เมื่อการศึกษาอยู่ในมือผู้ใหญ่กลายเป็นอะไรที่ไร้อนาคต เด็กๆ กลุ่มหนึ่งจึงขอสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านโครงการครูพันธุ์ใหม่ 'Teach for Thailand'
..พัฒนา 'คน' พัฒนา 'ตน'
ลืมภาพขัดสนของคนจิตอาสาที่ทำงานด้วยใจแต่ต้องหารายได้เสริมทางอื่นไปได้เลย เพราะ 'ทำดี' ไม่จำเป็นจะต้อง 'ทำฟรี' อีกต่อไป โดยเฉพาะในรูปแบบของผู้ประกอบการสังคมที่มีจำนวนมากขึ้น เช่นล่าสุดคือ โครงการครูอาสารูปแบบใหม่ Teach for Thailand (TFT) ซึ่งรับสมัครคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือกำลังศึกษาปีสุดท้ายจากทุกสาขาอาชีพมาร่วมเปลี่ยนชีวิตเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยกระจายกันไปสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือ ภาษาอังกฤษ ตามความถนัดให้กับโรงเรียนในสังกัดกทม.ที่เข้าข่ายต้องได้รับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
พร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทย ตลอดเวลา 2 ปีของสัญญาที่ทำไว้กับโครงการฯ ผู้เข้าร่วมยังได้รับการอบรมพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ สร้างความพร้อมในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ สู่การเป็นผู้นำที่ดีของสังคม เพื่อท้ายที่สุดคือสามารถเปลี่ยนประเทศไทยให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และเนื่องจาก TFT ในเครือข่าย Teach For มีต้นกำเนิดจากการผนึกกำลังกันระหว่าง Teach for America ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 100 องค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในอเมริกาจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune และ Teach First ซึ่งได้รับการจัดอันดับโดยหนังสือพิมพ์ The Times ให้เป็นองค์กรที่นักศึกษาต้องการทำงานด้วยมากที่สุดเป็นอันดับสาม และเป็นองค์กรจ้างงานใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ จึงไม่น่าแปลกใจที่เปิดแค่ปีแรกก็มีคนสนใจสมัครเข้าร่วมถึงกว่า 800 คน แต่ก็มีราว 50 คนเท่านั้นที่ได้รับเลือก เพราะเป้าหมายที่สำคัญ คือ ความต้องการสร้าง 'ผู้นำ' ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง
นอกจากเงินเดือนที่ใกล้เคียงกับเงินเดือนเริ่มต้นในภาคเอกชน และสวัสดิการอย่างการประกันสุขภาพ ค่าเดินทาง และค่าอาหารในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของทางองค์กรแล้ว คุณครูไฟแรงเหล่านี้ยังได้รับการพัฒนาทักษะการสอน โดยรับการอบรมทักษะการเป็นผู้นำในห้องเรียน (TEACH) เพิ่มเติม กับคณะครุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพันธมิตรของ TFT และจะได้รับ "ใบอนุญาตปฏิบัติการสอนจากคุรุสภา" และที่สำคัญก็คือ จะได้รับการสนับสนุนด้านการสมัครงาน หรือสมัครเรียนต่อซึ่งโครงการฯ ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ด้วย
..แต่อะไรก็คงไม่เท่า 'รอยยิ้ม' ของเด็กๆ
- พงษ์พัฒน์ บุญแต่ง (พัฒน์)
ด้วยความที่เป็นเด็กกำพร้าพ่อและแม่และอาศัยอยู่กับยายตั้งแต่เด็ก ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาโอกาสทางการศึกษาให้กับตนเองมาโดยตลอด จบมาได้ก็ด้วยทุนเล่าเรียนจากหลากหลายสถาบัน ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ทำให้ พัฒน์ รู้ดีว่า โอกาสไม่ได้หากันได้ง่ายๆ
แม้จะศึกษาอยู่ในภาคเรียนสุดท้ายที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในสาขาเคมีสิ่งทอ แต่พัฒน์บอกว่า จริงๆ แล้วเขา "อยากเป็นครู"
แต่เพราะไม่มีเงิน ต้องมีทุนเท่านั้นจึงจะเรียนได้ สาขาที่คนเลือกน้อย จึงเป็นคำตอบ เพราะอย่างไร ได้เรียนยังดีกว่า เรียนที่ไม่อยากได้
"ผมเป็นเด็กที่อยู่มาได้ด้วยทุน เรียนด้วยทุนมาตลอด เพราะไม่มีเงิน จริงๆ ที่บ้านจะให้เลิกเรียนตั้งแต่ ม.3 แต่ก็ขอต่อรองกับที่บ้านว่า จะหาเงินเรียนเอง ก็ทำงานไปเรียนไป จนถึง ม.6 ก็เหนื่อยมาก ท้อ คิดว่าไม่ไหวแล้ว คงไม่เรียนต่อ ก็ได้คุณครูช่วยเป็นที่ปรึกษา ช่วยวิ่งหาทุนให้ ซึ่งผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ชีวิตผมเปลี่ยนได้เพราะครู ก็เลยฝังใจ อยากจะกลับไปส่งต่อโอกาสดีๆ ที่ผมเคยได้รับให้กับน้องๆ ต่อไป" พัฒน์เล่า
นอกจากส่วนตัวจะขาดโอกาสแล้ว โรงเรียนที่พัฒน์เรียนก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่ เพราะมีครูคนเดียว สอนตั้งแต่อนุบาลไปจนถึง ป.6!!!
"ต้องใช้วิธีให้พี่สอนน้องครับ ช่วยๆ กันไป" พัฒน์บอกสั้นๆ
จนพอโตขึ้น พัฒน์ก็เริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลของครูบางคน ที่วันๆ เอาแต่ทำผลงานเลื่อนขั้น แทนที่จะทุ่มเทกับการสอน ภาพจำเหล่านี้ทำให้พัฒน์ยิ่งตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตว่า เขาจะต้องไม่เป็นอย่างนั้น
"ผมมองว่า ครูคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนอนาคตเด็กได้ ถ้าไม่มีครู ผมก็มาถึงตอนนี้ไม่ได้ ครูเป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ"
ถ้าไม่มีครู พัฒน์ก็คงไม่มีวันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะยืนยันหนักแน่นว่า.. อยากเป็นครู
- สิริกานต์ แก้วคงทอง (ทราย)
สาวใต้อารมณ์ดีอย่าง ทราย นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกการระหว่างประเทศ ระหว่างเรียน เธอใช้เวลาทุกวันเสาร์ไปเป็นครูอาสาประจำชั้นอนุบาล ในกลุ่มอาสาสมัคร ซ.โซ่ สอนเด็กๆ ในสลัม ชุมชนตึกแดงบางซื่อ มาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
ทรายยอมรับว่า ตัวเองเป็นคนโชคดี มีโอกาสล้นเหลือ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่พ่อแม่ไม่เคยปฏิเสธเลยหากเป็นเรื่องนี้ ยิ่งเมื่อได้ไปสอนเด็กๆ ในสลัม และได้รู้ว่า การศึกษาที่ดี โดยครูที่ใส่ใจเด็กจริงๆ สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ ทรายจึงยิ่งเชื่อในเส้นทางชีวิตที่วางไว้ว่า เมื่อเรียบจบไปจะต้องทำงานที่สร้างประโยชน์แก่สังคม
"ไม่ได้โลกสวยเลยค่ะ แต่ทรายชอบงานที่สร้างแรงบันดาลใจ อยากจะทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงคนให้เป็นในทางที่ดีขึ้นได้ อย่างตอนที่สอนในสลัม มีน้องคนหนึ่ง ไม่พูดไม่คุยกับใครเลย พัฒนาการช้ามาก เพราะที่บ้านเขาไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา ทรายก็ไปเล่นกับเขาทุกอาทิตย์ ทำเป็นปี แล้วอยู่มาวันนึง ทรายเข้าไปถึง น้องวิ่งเข้ามาหา บอกว่า พี่ทรายมาแล้วๆๆ แค่นี้ก็ตื้นตันมากแล้วค่ะ ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเปลี่ยนไปได้"
ในมุมมองของทราย ทั้งที่สัมผัสใกล้ชิดกับการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ และตัวเธอก็ยังเป็นผู้ช่วยทำวิจัยเกี่ยวกับสลัมที่สอนอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหาหลักที่พบก็อยู่ที่คุณภาพการศึกษา ที่จริงอยู่ว่า ตามหลักการของรัฐ คนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้เท่าเทียมกัน แต่ในความเท่ากันในปริมาณนั้น เรื่องของคุณภาพถือว่า ห่างกันไกล
แม้จะรักชอบในงานอาสา แต่แน่นอนว่า หากให้ยึดเป็นอาชีพ ที่บ้านต้องมีคำถามตามมาเป็นพะเรอเกวียน..
"โครงการนี้ให้ความมั่นคงกับหนูได้ ซึ่งบอกเลยว่า มันตอบโจทย์เด็กสมัยนี้มาก เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า เงิน คือสิ่งสำคัญ แต่ถ้ามาเป็นครูในโครงการนี้ นอกจากจะได้ทำในสิ่งที่ฝัน ก็ยังได้เงินเดือนด้วย พ่อแม่ก็หมดห่วงค่ะ"
เมื่อ ใจพร้อม เงินก็พร้อม จึงไม่น่าแปลกใจที่ เธอจะกล้าประกาศก้องว่า.. หนูอยากเป็นครูค่ะ!
- ณัฐกานต์ กุลาสา (ณัฐ)
อาจถึงเวลาแล้วที่ 'ครูณัฐ' ของเด็กๆ ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในปากช่อง จะได้กลับไปแก้ปมที่ค้างอยู่ในใจมาหลายปี..
หลังจากเคยไปช่วยสอนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่ปัจจุบันถูกยุบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความจริงที่ณัฐพบก็คือ นอกจากระบบหลายอย่างที่ไม่เอื้อให้คุณภาพการศึกษาเท่าเทียมกันทั่วประเทศแล้วนั้น ทัศนคติและมุมมองของคนที่ขึ้นชื่อว่า "ผู้ปกครอง" ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะโรงเรียนที่ไปสอนนั้น คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นหมอลำซิ่ง แล้วก็นิยมให้บุตรหลานเลิกเรียนและหันไปเป็นหมอลำซิ่งด้วยกัน
"เด็กๆ เขาเห็นว่างานน่าสนุก ดีกว่าไปเรียนตั้งเยอะ ก็เลยออกไปเป็นหมอลำซิ่งกันเยอะเลยค่ะ ซึ่งณัฐว่า ถ้าผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการศึกษา ก็คงไม่เกิดปัญหาอย่างนี้"
ณัฐ เชื่อว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวงจร "โง่ จน เจ็บ" ไม่ได้มีแค่โรงเรียนที่เธอเจอแห่งเดียวเท่านั้น
"ตัวณัฐเองเรียนด้านการจัดการ พัฒนาสังคมอยู่แล้ว ก็เห็นอยู่ว่า บ้านเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษามาก แล้วตอนนี้ณัฐก็เป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่ปากช่อง เด็กที่สอนอยู่ก็มีฐานะค่อนข้างดี รวยโอกาสอยู่แล้ว ก็อยากจะไปให้โอกาสแก่คนที่ต้องการมากกว่า เพราะการศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทุกๆ อย่าง"
ครึ่งปีของอาชีพครู ณัฐยิ่งค้นพบว่า การจะเป็นครูที่ดี ไม่ใช่จะเป็นกันง่ายๆ เธอจึงว่าจะได้พัฒนาตัวเองอย่างจริงจังจากโครงการนี้
ที่สำคัญคือ งานดีๆ โอกาสดีๆ ที่ณัฐจะได้เอาความรู้ไปมอบแก่เด็กที่ขาดโอกาสนั้น ยังเป็นงานที่ได้เงินเดือนสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งในมุมมองของเธอ เห็นว่า นี่แหละ คือ สิ่งที่บ้านเราควรจะมี!
"ณัฐไม่ได้เห็นว่า เงินคือแรงบันดาลใจนะคะ แต่ณัฐมองว่า การทำงานเพื่อสังคมเป็นอะไรที่มีคุณค่ามากๆ สังคมจึงควรจะมองใหม่ว่า คนที่ทำเพื่อคนอื่นก็สมควรได้รับการตอบแทนที่ดีเหมือนกัน"
ที่แน่ๆ คือ ถ้าทำดีแล้วได้ดี ในที่นี้หมายถึงตัวเงินที่สมน้ำสมเนื้อ คนเหนื่อยก็ยิ่งมีกำลังใจในการทำงานต่อไป
บัณฑิตจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกวิชาการจัดการพัฒนาสังคม ที่พกเอาความฝันในอาชีพครูมาเต็มกระเป๋าอย่างณัฐ จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า... เธอจะเป็นครู
- ปวินท์ ธชทรงธรรม (แม็กซ์)
ขณะที่เพื่อนๆ ทั้งสาม มุ่งมั่นตั้งใจจริงกับอาชีพครู สำหรับ แม็กซ์ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนสุดท้ายที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาวางเส้นทางชีวิตไว้ว่า หลังจากจบโครงการนี้ จะไปเรียนต่อด้าน MBA
แม้จะรักชอบเรื่องธุรกิจ โดยเคยรับบทบาทเป็น Marketing Executive ที่บริษัทจำลองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แม็กซ์ก็ยังทำกิจกรรมหลากหลาย โดยเป็นหัวหน้าฝ่ายในกิจกรรมงานรับน้องก้าวใหม่ของทางมหาวทิยาลัย และยังเข้าร่วมกิจกรรมชมรมจุฬาสู่ชุมชนที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยได้ไปช่วยสอนเด็กๆ และทาสีให้กับโรงเรียน
"ตัวผมได้รับการศึกษาที่ดีมาตลอด แล้วก็เห็นว่า ประเทศไทยเราทั้งๆ ที่เป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน แต่สำหรับเรื่องการศึกษานั้น เมื่อเอามาเทียบกับเพื่อนบ้าน กลับพบว่า เราสู้เขาไม่ได้ ทั้งๆ ที่การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภาพรวมการศึกษาของประเทศไทยกลับน่าเป็นห่วง โดยเน้นที่ปริมาณ แต่กลับไม่เน้นที่คุณภาพ"
แม็กซ์จึงคิดจะใช้เวลา 2 ปีนี้ อุทิศความรู้ ความตั้งใจที่มีของเขาให้กับเด็กๆ ที่ขาดโอกาสในการเรียนในห้องเรียนดีๆ ถึงแม้จะไม่ได้เรียนกับครูในโรงเรียนชื่อดัง แต่แม็กซ์ก็เชื่อว่า ความรู้ที่จะได้รับจากการอบรมในโครงการ บวกกับความตั้งใจเกินร้อยของเขา อย่างน้อยก็น่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กๆ ให้ดีขึ้นมาได้บ้าง
ในขณะที่ยินดี 'ให้' อย่างไม่หวง แม็กซ์เองก็คาดหวังจะ 'ได้รับ' กลับมาเช่นเดียวกัน โดยเขาคาดหวังที่จะได้พัฒนาตัวเอง ได้รู้จักกับคนเก่งๆ ได้ฝึกการทำงานร่วมกับคนอื่น
ที่สำคัญคือ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ที่ผลตอบแทนจากงานอื่นไม่มีทางให้ได้ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจ.. อยากเป็นครู!





