วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

เพียบพร้อมด้วยความเป็นเลิศ กับเปียโน คอนแชร์โต ของ บรามส์

เพียบพร้อมด้วยความเป็นเลิศ กับเปียโน คอนแชร์โต ของ บรามส์

บวรพงศ์ ศุภโสภณ เขียนถึงการแสดงดนตรีครั้งล่าสุดของ เอริ นาคากาวา

สนามวิจารณ์ อังคาร 18/02/14 ภาพ cr18021-3 ใน ftp

ย้อนหลังกลับไปราวเกือบ20ปีก่อน ผมยังรำลึกย้อนความรู้สึกตนเองได้เป็นอย่างดีว่า ได้มีโอกาสไปชมการแสดงเดี่ยวเปียโนครั้งหนึ่ง โดยนักเปียโนหญิงชาวญี่ปุ่นนาม เอริ นาคากาวา (Eri Nakakawa) ด้วยอคติที่ยังเต็มอยู่ในความคิดว่า นักเปียโนญี่ปุ่น(โนเนมในสายตาในตอนนั้น)ก็คงเป็นญี่ปุ่นอยู่วันยังค่ำ นักดนตรีญี่ปุ่นมักจะมีแต่ความสมบูรณ์พร้อมทางเทคนิค มีระเบียบวินัยสูงฯลฯ แต่สิ่งเดียวที่มักจะขาดหายไป(และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด)นั่นก็คือ ศิลปะความเป็นดนตรีในระดับอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วอคติลึกๆที่มีต่อศิลปินดนตรีคลาสสิกจากโลกตะวันออกแถบ จีน,เกาหลี,ญี่ปุ่น ก็มักจะแอบๆแฝงๆเคลือบแคลงอยู่ในความรู้สึกลึกๆของคนฟังดนตรีคลาสสิกทั่วๆไปอยู่เสมอๆ

แต่........ยังจำได้ดีว่าบทเพลงของบาค(J.S.BACH)จากฝีมือของเอริ นาคากาวาในคืนวันนั้นปราบอคติในใจที่ว่านี้ได้อย่างราบคาบ เธอแสดงให้เห็นว่า เธอมีความเข้าใจในดนตรีของบาคได้อย่างดีเยี่ยม และสามารถแปรความเข้าใจในส่วนตัวของเธอผ่านเสียงเปียโน มาสู่ผู้ฟังได้อย่างเต็มอิ่ม,กระจ่างชัด หลังจากนั้นผมได้ฟังการบรรเลงของเธออีก2-3ครั้ง ซึ่งในทุกครั้งเธอได้แสดงให้เห็นมาตรฐานทั้งฝีมือและความคิดความเข้าใจทางดนตรีในระดับชั้นครู นับแต่นั้นมาชื่อ เอริ นาคากาวาไม่ใช่ “นักดนตรีญี่ปุ่น”ในแบบที่เราจะตั้งข้อสงสัย-กังขาใดๆได้อีกต่อไป

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557ที่ผ่านมานี้ เธอออกแสดงเดี่ยวครั้งใหญ่อีก กับวงที.พี.โอ.(Thailand Philharmonic Orchestra)ในบทเพลงฟอร์มยักษ์ เปียโนคอนแชร์โต หมายเลข1 ในบันไดเสียง ดี ไมเนอร์,ผลงานลำดับที่15 ของ โยฮันเนส บรามส์(Johannes Brahms) ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรรับเชิญจอมเฉียบขาด นาม อัลฟอนโซ สการาโน(Alfonso Scarano) ซึ่งเอริ นาคากาวายังคงรักษามาตรฐานการบรรเลงอย่างสูงเอาไว้ได้เช่นเคย

เป็นอันว่าระยะเวลาราว20ปีที่ผ่านมา เธอยังคงเป็นศิลปินคนจริง-คนเดิมอย่างแท้จริง และสำหรับวาทยกรจอมเฮี้ยบอย่างสการาโนนั้น เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษทางดนตรี เสียงดนตรีของวงที.พี.โอ.ภายใต้การอำนวยเพลงของเขา(ผนวกกับคำบอกเล่าจากนักดนตรีหลายคนในวง)บ่งบอกว่าเขามีอะไรกระเดียดๆไปในทางวาทยกรจอมเผด็จการแบบโลกยุคเก่าในอดีต นักดนตรีหลายคนกล่าวตรงกันว่าเขาควบคุมการฝึกซ้อมแบบค่อนข้างเคร่งเครียด เน้นรายละเอียด,ระเบียบวินัยสูง แม้จะไม่ใช่คนปากจัด แต่ก็ไม่ค่อยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในขณะฝึกซ้อมเท่าใดนัก และเสียงดนตรีของวงที.พี.โอ.ทุกครั้งภายใต้การอำนวยเพลงของเขาจะเต็มไปด้วยความแม่นยำ,มั่นคงสะอาดชัดเจนนี่เป็นแนวทางดนตรีของเขาที่ดูว่าจะเข้ากันได้ดีกับแนวทางของ เอริ นาคากาวา

สำหรับ เอริ นาคากาวาเธอมีความเข้าใจในในแนวคิดและลีลาของบทเพลงนี้เป็นอย่างดี ว่าแม้จะเต็มไปด้วยการแสดงออกทางพลังอารมณ์สูงแบบงานโรแมนติกคอนแชร์โตทั่วไป แต่กลับแฝงด้วยเงาความคิดดั้งเดิมของบทเพลงที่บรามส์ตั้งใจจะเขียนมันให้เป็นบทเพลงซิมโฟนี(Symphony) แต่ต่อมาเปลี่ยนใจในภายหลัง

ในท่อนแรกที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของบทเพลงทั้งหมดกินเวลาราว20นาที เธอแสดงให้เห็นถึงความพอเหมาะพอดีในดนตรีของบรามส์ เทคนิคการแสดงออกทั้งหลายแม้จะฟังดูชัดเจนยิ่งใหญ่ แต่จะอยู่ภายในกรอบแห่งรสนิยมอันดีงามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการยืดหยุ่นของจังหวะ(Rubato),การพรมนิ้วรัวเสียง(Trill)ที่ใสสะอาดชัดเจนราวกับแสงดาวส่องประกาย,รสนิยมทางดนตรีในภาพรวมที่ฟังดูเหมาะสมดีงาม และหัวใจสำคัญที่เธอสามารถแปรมันออกมาให้เราสัมผัสได้อย่างประจักษ์ชัดก็คือ ลักษณะความเป็นปัญญาชน(Intellectual)ทางดนตรีที่ขาดไม่ได้ในงานดนตรีของบรามส์

สิ่งที่เป็นช่วงเวลาสั้นๆแห่งการจดจำก็คือช่วงหาง(Coda)ของท่อนแรกที่ดนตรีเร่งจังหวะเร็วขึ้นและเสียงดังขึ้นเต็มที่ก่อนจบนั้น เธอแสดงการ “ปล่อยของ”ด้วยเสียงเปียโนที่ดังเต็มที่อย่างดุดัน โต้กับวงออร์เคสตราด้วยสีสันทางเสียงที่งดงาม,สดใส เป็นช่วงเวลาที่เราพบได้ไม่บ่อยครั้งนักว่า เปียโนก็เป็นเครื่องดนตรีที่สามารถสร้างสีสันทางเสียง(Tone Colour)เฉพาะตัวบุคคลได้อย่างชัดเจนโดดเด่น ซึ่งโดยปกติแล้วสีสันทางเสียงอันเฉพาะตัวนั้นเราจะสัมผัสได้ชัดเจนง่ายกว่าจากน้ำเสียงของเครื่องสายหรือเครื่องเป่า

ดนตรีในท่อนช้า มักบ่งบอกนัยสำคัญๆทางดนตรีอย่างน่าสังเกตให้กับเราได้เสมอๆ ในบทเพลงนี้บรามส์เขียนดนตรีท่อนช้าของเขาราวกับซิมโฟนี เป็นดนตรีโรแมนติกจังหวะช้าสำหรับเปียโนที่ฟังดูห่างไกลจากแนวคิด เพลงโรแมนติกยามค่ำหรือ น็อคเทิร์น(Nocturn)ของโชแปง(Frederick Chopin)อย่างมากทีเดียวมันไม่ใช่ดนตรีที่จะสร้างอารมณ์ความรู้สึกเงียบเหงา,ว่าเหว่ในยามค่ำคืนอะไรทำนองนั้น หากแต่มันเป็นท่อนช้าแห่งความคิดคำนึง,ใคร่ครวญทางปัญญาและเหตุผล เอริ นาคากาวาถ่ายทอดลักษณะแห่งความครุ่นคิดนี้ได้อย่างชัดเจน บรรยากาศดีๆเล็กๆน้อยๆที่น่าจะต้องบันทึกไว้อีกก็คือบรรยากาศจากผู้ฟังดนตรีที่นี่(ม.มหิดล,ศาลายา) ซึ่งรู้สึกได้ว่ามีความรัก,ความเข้าใจในดนตรีคลาสสิกกันเป็นอย่างดี

ท่อนช้าที่ผู้ชมทั้งโรงเงียบสนิทราวกับการประกอบพิธีกรรมด้วยแรงศรัทธา ปราศจากบรรยากาศแห่งการเบื่อ-รำคาญใดๆในดนตรีท่อนช้าจากผู้ฟังที่เราอาจรู้สึกได้ในการฟังดนตรีคลาสสิกในที่อื่นๆ หรือการปรบมือระหว่างท่อนก่อนที่เพลงจะจบโดยสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันกำลังจะทำให้เกิดการยอมรับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆนั้น เราจะไม่พบเห็นเลยในการฟังคอนเสิร์ตที่นี่ การฟังคอนเสิร์ตที่เคยต้องมีมารยาทอันต้องเรียนรู้,อบรมกันมาอย่างดีก่อนการไปชมในสถานการณ์จริง ซึ่งในปัจจุบันคงไม่ต้องสนใจเคร่งครัดกันให้มากความแล้ว

ฉันทลักษณ์รอนโด(Rondo)ที่นิยมใช้ในการประพันธ์บทเพลงคอนแชร์โตในท่อนสุดท้ายมักจะแฝงด้วยอารมณ์แจ่มใสร่าเริงอยู่เสมอๆ แต่นั่นดูจะไม่ใช่รอนโดในบทเพลงนี้ บรามส์ใช้มันเป็นเพียงแค่ระดับฉันทลักษณ์ตามอักขรวิธีเท่านั้น แต่ในทางอารมณ์การแสดงออกกลับแฝงความดุดันมากกว่าที่จะร่าเริงแบบรอนโดทั่วๆไป เอริ นาคากาวา ยังคงแสดงความชัดเจน,ใสสะอาดในระดับชั้นครูในท่อนนี้ ความดุดันที่เต็มไปด้วยพลังแต่ไม่ล้นกรอบแห่งความพอดี และนับตั้งแต่แนวทำนองหลัก(Rondo)เที่ยวสุดท้าย ที่ส่งเข้าสู่การบรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือแบบ คาด็นซา(Cadenza) และจบลงด้วยท่อนหาง(Coda)นั้น การบรรเลงของ เอริ นาคากาวาคู่ควรแก่คำว่า “Majestic”(สง่างามและงดงาม)อย่างแท้จริง ดนตรีที่ดังลั่นสนั่น ประชันกับวงออร์เคสตราอย่างกึกก้องในห้องแสดงดนตรีที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่เรากลับไม่มีเศษเสี้ยวแห่งความรู้สึกที่เรียกว่า “หนวกหู”ใดๆเลย นี่แหละศิลปะแห่งการบรรเลงดนตรีที่ต้องปรับให้เข้ากับระบบสะท้อนเสียง(Acoustic)ในสถานที่แสดงดนตรีแต่ละแห่งที่ศิลปินต้องเรียนรู้และปรับให้เหมาะสมด้วยชั้นเชิงและประสบการณ์มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่นอกเหนือไปจากคำว่าฝีมือในอีกขั้นหนึ่ง ซึ่ง ณ จุดนี้ถือเป็นคุณความดีของวงที.พี.โอ.และวาทยกรเจ้าระเบียบอย่าง อัลฟอนโซ สการาโนด้วย

วาทยกรที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องหนึ่งอาจจะขาดคุณสมบัติในอีกด้านหนึ่งไปได้อย่างเป็นเรื่องธรรมดาๆ เสมือนความสามารถของบุคลากรในอาชีพอื่นๆทั่วๆไป นี่เองจึงเป็นที่มาของความจำเป็นในเรื่องการหมุนเวียนหาวาทยกรมาสลับสับเปลี่ยนทำหน้าที่กำกับวงออร์เคสตรานอกเหนือไปจากวาทยกรประจำ อัลฟอนโซ สการาโน มีความโดดเด่นมาก ในเรื่องการสร้างระบบระเบียบ,วินัยในการบรรเลงอันเคร่งครัดที่เป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

และนี่ก็อาจเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เขาขาดบางสิ่งบางอย่าง(หรือไม่ขาด!)ในเชิงศิลปะไปบ้าง นั่นก็คือความอ่อนโยน,นุ่มนวลที่สร้างบรรยากาศแห่งการผ่อนคลาย จนกระทั่งเกิดจินตนาการทางดนตรีและการลื่นไหลทางความคิดอย่างเป็นอิสระจากสมาชิกในวงออร์เคสตรา แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะเขามีบทบาทเป็นเพียงวาทยกรรับเชิญที่เข้ามาอำนวยเพลงได้เพียงปีละไม่กี่ครั้ง เขาจึงต้องทำหน้าที่ไปตามเงื่อนไขของกรอบแห่งเวลาและโอกาสที่ได้รับอย่างจำกัด นั่นจึงทำให้เขาต้อง “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า”ตามลำดับขั้น ด้วยการปรับระเบียบวินัย,วิธีการบรรเลงให้กระจ่างชัดที่สุด ก่อนที่จะก้าวไปสู่โลกแห่งจินตนาการและการตีความในอีกระดับขั้น แต่หากเขาได้รับโอกาสเต็มตัวด้วยตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี(Music Director)ที่มีเวลาอยู่กับวงมากกว่านี้ เราอาจได้เห็นวิธีคิด,วิธีทำงานที่หลากหลายจากตัวเขามากกว่านี้ก็เป็นได้

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของการตีความในบทเพลงชุด Mother Goose Suite ของ มัวริซ ราเวล(Maurice Ravel)ที่สการาโน ปรับวิธีการบรรเลงออกมาอย่างใสสะอาดกระจ่างชัดตามอักขรวิธี ให้สีสันทางเสียงที่ผสมผสานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น ตามหลักวิทยาศาสตร์ทางเสียงที่น่าชื่นชม หากแต่มันจึงอาจจะขาดบางสิ่งบางอย่างที่อยู่นอกเหนือจากตัวโน้ตออกไป นั่นก็คือกลิ่นอายหรือสีสันแห่งจินตนาการทางศิลปะ เพราะนี่คือดนตรีจากเทพนิยายของเด็กมันจึงน่าจะส่งประกายบางอย่างได้แจ่มใสกว่านี้

น่าเชื่อว่ามันจะลื่นไหลออกมาได้อย่างเป็นอิสระก็ต่อเมื่อ วาทยกรได้สร้างความผ่อนคลายและสวมบทบาทผู้นำทางจิตวิญญาณ นำพาจินตนาการความคิดของเหล่าสมาชิกนักดนตรีทั้งวง ออกเดินทางผจญภัยสู่โลกแห่งความคิดจินตนาการอันไร้ขอบเขต ซึ่งเหตุผล,ที่มาและความจำเป็นได้อธิบายผ่านไปแล้วข้างต้น สำหรับบทเพลงโบเลโร(Bolero) ของมัวริซ ราเวลที่บรรเลงปิดท้ายรายการนั้นคงไม่เห็นประเด็นอะไรที่จะต้องมาตำหนิติติงกันให้มากความ เพราะตัวบทเพลงมิได้เรียกร้องจินตนาการ,เรื่องราว หรือ “ความหมายที่สอง”ใดๆทั้งสิ้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการจัดระบบ,ระเบียบมาเป็นอย่างดีแล้ว สีสันทางเสียง ที่มัวริซ ราเวล ได้เขียนกำหนดไว้ตามตัวโน้ตก็ได้เปล่งประกายฉายแววของมันออกมาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อัลฟอนโซ สการาโนทำให้บทเพลงที่มีแนวคิดประดุจ “แผ่นเสียงตกร่อง”นี้ เป็นการซ้ำไป-ซ้ำมาที่ไม่น่าเบื่อและชวนติดตามได้โดยตลอด

ก่อนหน้าการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้เพียงไม่กี่วัน วารสารเพลงดนตรีของมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำเดือนมกราคม พ.ศ.2557 ได้ตีพิมพ์บทความเชิงวิชาการชิ้นหนึ่งชื่อ “The Turbulent D minor Concerto”(คอนแชร์โต แห่งความโกลาหล-อลหม่าน)ที่เขียนโดย ผศ.ดร. เอริ นาคากาวา(ตำแหน่งทางวิชาการของเธอ) อธิบายถึงความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการประพันธ์เปียโนคอนแชร์โต บทนี้ของบรามส์โดยละเอียด ว่ามันเกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์,ความผูกพันธ์และความสำนึกในหนี้บุญคุณของครอบครัว ชูมันน์(รอแบร์ต และ คลารา ชูมันน์)อย่างไร....ฯลฯ

ในภาคหลังของบทความยังได้วิเคราะห์ถึง บทเพลงในเชิงโครงสร้าง-ฉันทลักษณ์ตลอดจนความสัมพันธ์ในเนื้อหาทางดนตรี “อย่างเป็นวิทยาศาสตร์”โดยละเอียด มันคือบทความทางวิชาการที่เขียนขึ้นในบทบาทของ “นักวิชาการทางดนตรี”อย่างเต็มตัวและน่ายกย่อง ว่าก่อนที่เธอจะนำบทเพลงออกแสดงต่อสาธารณะชนนั้นเธอทำงานวิจัยทางวิชาการควบคู่ไปกับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

ฝีมือ-ระเบียบวินัยทางดนตรี ผนวกกับ ความรักและใฝ่รู้ทางวิชาการโดยสมัครใจอย่างมีชีวิตชีวา สองคุณสมบัติที่ยังคงโชติช่วงอยู่ภายในตัวเธออย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา สองทศวรรษ(ซึ่งนี่คงเป็นคุณสมบัติของเธอมาตั้งแต่ต้น) เท่าที่ผมได้รู้จักเธอมา(แม้จะไม่เป็นการส่วนตัวเลย!) อีกทั้งงานการสอนที่มีกิตติศัพท์ล่ำลือกันมาก ในเรื่องความเคร่งครัดและการคัดเลือกผู้เรียนที่จะผ่านเข้าไปเป็นลูกศิษย์ของเธอ ซึ่งในตอนนี้ลูกศิษย์ทางเปียโนของเธอกำลังมาแรงเป็นที่น่าจับตามองในวงการเป็นอย่างมาก สายเลือดซามูไรที่มีระเบียบวินัย,ความอดทน ขยันขันแข็ง,มุมานะบากบั่นอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่รอคอยโชคชะตาฟ้าลิขิต ไม่มั่วแต่เฝ้าสวดมนต์ภาวนาขอ “แรงบันดาลใจ”จากเบื้องบน หากแต่ได้ลงมือประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ จริยาวัตรที่บรรดาลูกศิษย์ได้ดำเนินรอยตาม ครูดนตรีที่ตัวเองก็ไม่เคยละวางการฝึกฝนอย่างเข้มข้น

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองดนตรีเป็นงานศิลปะ,ดนตรีเป็นของสูง ที่ศิลปินจะต้องอุทิศตัว,ทุ่มเทเพื่อการบรรลุและได้ครอบครองฝีมือขั้นสูงนั้น และหาก เมื่อหย่อนยาน,ปล่อยปละละเลย ไม่เคร่งครัด,ไม่รักษามาตรฐานนั้นไว้ การครอบครองฝีมือนั้นก็จะค่อยๆสิ้นสุดลงในที่สุด และเมื่อถึงเวลานั้น ใบปริญญา,เกียรติบัตร,เกียรติคุณใดๆที่เคยได้รับการรับรองมาจากสถาบันการศึกษาอันสูงส่งแค่ไหนก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ และในประเด็นนี้ความเป็นคนญี่ปุ่น,คนตะวันออกก็มิใช่เรื่องที่เราจะปรามาสใดๆเขาได้อีก

ในทางตรงกันข้ามนี่คือแบบอย่างที่คนทุกชาติ,ทุกภาษาที่เห็นความสำคัญของศิลปะและดนตรีควรยกย่องและเจริญรอยตาม.