราะแบบนี้ผมถึงร่ำร้องคนนำทางว่าอยากไปดูนาเกลือปัตตานี แต่เสียดายว่า ผมไปเป็นช่วงที่เขากำลังปรับที่นาเกลืออยู่พอดี เลยไม่มีเกลือให้เห็น ประกอบกับเดี๋ยวนี้นาเกลือปัตตานีเหลือน้อยแล้ว ที่ยังคงตื่นตาตื่นใจก็คือ แผงตากหมึก ของ “บ้านปลาหมึก” ที่อยู่ริมทาง แผงตากหมึกนับร้อยๆ แผงละลานตาไปหมด จะซื้อที่แปรรูปแล้วหรือหมึกแห้งแต่ละสายพันธุ์เขาก็มีขายในราคาขายส่งซะด้วย


ปลายทางของผมอยู่ที่บ้านบางปู ของ ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ผมมีนัดกับ แวฮาซัน หะยีสอเฮาะ เด็กหนุ่มที่เรียนมาทางประมง และกลับออกมาเป็นชาวประมงตามบรรพบุรุษ หนุ่มคนนี้เกิดและโตมากับการทำประมงชายฝั่ง แทบจะเรียกได้ว่าสัตว์น้ำในอ่าวปัตตานีที่ทำให้ “บังแว” โตขึ้นมา ยิ่งไปเรียนวิทยาการความรู้สมัยใหม่มาด้วย ยิ่งทำให้เขาเป็นชาวประมงสมัยใหม่ที่จะเป็นกำลังของชุมชนทีเดียว


ผมนั่งรอแวฮาซันอยู่ที่ท่าเรือบ้านบางปูที่มีคลอง 3-4 สาย ไหลลงมาบรรจบกับสายน้ำใหญ่ แล้วจึงต่อเชื่อมไปอ่าวปัตตานีอีกที โดมมัสยิดสีทองอร่ามทอดเงาลงในผืนน้ำที่พลิกพลิ้วไปตามริ้วน้ำ ก่อนจะถูกทำลายด้วยคลื่นจากเรือลำเล็กที่มีลอบดักปูวางอยู่หัวเรือ มุ่งหน้าออกทะเล


ไม่นาน แวฮาซันก็ยืนขับเรือกอแระหางตัด ตีวงวาดเข้ามาเทียบท่า การศึกษาทำให้เด็กคนนี้กล้าพูด กล้านำเสนอเรื่องที่ชุมชนเขาอยากบอกแก่คนภายนอก การพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำอาจเป็นการเสริมความมั่นใจหนึ่งอย่างให้เขา ของดีแห่งบ้านบางปูที่เขาชวนผมมาดูก็คือ การล่องเรือชมอุโมงค์ต้นไม้ ชมพระอาทิตย์ตกที่อ่าวปัตตานีและเกาะนกแห่งบ้านบางปู เหล่านี้คือของดีที่เขาอยากบอกแก่คนภายนอก


ป่าโกงกางที่ผมบอกว่าเห็นปากลำคลองไหลลงมาบรรจบกันนั้น ยิ่งพอได้นั่งเรือลัดเลาะเข้ามาในพื้นที่ป่าโกงกางนับ 2,000 กว่าไร่ที่ชุมชนเขาช่วยกันดูแล ผมก็ประจักษ์ว่าที่แท้ในป่าโกงกางเหล่านี้ มีคลองเล็กคลองน้อยโยงใยกันเป็นตาข่าย ยิ่งเรือแล่นเข้าไปลึกก็จะเห็นความสมบูรณ์ของป่าโกงกาง ที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่ง ผมพยายามสังเกตดูร่องรอยของการตัดฟันต้นโกงกางเหมือนป่าโกงกางอีกหลายที่ก็ไม่ปรากฏ บังแว บอกว่า เพราะชาวบ้านอาศัยป่าโกงกางเหล่านี้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและได้จับปูดำ ปูทะเล และหอยกัน(หอยสองฝาชนิดหนึ่ง) ชาวบ้านพยายามใช้วิธีการประมงแบบพอเพียง เราจึงเห็นเรือลำเล็กๆ เอาลอบปูมาวาง เห็นเรือมาวางตาข่ายดักปลาในคลอง


การนั่งเรือล่องเข้ามาในป่าสองฝั่งทางนั้นมันเป็นการพักสายตา ได้ซึมซับบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ เห็นนกน้ำทั้งนกกาน้ำ นกยางทั้งหลาย โผบินเมื่อเรือเข้าไปใกล้ แต่ที่น่าประทับใจก็คือ อุโมงค์ต้นไม้ที่เขาบอก ต้นโกงกางสองฝั่งคลอง โน้มเอียงลงมาบรรจบกันอย่างสวยงาม ตลอดระยะทาง 600 เมตร ที่เป็นอุโมงค์ต้นไม้ เพียงนั่งดูก็ว่าสวยงามแล้ว ลองได้นอนหงายดูเรือนยอดไม้ค่อยๆ ผ่านฉากสายตาทีละนิดๆ ยิ่งทำให้น่าหลงใหล คนรักต้นไม้อย่างผมจึงชอบใจมาก เหมือนได้หวนคืนสู่ธรรมชาติจริงๆ


พอออกจากอุโมงค์ต้นไม้เส้นทางเรือจะพาแล่นออกสู่อ่าวปัตตานี อ่าวที่เป็นดั่งประตูเชื่อมภาคใต้ตอนล่างรับอารยธรรมที่หลากหลาย ในประวัติศาสตร์ล้วนมีชื่ออ่าวปัตตานีเข้ามาเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของการเดินทางทางทะเลทั้งสิ้น ซ้ายขวาคือแผ่นดินต่างๆ ในปัตตานี เห็นบ้านแหลมนก บ้านบานา มอ.ปัตตานี บ้านตันหลงลูโละ แหลมตาชี(แหลมโพธิ์) เมืองปัตตานี นิคมอุตสาหกรรมปัตตานี ฯลฯ เรือประมงชายฝั่งชาวบ้าน กำลังง่วนกับการจับปลา จับปู ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังเปลี่ยนเป็นสีทองใกล้ขอบฟ้ารอเวลาสิ้นสุดแห่งวัน


เรือพาแล่นเลียบมาอีกด้าน ในขณะที่บนฟ้า เห็นนกหลายชนิดกำลังมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน เรือค่อยๆ แล่นเข้าไปเลียบชายป่าริมน้ำที่ผมเห็นอะไรดำๆ เต็มพรืดไปบนต้นไม้ พอเข้าไปใกล้ เจ้าสีดำเหล่านั้นก็แตกฮือ...นกกาน้ำนับร้อยนับพันตัวโผบินไปยังต้นไม้อีกเกาะหนึ่ง ยิ่งพอเรือตีโค้งวนอ้อมมาดู และจอดเรือนิ่งสนิทรอดู ยิ่งเย็นค่ำก็ยิ่งเห็นนกนานาชนิด บินมาจากต่างทิศทาง แต่มาร่อนเกาะอาศัยอยู่บนกิ่งไม้ของเกาะกลางน้ำแห่งนี้เหมือนกัน ถ้าไม่เรียกว่า “เกาะนก” ก็ดูไม่มีคำไหนเหมาะเท่านี้จริงๆ เราใช้เวลาไม่ถึง 2 ชม. เรือก็กลับมาที่ท่าลงเรือจุดเริ่มต้นการเดินทางเช่นเดิม ที่มีวงปิ้งย่าง หมึก หอย กุ้ง รออยู่


ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเหนือลำน้ำของบ้านบางปู คืนนั้นสวยงามจริงๆ แวฮาซันและกรรมการหมู่บ้านอื่นๆ ที่รวมตัวกันทำกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนบ้านบางปูนี้ ได้ร่วมกันให้ข้อมูลว่าถ้ามาในเดือน พ.ค.-ต.ค. เวลาค่ำๆ แบบนี้ หิ่งห้อยที่นี่ราวกับติดไฟกระพริบไว้ตามต้นไม้ทีเดียว ค่าบริการเรือก็แสนถูกอย่างเรือนั่ง 5 คนแค่ 450 บาท/ลำ และต่อไปเขาจะมีเรือนพักริมน้ำไว้บริการด้วย ใครไม่มีรถมาอยากให้ไปรับถึงตัวเมืองก็ได้ ติดต่อที่บังนิโอ๊ะ 08 6963 1927 หรือบังแซ 08 6969 7748 สมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนหรือจะถามรายละเอียดอื่นๆ ก็ที่ ททท.นราธิวาส โทร.0 7352 2411 ชาวบ้านเขารับรองความปลอดภัย 100%


ค่ำคืนที่บางปู อ.ยะหริ่ง ไม่ได้ทำให้ผมกลัวอะไรเลย แต่กลับรักบ้านเมืองนี้มากขึ้นด้วย รักเธอจริงๆ ประเทศไทยของเราที่มีครบทุกภาค มีแต่คนใจคดที่อยากแยกประเทศเท่านั้นที่ไม่รักประเทศนี้