ชวนหันไปมองพัฒนาการของภาวะโลกร้อนไม่เคยหายหน้าไปไหนในรอบทศวรรษ ผ่านการเดินทางล่าน้ำแข็งของคนกลุ่มหนึ่ง
ความยิ่งใหญ่อันเปราะบางของธรรมชาติที่สะท้อนผ่านวิวฟายเดอร์ของ เจมส์ เบล็อก (Jame Balog) และทีมงานในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Chasing Ice ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ 2013 ด้วยความร่วมมือของสถาบันเกอเธ่ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อาจทำให้ใครหลายคนใน "ห้องฉายหนัง" วันนั้น "รู้สึก" ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง
อย่างน้อย ก็ทำให้ละสายตาจากสถานการณ์การเมืองที่กำลังทวีอุณหภูมิร้อนแรงผ่าน "ดราม่ารายวัน" มามอง "วิกฤติภัยแล้ง" ที่เริ่มทวีความรุนแรง และลุกลามไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งปัญหาการรุกคืบของน้ำเค็ม กัดเซาะชายฝั่ง ปะการังฟอกขาว ตลอดจนความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างรุนแรง
ทั้งหมด ล้วนเป็นส่วนประกอบของ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งสิ้น
ย้อนกลับไปยังบางฉากในหนังที่เปรียบเทียบสัดส่วนของธารน้ำแข็งที่กำลังพากัน "ล้มตาย" ไม่ว่าจะเป็น ธารน้ำแข็งอิลูลิสแซท (Ilulissat Glacier) ที่กรีนแลนด์ ธารน้ำแข็งโซล์ไฮม์ (Solheim Glacier) ในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งโคลัมเบีย (Columbia Glacier) จากอลาสก้า หรือ อุทยานน้ำแข็งมอนทาน่า (Glacier National Park Montana) ก็ตาม
"การได้เห็นธรรมชาติที่มีอายุนับหมื่นปีกำลังตายลง มันเหมือนการเดินทางเลยเส้นขอบฟ้า แล้วพบว่า เราไม่สามารถหวนกลับมาได้อีก" เจมส์ เปรียบเทียบความรู้สึก
หากเรายังจำภาพหย่อมน้ำแข็งที่กำลังละลายอย่างรวดเร็วบนยอดเขาคิริมันจาโร (Mount Kilimanjaro)ในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth เมื่อปี 2006 ได้ แน่นอนว่า นี่คืออีกก้าวของสถานการณ์ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ประเด็นระดับโลกที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว
น้ำค้างในน้ำแข็ง
"อนาคตมาถึงแล้ว เพียงแต่มันยังไม่ได้กระจายไปทั่วถึงอย่างเท่าเทียมกัน" โรเบิร์ต มาเธอร์ (Robert Mather) Head of Asia-Pacific Cluster, International Union for the Conservation of Nature (IUCN) องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติกำลังตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นแห่งยุคสมัยอย่างโลกร้อน
อันที่จริง กว่า 200 ปีแล้ว ที่ โจเซฟ ฟูริเยร์ (Joseph Fourier) นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบ ภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ก่อนที่ สเวนเต อาร์รีเนียส (Svante Arrhenius) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนจะบ่งชี้ว่า ก๊าซคารบอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นตัวการสำคัญที่กักเก็บความร้อนเอาไว้ในชั้นบรรยากาศโลกในอีก 125 ปีก่อน
ข้อมูลเหล่านี้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนใน "ฟองอากาศโบราณ" ที่ฝังตัวอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งขั้วโลก
ที่เป็นอย่างนั้น รศ.วรณพ วิยกาญจน์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ด้วยการหมุนของโลก ทำให้ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไปตกที่บริเวณแกนของโลกทั้งขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้
"อากาศมันหมุน ลมก็พามา มันก็จะอวลอยู่ในนั้น"
เมื่อน้ำแข็งไม่ละลาย มันก็จะถูกทับถมฝังเป็นฐานข้อมูลอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งลึก 3,000 เมตร ซึ่งข้อมูลทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นระบุว่า สามารถเก็บข้อมูลย้อนไปไกลราว 7 - 8 แสนปีที่แล้ว
"เขาก็เจาะน้ำแข็งลงไปทีละ 2 เมตรแล้วก็เอาขึ้นมาเก็บ นำไปวิเคราะห์ดู ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอุณหภูมิ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และอะไรอีกหลายๆ อย่าง ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในอดีตว่า โลกเรามีอุณหภูมิสูงขึ้น แล้วลดลงอยู่ 2-3 ครั้งย้อนกลับไป 7 แสนปี นอกเหนือจากที่เห็นว่าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบเคียงกันก็จะเห็นว่าไม่ได้เพิ่มมาก แต่มันก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง" วรณพ ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะก้าวไปสู่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปีคศ.1800 เป็นต้นมา) โดยเพิ่มจากความเข้มข้นเฉลี่ย 280 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เป็น 380 ppm ในปัจจุบัน
ที่สำคัญ มันยังส่งผลต่อ "อุณหภูมิ" อันเป็นปัจจัยสำคัญในการ "เร่ง" ให้น้ำแข็ง "ละลาย" เร็วขึ้น เรื่องนี้ การบันทึกภาพแบบ Time-Lapse (เทคนิคการบันทึกภาพที่เราจะเห็นวัตถุเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียงไม่นาน) และติดตั้งกล้อง 25 ตัวตามธารน้ำแข็งเป้าหมาย โดยใช้เวลาร่วมปี เพื่อแสดงให้เห็นถึง "การละลาย" และ "แตกออก" กลายเป็นหลักฐานประกอบสมมติฐานที่เคยเป็นหัวข้อถกเถียงของเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี
"ปกติน้ำแข็งจะมีการขยายตัวนิดหน่อยในช่วงฤดูหนาว และลดลงนิดหน่อยในช่วงฤดูร้อน แต่ที่นี่ไม่ใช่ การหายไปของน้ำแข็งปริมาณมหาศาลนี้ มันกำลังแสดงให้พวกเราเห็นว่า น้ำแข็งกำลังถึงจุดจบ" ความเห็นหนึ่งที่ภาพยนตร์ดังกล่าวบันทึกไว้
ขั้วโลกถึงศูนย์สูตร
ในงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์พบว่า วันนี้ โลกเรามีอุณหภูมิเพิ่มเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 องศา และอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยอัตราเฉลี่ยของอุณหภูมิเหล่านี้นั้นเพิ่มในทะเลมากกว่าแผ่นดิน เพิ่มช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน เพิ่มในฤดูหนาวมากกว่าฤดูร้อน และเพิ่มตรงบริเวณขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้มากกว่าพื้นที่ส่วนกลางโลก
สิ่งเหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบนั้นจะเกิดขึ้นทั่วโลก
"ถ้าน้ำแข็งละลาย ไม่ใช่แค่น้ำทะเลที่แอนตาร์กติกสูงขึ้น แต่น้ำทะเลบ้านเราก็สูงขึ้นไปด้วย" รศ.สุชนา ชวนิชย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เพิ่งกลับมาจากการสำรวจขั้วโลกใต้ร่วมกับทีมวิจัยจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีบอกถึงลักษณะทางกายภาพที่จะเกิดขึ้น ไม่ต่างจากที่เคยมีกระแสข่าวเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่เพิ่มมากขึ้น จนมัลดีฟส์อาจจมหายไปจากแผนที่โลกในอนาคตได้
"ถ้าน้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลายหมด ปริมาณน้ำจะสูงขึ้น 50 - 60 เมตร ประมาณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นแหละค่ะ "
โรเบิร์ตเสริมว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลกราว 3 มิลลิเมตรต่อปี จากที่เขาทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมากว่า 20 ปี เรื่องนี้กระทบทั้งในแง่กายภาพ และชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นการหายไปของชายฝั่ง 1.5 เมตร หรือเฉลี่ย 3,000 ไร่ต่อปี ขณะที่บางพื้นที่ อย่าง จังหวัดจันทบุรีนั้นน้ำทะเลหนุนสูงกว่า 5 มิลลิเมตร
"สิ่งที่ตามมาก็คือการหายไปของสถานที่ท่องเที่ยว ระบบนิเวศป่าชายเลน ตลอดจนแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แหล่งรายได้ชุมชนก็จะได้รับผลกระทบทั้งหมด"
ที่สำคัญไปกว่านั้น หากลักษณะทางฟิสิกส์ และเคมีของอากาศแปรผันไป ผลกระทบเหล่านี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมครั้งใหญ่ อย่างสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในประเทศไทยที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลพวงจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น หรือปลาทะเลอย่างปลาเก๋ากับปลาทูที่ไม่ชอบน้ำอุณหภูมิสูง อาจจะเกิดการอพยพย้ายถิ่น ขณะเดียวกันปลากะพง ปลาหมึก หรือกุ้งที่ชอบน้ำอุณหภูมิสูง ก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น
"เราอาจจะต้องกินปลาเก๋า และปลาทูน้อยลง หันมากินปลากะพง ปลาหมึก หรือกุ้งให้มากขึ้น" เขาเล่าติดตลก
ถึงปลาเก๋าจะเป็นมุขตลกร้ายที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะเกิดกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทย ในทางกลับกัน ยังเป็นสัญญาณเตือนสำหรับผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารขนาดใหญ่ของโลกใบนี้
"น้ำทะเลสูงขึ้น หรือน้ำร้อนขึ้น 1 องศา มนุษย์กระทบไม่เท่าไหร่ เรามองแค่กายภาพ แค่เรา แต่สิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิดมันไปตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว" รศ.วรณพยืนยัน
อนาคตโลก อนาคตเรา
หากในชั่วอายุไขคนเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เข้าข่ายภัยพิบัติปรากฏ "บ่อย" และ "ถี่" ขึ้น อาจมีบางคำถามผุดขึ้นมาว่า เป็นไปได้หรือเปล่าว่า นี่คือดอกผลของการกระทำที่คนเราได้ลงมือกับธรรมชาติเอาไว้ตั้งแต่ศตวรรษก่อน ซึ่งนอกจากการยอมรับแล้ว การ "ปรับ" เพื่อ "เปลี่ยน" ก็ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีชีวิตในวันพรุ่งนี้
แม้จะมีการพูดคุยในระดับนานาชาติเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนเกิดเป็นพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) หรือความผิดหวังในการประชุมโลกร้อน ณ กรุงโคเปนเฮเกน กระทั่ง การรับมือภาวะโลกร้อนในประเทศไทยอย่าง "แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติพ.ศ. 2553-2562" ของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ซึ่งโดนก้อนอิฐจากทั่วสารทิศให้กลับไปทบทวนนโยบายในรอบด้านเสียก่อน)
วันที่โลกกำลังเดินหน้าไปทุกวัน การปรับเปลี่ยนเพื่อวันพรุ่งนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่
เหมือนอย่างที่ รศ.สุชนา ยอมรับว่า ระดับตัวบุคคลนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรั้วมหาวิทยาลัย จักรยานได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักศึกษา พอๆ กับถุงผ้าที่กลายเป็นเทรนด์ไปแล้วในปัจจุบัน รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็สามารถพบเห็นการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน
"ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นความพยายามในการแก้ปัญหาของทุกๆ ฝ่าย ซึ่งบางอย่างก็ยังดูขัดแย้งในตัวเองอยู่บ้าง" ผู้บริหารจาก IUCN คนเดิมออกความเห็น
เขากำลังหมายถึงการมีส่วนร่วมชดเชยการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Offset ของผู้โดยสารที่เดินทางด้วยสายการบินที่ยินดีจะจ่ายเพิ่มเพื่อชดเชย ขณะที่ นโยบายรถคันแรกของรัฐบาล ดูจะเป็นการดำเนินนโยบายที่ค่อนข้างสวนกระแส Green อย่างสิ้นเชิง
ด้านงานวิชาการสำหรับศร.วรณพกำชับว่าเป็นอีกเรื่องที่จะลืมไม่ได้
"ขั้วโลกใต้ถือเป็นหน้าต่างบานสำคัญที่จะทำให้เราเห็นว่าจะเกิดอะไรต่อไป ถ้าเห็นแล้วก่อนเราก็จะป้องกันตัวเองได้ ซึ่งประเทศไทยในเชิงงานวิจัยมีความสำคัญแต่งานวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมองเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก เราไม่มีคนมองไปในเชิงลึก หรือมองไปข้างหน้าว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไปปิดโอกาสตรงนั้นเลยทั้งหมด เราก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้"
สื่อกลางสำหรับเรื่องนี้ ภาพยนตร์ก็ถือเป็นช่องทางการสื่อสารที่ "ทรงพลัง" ที่สุดอีกทางหนึ่งในการสร้างความรับรู้ออกสู่สายตาประชาชนในวงกว้าง
"พลังของภาพถ่ายที่เราเห็นในภาพยนตร์ ก็คือความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง" ก้อง ฤทธิ์ดี นักเขียนและนักวิจารณ์ภาพยนตร์ให้มุมมองในเรื่องนี้
อย่างน้อยที่สุด ภาพในภาพยนตร์นั้นก็ช่วยคลายความสงสัยของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่มีมุมมองแตกต่างออกไปได้ในระดับหนึ่ง และชวนให้ฉุกคิดต่อ
ไม่ต่างกับ โกวิทย์ ผดุงเรืองกิจ บรรณาธิการบริหารนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทยแบ่งปันพลังของภาพ และการเคลื่อนไหวที่อยู่ในภาพยนตร์ในฐานะ "สาร" ที่กำลังบอกเล่าประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับตัวเรานั้น หลังจากดูจบ โลกที่เห็นก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
"สิ่งที่ปรากฏในหนังมันได้บรรจุคำพูดเอาไว้หมดแล้ว "
อรรถาธิบาย "ภาวะโลกร้อน" ของ อัล กอร์ (Al Gore) เมื่อทศวรรษที่แล้วจนมาถึงเรื่องราวการล่าน้ำแข็งขั้วโลกของทีม EIS ทั้งหมดถือเป็นการย้ำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วชีวิตเราไม่ได้มีความรับผิดชอบร่วมกันเพียงมิติใดมิติหนึ่งเท่านั้น
หากยังต้องร่วมรับผิดชอบร่วมกันในฐานะสมาชิกหน่วยหนึ่งของโลกใบนี้อีกด้วย





