วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สุขใจจริงหนอ ลิกอร์ธานี

ไม่น่าเชื่อว่าแดนดินถิ่นสะตอจะมีเส้นทางท่องเที่ยวใหม่อีกหนึ่งรูปแบบที่รับรองว่า ‘ขาลุย’ ต้องสนุกแน่นอน

เป็นอีกครั้งที่หัวใจเรียกร้องหาธรรมชาติในบรรยากาศของต่างจังหวัด เพื่อเอามาดีท็อกซ์ควันพิษออกจากปอดทั้งสองข้าง ฉันเลยตัดสินใจลงใต้อีกครั้งเพื่อพักผ่อนกายใจไปกับป่าเขาและท้องทะเลเมืองใต้


จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหมุดหมายของฉันในครั้งนี้ ที่เลือกที่นี่เพราะเคยมีคนบอกว่าธรรมชาติป่าเขายังสมบูรณ์สวยงามมาก โดยเฉพาะบนเขาคีรีวง อีกทั้งเร็วๆ นี้ทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองนครได้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติใหม่ๆ อีกหลายเส้นทาง คนไม่เคยไปอย่างฉันจึงตัดสินใจเดินทางไปที่นี่อย่างง่ายดาย

-1-


เมืองนคร หรือ เมืองลิกอร์ เป็นอีกดินแดนที่น่าสนใจสำหรับฉัน ใครจะไม่อยากไปล่ะ ในเมื่อที่นี่มีทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมที่น่าศึกษา โดยเฉพาะวัฒนธรรมการกินของที่นี่ ว่ากันว่าคนใต้จะรับประทานติ่มซำกับโกปี้(กาแฟ) กันทุกเช้า รวมถึงบะกุ๊ดเต๋แสนอร่อย นี่เป็นแรงบันดาลใจอันดับแรกที่ทำให้อยากมาเที่ยวที่นี่(ฮา..) พอได้ลองแล้วก็ติดใจจริงๆ เป็นอาหารมื้อแรกของวันที่อบอวลไปด้วยรสชาติของเมืองนคร


หลังจากอิ่มท้องแล้วฉันและเพื่อนร่วมทางอีกหลายคนก็ไปพบกับเจ้าหน้าที่จากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเมืองนคร เพื่อเดินทางไปในเส้นทางท่องเที่ยวสายใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ไม่นานนัก มาครั้งนี้ไม่ได้มาเที่ยวทะเล แต่เป็นการท่องเที่ยวไปบนความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อไปชมความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแดนใต้และชมวิถีชุมชนที่ทำมาหากินและอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน


เราเริ่มต้นกันที่ชุมชนหมู่บ้านคีรีวง ชุมชนเข้มแข็ง ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย เป็นต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เคยได้รับรางวัลยอดเยี่ยมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่นี่เราได้พบกับเจ้าบ้านที่น่ารักหลายคนซึ่งเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ หนึ่งในนั้นคือ ศรีปัญญา หัตถิ ผู้ประสานงานการท่องเที่ยวบ้านคีรีวง เธอบอกว่า ที่นี่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวบ่อยๆ ทางหมู่บ้านจึงได้ริเริ่มทำ บ้านเพชรคีรีโฮมสเตย์ มาตั้งแต่ปี 2539 เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


“เรามีบ้านพักประมาณ 50 หลังคาเรือน เมื่อก่อนนี้ยังไม่มีโฮมสเตย์นะคะ แต่พอเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวมากันเยอะขึ้นๆ ทางผู้นำชุมชนจึงริเริ่มทำโฮมสเตย์ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาก็เพราะที่นี่มี 'สวนสมรม' คือสวนผลไม้แบบผสมผสาน เขาเข้ามาซึมซับดูวิถีชีวิตของเรา และมาช่วยซื้อผลผลิตจากสวนของเราค่ะ” เธอเล่า


บ้านพักที่นี่ทำกันในระดับเครือญาติ มีการจัดการที่ดี กระจายนักท่องเที่ยวไปให้โฮมสเตย์ทุกหลังที่เป็นสมาชิก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ที่พักสนนราคาคืนละ 150 บาท ต่อคนต่อคืน อาหาร 120 ต่อคนต่อมื้อ มีอาหาร 4 อย่างขึ้นไป รวมผลไม้ให้ด้วย และมีบริการกาแฟ และเครื่องดื่มร้อนในตอนเช้า


ผู้ประสานงานคนเดิมบอกว่าที่นี่เหมาะจะมาท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงปีใหม่ในเดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี เพราะอากาศจะดี ไม่มีพายุ แถมยังเป็นช่วงที่ผลผลิตจากสวนผลไม้กำลังออกผลให้ได้เก็บกินเก็บขายกันอย่างดี หากนักท่องเที่ยวมาช่วงนี้ก็จะได้ชิมผลไม้สดๆ จากต้นได้ด้วย


ส่วนกิจกรรมในหมู่บ้านก็มีให้นักท่องเที่ยวได้เลือกทำมากมาย นอกจากจะเข้าสวนชิมผลไม้แล้ว ที่นี่ยังมีศูนย์ท่องเที่ยวคีรีวงให้บริการพานักท่องเที่ยวไปชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน ชมการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามกลุ่มอาชีพในหมู่บ้าน เช่น กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มทำผ้าลายเทียน กลุ่มสบู่สมุนไพรจากมังคุด กลุ่มทำทุเรียนกวนที่มีความโดดเด่นตรงที่ใช้กาบหมากในการห่อ เป็นต้น


“วิถีดั้งเดิมของเรายังคงอยู่ กลุ่มชาวบ้านต่างๆ ยังทำปกติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาลองทำได้ ทำตามกระบวนการแบบดั้งเดิมของชุมชน เอาวัตถุดิบในหมู่บ้านมาทำ ผ้ามัดย้อมก็ทำกันเองในแบบวิถีดั้งเดิมที่ผู้คนยังคงรักษาไว้ ถือว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จริงๆ” ศรีปัญญาบอก

-2-


หลังจากเดินชมโฮมสเตย์หลายหลัง เราก็พบว่าโฮมสเตย์ของป้าน้อย(หนึ่งในสมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์)นั้นน่าอยู่สุดๆ แม้จะเป็นเพียงบ้านไม้ แต่ภายนอกก็มีสนามหญ้าเขียวสด ที่ถูกตกแต่งด้วยตุ๊กตาน่ารักๆ หลายมุม มีสวนดอกไม้สวยๆ ให้ความสดชื่นแก่ผู้มาเยือนได้ไม่น้อย อีกทั้งภายในก็สะอาดสะอ้าน ใครมาที่นี่ห้ามพลาดบ้านหลังนี้เด็ดขาด


หลังจากนั้นก็ได้เวลาขึ้นเขาคีรีวงอย่างจริงจัง เพื่อไปชมทัศนยภาพของป่าเขาที่สวยงามและเขียวชอุ่ม ต้องบอกก่อนว่าการเดินทางขึ้นไปนั้นเส้นทางค่อนข้างแคบ จึงต้องอาศัยยานพาหนะคู่ใจของพี่ๆ ชาวสวนอย่างมอเตอร์ครอสในการเดินทาง ใช่แล้ว ฟังไม่ผิด เราต้องนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ครอสขึ้นไป แม้จะกระเด้งกระดอนกันบ้าง แต่พอถึงที่หมายแล้วคุ้มค่าจริงๆ


ที่นี่มีจุดชมวิวอยู่ 3 จุด จุดแรกเราไปกันที่วังปลา เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีปลาพลวงแหวกว่ายอยู่หลายพันตัว เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจกับก๊วนเพื่อนๆ ในบริเวณเดียวกันมีศาลาหลังน้อยให้ได้นั่งเล่นกินลมชมวิวกันเพลินๆ ที่สำคัญที่นี่ยังมีบริการขายอาหารปลา ให้ท่องเที่ยวเอาไปเลี้ยงปลาในแอ่งน้ำได้ด้วย ใครชอบดูปลาฮุบเหยื่อในบรรยากาศแบบธรรมชาติจริงๆ ต้องชอบที่นี่แน่นอน


จุดถัดมาเราขับรถขึ้นไปบนความสูงอีกเล็กน้อยเพื่อไปชมขนำกลางป่าของชาวบ้าน จุดนี้มีขนำขนาดกลางอยู่ประมาณ 2-3 หลัง เอาไว้สำหรับกรุ๊ปทัวร์ที่ต้องการมาพักค้างแรม มีกิจกรรมรอบกองไฟ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรมากมาย เน้นว่าให้ได้บรรยากาศของการค้างแรมกันกลางป่าจริงๆ แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องความปลอดภัย เพราะป่าแถบนี้เป็นป่าโปร่ง ไม่รก และมีพี่ๆ เจ้าของพื้นที่ที่คุ้นเคยกับเส้นทางอย่างดีมาอยู่เป็นเพื่อนตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนจุดสุดท้ายนั้น นับเป็นจุดชมวิวที่อยู่ที่สุดบนเขาคีรีวง และเป็นไฮไลต์ของเส้นทางนี้ด้วย เพราะเป็นจุดที่มีธารน้ำตกธรรมชาติไหลผ่าน สองฟากฝั่งของน้ำตกเป็นเนินหินกว้าง เหมาะกับการมานั่งปิกนิกกัน คราวนี้พวกเราเองก็ไม่พลาดที่จะหอบขนมขมเนย เครื่องดื่ม รวมถึง ข้าวห่อกาบหมาก ฝีมือชาวบ้านคีรีวงมารับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
บางคนก็ออกไปนั่งถ่ายรูปริมธารน้ำ บางคนก็อภิรมย์อยู่กับกาแฟหอมๆ ในแก้วกระบอกไม้ไผ่ นี่ถือเป็นการปิกนิกที่มีเสน่ห์ที่สุดในชีวิตของฉันเลยก็ว่าได้


เรานั่งเล่นพักผ่อนกันไม่นานก็ล่วงเข้าเวลาเย็น ก่อนที่ความมืดจะเข้าเคลือบคลุมผืนป่า เราก็จัดแจงเก็บข้าวของสัมภาระต่างๆ เดินกลับไปที่ยานพาหนะคู่ใจ แน่นอน.. เราต้องกระเด้งกระดอนกันอีกรอบจากจุดบนสุดจนถึงที่ราบชั้นล่างสุด ก็ปวดก้นไปตามๆ กัน แต่สำหรับฉันแล้วมันก็สนุกดีนะ ใช่ว่าเราจะได้มาเที่ยวลุยๆ แบบนี้ทุกครั้งเสียเมื่อไหร่

-3-


เช้าวันถัดมา เราไปเที่ยวแบบเบาๆ ผ่อนแรงขากันบ้าง เราเดินทางไปที่ กลุ่มเครื่องแกงบ้านแก้วสุรกานต์ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเครื่องแกงสำเร็จรูปที่ส่งออกไปยังตลาดทั่วภาคใต้ และภูมิภาคอื่นๆ ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาแก้ว อ.ลานสกา เพียงแค่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ทุกคนเป็นต้อง ฮัดเช่ยย! กันออกมาดังๆ เพราะกลิ่นสมุนไพรและเครื่องแกงของที่นี่แสบฉุนมาก แต่ก็นั่นแหละ หากพริกแกงไม่ดี ก็คงไม่มีกลิ่นฉุนแบบนี้


เราเดินเข้าไปทักทายกลุ่มแม่บ้านที่นั่น และได้มีโอกาสชมการสาธิตและถ่ายทอดความรู้จากสมาชิกในการทำเครื่องแกงสูตรใต้แท้ๆ ด้วยวัตถุดิบชั้นดีที่สมาชิกนำมาปรุงเครื่องแกงมาจากการปลูกเอง โดยไม่ใช้สารเคมี ผ่านการปรุงรสด้วยฝีมือที่ดี ทำให้รสชาติกลมกล่อม


หนึ่งในสมาชิกเล่าให้เราฟังว่าเครื่องแกงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของอาหารใต้ เป็นภูมิปัญญาของชาวใต้ การรวมตัวกันเป็นกลุ่มผลิตพริกแกงขึ้นมานี้ ก็เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาในการทำเครื่องแกงดั้งเดิมของชาวนครไว้ โดยรวมกลุ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2549 แล้ว


“ตอนแรกก็ขายในชุมชน ในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ก็มีออเดอร์จากข้างนอก เราก็ส่งขายได้เยอะขึ้น ขายที่กรุงเทพ หาดใหญ่ ภูเก็ต สตูล เราทำ 2 สูตร คือเครื่องแกงเผ็ดกับเครื่องแกงส้ม เครื่องแกงเผ็ดนี่สามารถทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัดเผ็ด แกงคั่ว น้ำยาขนมจีน ถ้าจะทำเป็นเขียวหวานเราก็สามารถดัดแปลงได้ ก็เอาเครื่องแกงเผ็ดนี่แหละไปดัดแปลงอีกที อีกอย่างคือแกงส้ม ทั้งสองสูตรนี้ เป็นสูตรชาวใต้แท้ๆ” ตัวแทนกลุ่มเล่า


ส่วนความโดดเด่นของพริกแกงที่นี่เห็นจะเป็นเรื่องของความครบเครื่อง ความสด และความสะอาดของวัตถุดิบ ที่ต้องมีการคัดสรรอย่างดี ว่ากันว่านักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ พอขากลับเป็นต้องมาแวะซื้อพริกแกงจากกลุ่มนี้กลับไปเป็นของฝากทุกครั้ง โดยแบ่งขายหลายแบบ มีทั้งแบบกระปุกเล็กๆ หิ้วขึ้นเครื่องได้สบายรวมถึง ขายเป็นกิโล สนนราคากิโลละ 120 บาทเท่านั้น ใครสนใจก็มาอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นคุณภาพดี แบบนี้ได้ทุกวัน

-4-


วันถัดมาเป็นวันที่ทุกคนรอคอย เพราะเราจะได้เล่นน้ำตกในถ้ำกัน ณ จุดนี้หลายคนยอมรับออกมาตรงๆ เลยว่าไม่เคยเข้าถ้ำที่มีน้ำตกแบบนี้มาก่อน ..รวมถึงตัวฉันเองด้วย


หลังจากจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่เสื้อชูชีพ และเตรียมรองเท้าสำหรับลุยน้ำแล้ว เราก็เดินทางไปที่ตำบลขุนทะเล เพื่อไปผจญภัยกันในถ้ำน้ำวังธรรมศรีโศกราช แต่ก่อนจะเข้าไปในถ้ำก็ต้องไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองเรา โดยไปสักการะรูปเหมือนตาขุนพล (แม่ทัพเอกของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช)ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน


จากนั้นเราก็นั่งรถฝ่าดงป่าลึกเข้าไปอีกหน่อย ก็พบกับป้ายทางเข้าขนาดใหญ่ของถ้ำน้ำวังธรรมศรีโศกราช โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมารอต้อนรับอยู่ 5-6 คน

หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่มาบอกเล่าให้ฟังว่า ถ้ำน้ำแห่งนี้ลึกถึง 4,444 เมตร หรือประมาณ 4 กิโลเมตรเศษๆ จากในโถงถ้ำสามารถเดินทางไปถึงน้ำตกอีกประมาณ 1,200 เมตร แลเดินไปชมหลักเมืองโบราณในระยะทางอีกประมาณ 300 เมตร ซึ่งทั้งหมดนั้นแหละคือจุดหมายของเราในการเข้าถ้ำน้ำในครั้งนี้


เราเดินผ่านบันไดลงไปเรื่อยๆ ยิ่งลึกก็ยิ่งมืด มีเพียงแสงสว่างจากไฟฉายที่แต่ละคนนำติดตัวไปเท่านั้น พอทุกคนเดินมาถึงโถงกลางของถ้ำก็ต้องตะลึงไปกับความงดงามของหินงอกหินย้อยที่รายล้อมอยู่รอบๆ รวมถึงระหว่างทางที่เดินผ่าน แทบจะไม่มีมุมไหนเลยที่ว่างเว้น ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อนระยิบระยับ


จากนั้นก็ได้เวลาลุยน้ำในถ้ำเพื่อไปชมน้ำตก โดยก่อนจะถึงน้ำตกระหว่างทางจะมีแอ่งน้ำขังหลายจุด บางจุดน้ำลึกเราจะต้องห้อยตัวกับเชือกที่ขึงไว้เป็นแนวยาวแล้วใช้เท้าถีบผนังถ้ำไปเรื่อยๆ จนถึงเนินดินข้างหน้า ซึ่งจุดที่เป็นแอ่งน้ำลึกที่ว่านี้มีด้วยกัน 3 จุดหลัก ต้องอาศัยกำลังแขนกำลังขากันไม่น้อย กว่าจะโหนผ่านมาได้แต่ละจุด แต่ก็สนุกสนานกันดี

ไม่มีใครที่ไม่ชอบความตื่นเต้นผจญภัยครั้งนี้เลย ต่างสนุกสนานหยอกเย้ากันไปตลอดทาง และในที่สุดเราก็มาถึงน้ำตกที่สวยงาม แม้จะเป็นเพียงน้ำตกเล็กๆ แต่ก็ใส ไหลเย็น เมื่อเอาไฟฉายจ่อลงไปใกล้ๆ ผิวน้ำจะมองเห็นผืนทรายด้านล่าง รวมถึงมองเห็นปลาตัวเล็กๆ ด้วย ภูมิทัศน์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่เคยมีคนอยู่จริงๆ


นั่งพักกันที่น้ำตกไม่นานนัก จากนั้นเราก็เดินเลี้ยวทะลุไปอีกทางด้านหนึ่งของถ้ำเพื่อไปสักการะหลักเมืองโบราณ ที่คนนครเชื่อกันว่าเป็นหลักเมืองจริงๆ ของมนุษย์ถ้ำในสมัยก่อน พอเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าหลักเมืองนั้นเป็นหลักหินสูงประมาณหนึ่งเมตรเศษๆ ชาวนครรวมถึงทีมสำรวจได้มีการมาสักการบูชากันอยู่เป็นประจำ คราวนี้พวกเราเองก็ได้สักการะด้วยเหมือนกัน


จากนั้นเราก็เดินออกมาตามเส้นทางเดิมที่สนุกสนานยิ่งกว่าเดิมเป็นสองเท่า เพราะเริ่มคุ้นชินกับเส้นทางกันเสียแล้ว

.............


วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ เราแวะเที่ยวในตัวเมืองกันสักนิดเป็นการทิ้งทวน โอกาสนี้เราได้ไปสักการะพระบรมธาตุที่สำคัญของเมืองนคร รวมถึงวัดอีกหลายแห่ง ได้ชิมขนมจีนน้ำยาสูตรดั้งเดิม ได้ฝึกทำขนมโค ขนมหวานประจำแดนใต้อันลือชื่อ


และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั้นคือทริปนี้ฉันได้ได้เพื่อนใหม่กลับมาหลายคน แม้ว่าจะไม่เคยพบกันมาก่อนเลย แต่การเที่ยวไปในเส้นทางท่องเที่ยวเส้นทางใหม่นี้กลับทำให้เราสนิทสนมกันได้อย่างง่ายดาย ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่เที่ยวในตัวเมืองด้วยกัน


เพราะการเดินทางให้สิ่งดีๆ แบบนี้กับฉันทุกครั้ง ฉันเลยไม่เคยคิดจะหยุดเดินทางแม้สักครั้งเดียว

----------


การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ง่ายๆ ทั้งทางรถยนต์ รถไฟ รถบัส แต่ที่สะดวกที่สุดแนะนำให้ไปโดยเครื่องบินกับสายการบินนกแอร์ สายการบินราคาประหยัดที่มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ บินตรงไปเมืองนครทุกวัน ดูตารางบินได้ที่ www.nokair.com


เมื่อไปถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว สามารถเดินทางต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในตัวเมืองได้โดยใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังอำเภอต่างๆ ได้อย่างสะดวก สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีขนส่งนครศรีธรรมราช โทร. 0 7534 1125


หากสนใจท่องเที่ยวไปตามรูทใหม่ของเมืองนครสอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณเก๋ เรขา ปรีชาวัย โทร. 08 1271 1964