ไม่ได้กล่าวอ้างเกินจริงแต่อย่างใด แค่อยากบอกเอาไว้ว่าเยาวชนคนไหนที่ได้เรียนวิชานี้จะไม่มีทาง "ตกงาน" อย่างแน่นอน
"I live in Sukhothai province. Sukhothai is located in the rigth of the Yom river on the road it of nothern region 427 km. to north of Bangkok. Sukhothai is the most famous....I live in Sukhothai and pround of my province and welcome to Sukhothai."
น้องเข็ม - เขมณิช ภูมิเมือง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดคลองโป่ง(ธรรมภาณบำรุง) อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เชื้อเชิญนักท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษติดสำเนียง "โข่ทัย" ทำให้ผู้มาเยือนอดอมยิ้มไปกับความน่ารักของเธอไม่ได้ ซึ่งแม้จะเขินอายอยู่ในที แต่น้องเข็มก็ทำหน้าที่ "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" อย่างเต็มความสามารถ
หลายคนอาจคุ้นเคยกับ "มัคคุเทศก์น้อย" เมื่อเวลาเดินทางไปในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงต่างๆ ซึ่งน้องๆ เหล่านั้นจะทำหน้าที่อธิบายข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างละเอียดยิบ แต่เส้นทางของการเป็นมัคคุเทศก์น้อยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านด่านของการอบรมและการสอบเพื่อขอใบอนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และประเทศไทยก็มีเยาวชนที่ได้รับใบประกาศนี้ไม่มากนัก
"เจ้าบ้านน้อยที่ดี" เป็นโอกาสที่เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถ "เข้าถึง" ได้ง่ายกว่า เพราะตอนนี้กลายเป็นวิชาที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวในสถาบันการศึกษาจำนวน 84 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากเด็กๆ จะได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการท่องเที่ยวในท้องถิ่นตัวเองให้ผู้มาเยือนได้รับรู้แล้ว วิชา "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" ยังเป็นเหมือน "ปริญญาใบย่อย" ที่จะคอยการันตีว่า เยาวชนที่ผ่านการร่ำเรียนวิชานี้มาจะไม่มีทาง "ตกงาน" แน่นอน
1.
ย้อนไปเมื่อครั้งที่ประเทศไทยเกิดพิบัติภัยทางธรรมชาติครั้งใหญ่อย่างสึนามิ(Tsunami) ในช่วงปลายปี 2546 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้รับเงินบริจาคเพื่อฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยแบ่งการช่วยเหลือเป็น 2 ส่วน คือ การสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประสบภัย และการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนที่สูญเสียผู้ปกครอง
แต่นั่นก็เป็นการช่วยเหลือแบบ "ให้เปล่า" คือให้แล้วหมดไป ไม่ใช่วิถีทางของการให้ที่ยั่งยืน
เพื่อเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้จัดตั้งโรงเรียนต้นแบบการท่องเที่ยวขึ้นมาในจังหวัดพังงา ภูเก็ต และกระบี่ โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่จะช่วยปลูกฝังให้เด็กๆ มีจิตสำนึกรักบ้านเกิด ทั้งยังหวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่นของตัวเอง กระทั่งขยายไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อพัฒนาวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพต่อไป
"ถ้าเราไม่ให้ความรู้กับเยาวชนที่เป็นต้นกล้าของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มันจะเกิดการพัฒนาได้อย่างไร ตอนนั้นเราจึงไปลงทุนทำเรื่องนี้ที่กระบี่ ภูเก็ต พังงา ทำใน 3 โรงเรียนก่อน ตอนแรกก็มีแค่ห้องเปล่าๆ ยังไม่มีหลักสูตรอะไร จนต่อมาคิดหลักสูตรได้ 4 หมวดวิชา คือ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวอย่างยังยืน การตลาดท่องเที่ยว การเผยแพร่โฆษณาและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว พอเราเริ่มทำกับ 3 โรงเรียนแล้ว ปี 2551 ททท. ก็ได้ลงนามความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น(สถ.) และจัดตั้ง "ศูนย์การเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว" ในโรงเรียนต่างๆ จนปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าโครงการทั้งหมด 84 แห่งทั่วประเทศ" อภิชาติ อินทรพงษ์พันธุ์ รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อธิบาย
นอกจากการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวที่ทำหน้าที่คล้าย "search engine" ฉบับโลกออฟไลน์ เพื่อให้เด็กๆ ใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการเรียนรู้แล้ว ยังมีการจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และสร้าง "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" ให้กับวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในอนาคต
ด้าน สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ประเทศไทยทำรายได้จากการท่องเที่ยวสูงมากในแต่ละปี แต่รัฐบาลกลับให้งบประมาณน้อยมาก ซึ่งสวนทางกัน และในปี 2558 นั้น รัฐบาลก็คาดหวังรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมากพอๆ กับงบประมาณของประเทศ หากมีการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพตั้งแต่เด็กๆ จะช่วยให้ประเทศเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้
"ผมอยากให้มีหลักสูตรที่เริ่มสอนตั้งแต่นักเรียน เพราะผมเชื่อว่า สังคมเราจะมีแต่คนทำเกษตรอย่างเดียวไม่ได้ คนทำงานหนักต้องพักผ่อน ต้องท่องเที่ยว เลยคุยกับท่านรองชาติ(อภิชาติ อินทรพงษ์พันธุ์) จนกลายมาเป็นหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน"
2.
หลักสูตรการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว หรือที่เรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า วิชา "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" ถูกกระจายไปในโรงเรียนสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยกำหนดหลักสูตรเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว เพื่อการสร้างเจตคติ ค่านิยม สร้างงาน สร้างอาชีพด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อไป
"เราสอดแทรกไว้ในวิชาเสริมของวิชาสังคมเช่นเดียวกับวิชาอาเซียน ซึ่งความรู้ด้านการท่องเที่ยวที่เอามาสอนก็มาจากความรู้ที่เราได้เรียนมา แต่จริงๆ เราไม่ได้รู้ทั้งหมด ก็ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วย ทั้งในอินเตอร์เน็ต ในห้องสมุด บางทีเด็กๆ รู้มากกว่าเราอีก ซึ่งเราก็ต้องพัฒนาตัวเอง และพัฒนานักเรียน ฝึกให้เขาเขียนรายงานแบบเป็นหลักการบ้าง เป็นความรู้สึกบ้าง อย่างแรกๆ ที่เราสอน เราจะถามเขาเลยว่า การท่องเที่ยวคืออะไร เด็กบางคนไม่รู้ บอก...ไปเที่ยวข้างนอกค่ะ เราก็ต้องบอกเขาว่า จริงๆ ไม่ใช่แค่นั้น การท่องเที่ยวคือการพักผ่อนหย่อนใจในสถานที่ที่ไม่ใช่ที่หลักของตัวเอง เป็นนิยามหลักการ เด็กก็จะเขียนนั่นนี่มา แต่เราถามเพราะเป็นเหมือนการสอบก่อนเรียนอะไรแบบนี้" ครูส้ม-จิระพงษ์ โตงาม ครูวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนมัธยมเทศบาล 7 จังหวัดสิงห์บุรี บอก
ด้วยเนื้อหาของหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นหลัก ผู้เรียนก็ควรมีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์ด้วย แต่โรงเรียนประจำอย่างโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา จังหวัดลำพูน เป็นโรงเรียนสงเคราะห์ที่จัดการศึกษาแบบให้เปล่าแก่นักเรียนซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่บิดามารดาเสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กกำพร้าที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู และเด็กด้อยโอกาส นักเรียนหญิงล้วนทุกคนแทบไม่มีโอกาสสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวที่แท้จริงเลย
สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานอำนวยการ และผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา จังหวัดลำพูน กล่าวว่า ที่นี่เป็นโรงเรียนประจำ เด็กทุกคนจะได้รับโอกาสกลับบ้านได้เดือนละ 1 ครั้ง และครั้งละ 1 วันเท่านั้น แต่วิชาการท่องเที่ยวก็ทำให้เด็กๆ ได้ออกไปทัศนศึกษาในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูนบ้างเหมือนกัน
สำหรับการทำหน้าที่ "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" สายสม หรือที่เด็กๆ เรียกว่า "คุณแม่" บอกว่า พื้นที่ของโรงเรียนจัดแบ่งให้เป็นแปลงเกษตรพอเพียง มีนาข้าว คอกหมู เล้าไก่ โรงเพาะเห็ด ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ หากมีนักท่องเที่ยวเข้ามา นอกจาก "ศูนย์การเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว" ที่มี "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" คอยให้ข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว พวกเขาสามารถพานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมแปลงเกษตรที่อยู่ในโรงเรียน รวมถึงอาคารโอท็อปที่จำหน่ายสินค้าจากฝีมือนักเรียนทุกคนได้ด้วย
ไม่ต่างจากโรงเรียนชุมชนเทศบาลวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) จังหวัดอุทัยธานี ที่ ศรีเรือน ชุติพงษ์วิเวท ผู้อำนวยการโรงเรียน บอกว่า ได้บรรจุหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวไว้ในวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งจะเน้นเนื้อหาสาระ 3 เรื่องหลักๆ คือ วิถีชีวิตชาวแพสะแกกรัง ยอดเขาสะแกกรัง และประเพณีตักบาตรเทโว นักเรียนทุกคนสามารถให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวแก่ผู้มาเยือนได้อย่างฉะฉาน และอาจจะออกไปทำหน้าที่เจ้าบ้านน้อยในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในอนาคตด้วย
3.
"หนูชอบเรื่องวิถีชีวิตของชาวแพสะแกกรัง เพราะเขาอยู่กันแบบเรียบง่าย" ปวีณา เปี่ยมอ่อน หรือ น้องปุยนุ่น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งแก้ว จังหวัดอุทัยธานี บอกฉะฉาน ก่อนจะเล่าถึงความฝันของเธอว่า อยากศึกษาด้านการท่องเที่ยวต่อไป เพราะ "ไกด์" คืออาชีพที่เธออยากทำ
ส่วน น้องอ้วน - ไอริณ เพิ่มธัญกรรม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา บอกว่า เธออยากเป็นนางรำ เพราะชื่นชอบวิชานาฏศิลป์มาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งการเรียนวิชาการท่องเที่ยวช่วยเพิ่มความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมโบราณซึ่งสอดคล้องกับความชื่นชอบของเธอมาก
"หนูได้เรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองลำพูนว่ามีการพัฒนาเป็นมาอย่างไร บางข้อมูลก็ทำให้หนูอึ้งนะ อย่างอันนี้หนูไม่เคยรู้มาก่อน และเชื่อว่าหลายคนไม่รู้ด้วย คือผังเมืองของจังหวัดลำพูนเป็นรูปหอยสังข์ มันเป็นการสร้างผังเมืองโบราณที่นิยมสร้างกันในพุทธศตวรรษที่ 11-15 ปัจจุบันก็ยังมีร่องรอยหลงเหลือให้เห็น หนูว่าประวัติศาสตร์สนุกดี"
สำหรับการเป็น "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" ในความหมายของ น้องเกมส์ - ธัญญาลักษณ์ คำสิงห์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 4 จังหวัดสิงห์บุรี คือการเป็นคนท้องถิ่นที่สามารถให้ข้อมูลได้ อาจไม่ละเอียดมากเหมือนมัคคุเทศก์น้อย ซึ่งต้องมีใบอนุญาตจริงจัง แต่เจ้าบ้านน้อยที่ดีก็สามารถแนะนำ หรือบอกความสำคัญของสถานที่ท่องเที่ยวในบ้านของตัวเองได้
"โรงเรียนเราก็ไม่ได้มีงบอะไรมาก เวลาวันหยุดพวกเราก็เลยจะไปเที่ยวกันเอง ส่วนมากหนูจะไปวัดพิกุลทอง วัดพระนอน ไปกับเพื่อนๆ ไปดูความเปลี่ยนแปลง ดูว่าคนเยอะมั้ย เมื่อก่อนไม่มีดนตรีไทย ไม่มีของมาวางให้สักการะ เดี๋ยวนี้มีแล้ว หนูก็บันทึกความเปลี่ยนแปลง วัดก็พัฒนาไปเรื่อย หรืออย่างที่โรงเรียนมีชั่วโมงจิตอาสา หนูก็ไปวัด ไปเป็นจิตอาสาที่วัด กวาดลานวัด เก็บขยะ อะไรแบบนี้ ใช้วิชาจิตอาสากับวิชาท่องเที่ยวไปด้วยกัน หนูชอบท่องเที่ยวนะ และวิชาเจ้าบ้านน้อยที่ดีก็ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น บางทีพอเรารู้เรื่องหนึ่งมันสามารถเชื่อมโยงไปถึงอีกเรื่องหนึ่งได้ เช่นเรารู้เรื่องนี้ อ๋อ เขาถึงตั้งชื่อแบบนี้ หรืออย่างเช่นเราไปเที่ยว ไปเจอคนที่เขาไม่รู้ข้อมูลที่นั่น เราก็บอกเขาว่ามันมีความสำคัญยังไง เรารู้สึกภูมิใจนะ เขาไม่รู้แต่เรารู้ ก็ภูมิใจที่สามารถทำให้เขารู้เรื่องเหล่านี้ได้"
อนาคตของน้องเกมส์อาจเดินไปคนละเส้นทางกับการท่องเที่ยว แต่เธอว่า ก็อาจจะมีเอี่ยวกันอยู่บ้าง
"หนูอยากเรียนครุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป หนูอยากไปสอนหนังสือตามโรงเรียนบ้านนอกไกลๆ ในเมืองมีครูเยอะอยู่แล้ว แต่ถ้าไปสอนไกลๆ ตามชนบท ชายแดน น่าจะช่วยเขาได้มากกว่า หนูว่าความรู้เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะถ่ายทอดให้เขาได้ดีหรือเปล่า ที่สำคัญเราก็ได้ไปเที่ยวด้วย"
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเลือกเรียนต่อในสายวิชาที่ตัวเองต้องการ อาจเพราะมีปัญหาที่แตกต่างกัน แต่เมื่อได้เรียนวิชา "เจ้าบ้านน้อยที่ดี" แล้ว ทุกคนจะไม่ตกงานอย่างแน่นอน
"เราคิดต่อยอดจากการผลิตหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว นั่นคือเรื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่ง ททท. ได้จัดลงนามความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพราะว่าสภาอุตสาหกรรมฯ มีสมาชิกอยู่ทั้งประเทศ เป็นเจ้าของโรงแรม เจ้าของบริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึก ในเมื่อเยาวชนเราเก่งๆ แบบนี้แล้ว ใครที่จบ ม.3 หรือ ม.6 แล้วไม่สามารถมีทุนที่จะไปศึกษาต่อ เราก็จะพยายามให้โอกาสเขาได้เข้าทำงานตรงนี้ ก็จะดึงพันธมิตรมาช่วยกันดูแล เป็นส่วนที่เราพยายามต่อยอด" รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยืนยัน





