อีกหนึ่งความพยายามในการต่อยอดมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดน่าน ให้ปรากฏบนเวทีโลก ผ่านผลงานศิลปกรรมที่ชื่อ "ดนตรี"
วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนล้านนาผูกพันกับเสียงกลองมาแต่โบราณกาล กลองถือเป็นวัฒนธรรมดนตรีท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา ตลอดไปจนถึงงานเฉลิมฉลอง การละเล่นบันเทิง และสันทนาการต่างๆ นานา
ความสำคัญของกลอง ในมิติทางวัฒนธรรม ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมจาก “หอกลอง” หรือ “โรงกลอง” ตามวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ อันเป็นที่ตั้งของ “ก๋องปูจา” หรือ “กลองปูจา” (กลองบูชา) ถือเป็นเครื่องสูง กลองปูจามีบทบาทในการสื่อสารกับผู้คนในชุมชน ทั้งกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ในวันโกน-วันพระ ตลอดจนถึงการตีเพื่อแจ้งข่าวบอกเหตุสำคัญต่างๆ
โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน การตีกลองปูจาถือเป็นพุทธบูชา มีความสำคัญตั้งแต่ระดับหมูบ้านจนถึงระดับเมือง มีการสืบสานการตีกลองปูจามายาวนาน พัฒนาเป็นจังหวะและทำนองการตี รวมถึงระบำ (เพลง) ต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น และแตกต่างไปตามอัตลักษณ์ของแต่ละบ้าน ชวนให้ศึกษาค้นหาและบันทึกไว้เป็นอย่างยิ่ง
----------------------
แม้กลองปูจาจะผูกพันกับวิถีชีวิตของคนเมืองน่านมาช้านาน แต่ในระยะของการเปลี่ยนผ่านทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยในทุกวันนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อบทบาทและความสำคัญของกลองปูจาไม่น้อย ดังนั้น การรื้อฟื้นเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ศิลปะการตีกลองสำหรับคนรุ่นหลังจึงเกิดขึ้น โดยปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น ได้ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จัดทำกิจกรรมในระดับต่างๆ ตั้งแต่การสื่อสารกับชาวบ้าน เพื่อให้เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ , การจัดทำชุดกลองปูจาสำหรับใช้ซ้อมตี ซึ่งแยกออกจากกลองเครื่องสูงประจำวัด , การจัดประกวดการตีกลองปูจาในหมู่เยาวชน ตลอดจนถึงล่าสุด นั่นคือการนำกลองปูจาเป็นไฮไลท์ใน “ดนตรี” ที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ ภายใต้จารีตของดนตรีสากล
“กลองปูจา เกิดขึ้นมาพร้อมกับเมืองน่านและมีอายุเก่าแก่เกือบ 1,000 ปี แต่เหตุที่ทุกวันนี้กลองปูจาเงียบหายไป เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของการตี... ” ดร. ชุมพล มุสิกานนท์ ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน อพท. อารัมภาบทถึงเรื่องนี้ ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“เพราะในอดีต เหตุที่ต้องตีกลองปูจา จะมี 3 เหตุผลสำคัญ คือ ตีบอกเหตุเมื่อยามเกิดศึกสงคราม ตีในงานเฉลิมฉลอง และตีในพิธีศาสนกิจ เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่า กลองปูจาเป็นของสูง ฉะนั้น จะนำมาตีเป็นการเล่นประกอบการฟ้อนรำไม่ได้ ทำให้มีการนำกลองปูจาออกมาตีน้อยลง และจำกัดเฉพาะที่ ปัจจุบันจึงมีผู้นำกลองปูจาออกมาแสดงในงานต่างๆ บ้าง โดยใช้วิธีไม่บรรจุหัวใจกลอง เพื่อจะได้สามารถนำเสียงของกลองมาประกอบการฟ้อนรำและการแสดงได้ โดยไม่ขัดกับขนบประเพณีโบราณแต่อย่างไร”
ในส่วนของการนำกลองปูจามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ดนตรี” ที่ประพันธ์ขึ้นใหม่นั้น ชุมพล เห็นว่า นี่คืออีกวิถีทางหนึ่งของการอนุรักษ์ และทำให้มีชีวิตไปพร้อมๆ กัน
“ผมมองข้ามช็อต จากแค่การฟื้นฟูกลองปูจาประกอบบทเพลง หรือทำนองเพลงพื้นเมือง ซึ่งเคยมีผู้ทำแล้ว ผมอยากขยายเป็นการผลักดันกลองปูจาให้เป็นที่รู้จักระดับโลก เช่นเดียวกับบทเพลงของนักประพันธ์ อย่าง Yanni หรือ Kitaro จึงนำเรื่องนี้ปรึกษาท่านพันเอก ดร. นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท. และได้รับคำตอบว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการทำงาน จึงสานต่อด้วยการติดต่อไปยัง ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ ขอให้มาช่วยแต่งเพลง โดยใส่จังหวะของกลองปูจาเข้าไป เพื่อเล่นประกอบกับดนตรีคลาสสิกอย่างวงออร์เคสตรา”
ชุมพล เห็นว่า โลกดนตรีสากล มีรูปแบบดนตรีที่เรียกกันว่า Classical Crossover ที่มีคนฟังในวงกว้าง ดังนั้น การผลักดันกลองปูจาสู่เวทีสากลผ่านแนวทางการสร้างสรรค์บทประพันธ์ดนตรีขึ้นใหม่ จึงเป็นเรื่องท้าทาย
“ความท้าทายอยู่ที่ว่าเราจะหาใครมาแต่งเพลงตรงนี้ให้เรา บังเอิญได้ไปรู้จักกับ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ ซึ่งเป็นนักประพันธ์เพลงคนไทย น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ทำงานเป็นนักประพันธ์เพลงอาชีพในสหรัฐอเมริกา เราเชิญท่านมาร่วมทำโปรเจคท์นี้ด้วยกัน แต่ความยากอยู่ที่ว่า การแต่งเพลงโน้ตของดนตรีคลาสสิก มันจะมีฟอร์มเป็นโครงสร้างที่แน่นอน แต่ดนตรีไทยเรา มันเป็นการด้นหรือการอิมโพรไวซ์ ดังนั้น ปัญหาเทคนิคในเรื่องของการประสานกัน เป็นอะไรที่น่าติดตามว่าจะออกมาในรูปแบบไหน”
สำหรับ ณรงค์ ปรางค์เจริญ นั้น เป็นชาวไทยแท้ มีดีกรีเป็นนักประพันธ์เพลงระดับสากล ที่ได้รับรางวัลในเวทีนานาชาติหลายรางวัล รวมถึงรางวัลศิลปาธรในประเทศไทย ได้รับการกล่าวขานจาก Los Angeles Times ว่า เป็นนักประพันธ์เพลงที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสีสัน สำหรับวงออร์เคสตรา
ณรงค์ เดินทางจากสหรัฐอเมริกา มาเก็บข้อมูลวัตถุเกี่ยวกับกลองปูจา รวมทั้งศึกษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดน่าน ก่อนจะกลับไปเขียนเพลงใหม่ ที่ให้ชื่อว่า Rhymes of Nan หรือ “ลำนำน่าน” เป็นดนตรีที่ประยุกต์ขึ้นจากศิลปะพื้นบ้าน กับดนตรีคลาสสิก โดยบทเพลงนี้ มีลักษณะพื้นฐานเป็นคอนแชร์โต ประกอบด้วย 3 ท่อนที่เชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่การเดินทาง การสร้างบ้านแปงเมือง , การเฉลิมฉลอง จนจบด้วย จิตวิญญาณ และความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
“ผมมีไอเดียว่า ถ้าเราอยากให้ฝรั่งเข้าใจวัฒนธรรมเรามากขึ้น แทนที่ฝรั่งทุกคนต้องเรียนภาษาไทย เพื่อที่จะเข้าใจสุนทรภู่ เราอาจจะต้องดัดแปลงสุนทรภู่นิดหน่อย เพื่อดึงดูดความสนใจของเขาก่อน” เป็นมุมมองความคิดของ ดร. ณรงค์ ปรางค์เจริญ ในการทำงานนี้
“หลังจากนั้น พอเขามีความสนใจแล้ว ตามธรรมชาติของคนทั่ว ๆ ไป ยิ่งสนใจก็จะยิ่งอยากรู้มากขึ้น ยิ่งอยากรู้มากขึ้น ก็จะยิ่งศึกษามากขึ้น เพราะฉะนั้น การที่เราเอากลองปูจามาเล่นกับวงออร์เคสตราใน context ของดนตรีตะวันตก อาจจะทำให้ฝรั่งหลาย ๆ คนเริ่มสนใจว่า เอ๊ะ ! นี่เครื่องดนตรีอะไร การตีเป็นอย่างไร แล้วหลังจากนั้นเขาจะยิ่งสนใจมากขึ้น เขาอาจจะอยากไปเมืองน่านเพื่อไปดูกลองจริง ๆ ผมคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้น”
“ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้ชื่อว่า ล่องน่าน เหมือนกับเพลงล่องน่านที่มีอยู่แล้ว ในความหมายของผม คำว่าล่อง ภาษาเหนือ แปลว่า ได้ไป เหมือนเราได้ไปเมืองน่าน แล้วเราก็มีแรงบันดาลใจมาจากเพลงเมืองน่าน แต่มันอาจจะทำให้คนฟังสับสน กับเพลงที่มีอยู่ เลยเปลี่ยนเป็น ลำนำน่าน แทน”
----------------------
ไม่ใช่เรื่องท้าทายอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องยากสำหรับหยิบเอาอัตลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่น มาบรรจุไว้ในบริบทใหม่ เช่นเดียวกันกับการตีกลองปูจา สอดประสานกับวงเชมเบอร์ ออร์เคสตรา ที่มีทั้งเครื่องสาย เครื่องลมทองเหลือง เครื่องลมไม้ และเครื่องตีกระทบ
ความยากปรากฏขึ้นตั้งแต่วันแรกๆ ของการเก็บข้อมูล เพื่อ ณรงค์ พบว่า วัตถุดิบที่ได้มานั้น ยากแก่การวิเคราะห์ให้ชัดเจน
“ผมใช้ข้อมูลจากการลงพื้นที่ เก็บเป็นคลิปวิดิโอ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแต่งเพลง โดยนำจังหวะของการตีกลองปูจามาผสมกับดนตรีออร์เคสตรา ซึ่งความยากอยู่ตรงการนำดนตรี 2 อย่าง มาผสมกันอย่างไรให้ลงตัว โดยเฉพาะการเก็บจังหวะการตีกลองปูจา เพื่อใช่สื่อความหมาย เพราะการตีกลองปูจาแต่ละครั้งจะไม่ซ้ำกัน ยากตรงเก็บจังหวะให้สอดคล้องและเข้ากันได้กับเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ ในวงออร์เคสตรา โดยตั้งให้จังหวะของกลองปูจาเป็นพื้นฐาน แล้วมาปรับดนตรีของวงออร์เคสตร้าให้เข้ากับกลอง”
“เสน่ห์ของกลองปูจา อยู่ตรงที่เขามีการอิมโพรไวซ์ของจังหวะกลองซึ่งไม่เหมือนกัน ผมพยายามจะแกะเป็นโน้ตสากล แต่ว่าทุกครั้งมันจะมีอะไรนิดนึงที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจริง ๆ ผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์ของดนตรีพื้นบ้านของเรา มันต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควรให้เข้าใจ วิธีการอ่านโน้ตที่ไม่เหมือนกัน ระบบมาตรฐานการอ่านโน้ตของสากลกับดนตรีไทยที่ไม่เหมือนกัน มันจะเกิดความยุ่งยากในเวลาที่ต้องเล่นพร้อมกัน ซึ่งอันนี้ เราจะค่อย ๆ ทำงานด้วยกัน ค่อย ๆ ซ้อมด้วยกัน คิดว่าจะไม่ใช่ปัญหาหลัก”
ณรงค์ ยังกล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัว เขาทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อกลับมาเมืองไทย และทราบถึงโครงการดีๆ เช่นนี้ จึงยินดีที่จะเข้ามามีส่วนร่วม และรู้สึกดีใจที่ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานมอบให้แก่ประเทศไทย
“ดนตรีเป็นสื่อที่ส่งให้เข้าใจถึงกันได้กับทุกชนชาติ แม้ต่างภาษาและต่างวัฒนธรรมกัน ฉะนั้นการสื่อภาษาด้วยเพลงคลาสสิกที่มีสำเนียงแปลกใหม่ เชื่อว่าจะเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ และดึงดูดให้เขาหันมาสนใจศึกษาดนตรีของไทยอย่างกลองปูจานี้อย่างจริงจัง เป็นการสืบสานการตีกลองปูจาให้ยั่งยืนในที่สุด”
----------------------
หลังจาก ณรงค์ ปรางค์เจริญ ประพันธ์ "ลำนำน่าน" เสร็จสิ้น มีการนัดหมายสมาชิกวงเชมเบอร์ ออร์เคสตรา และนักดนตรีเยาวชนจากน่าน นำกลองปูจา มาบันทึกเสียง ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา โดยมี วานิช โปตะวนิช เป็นวาทยกร ร่วมด้วยนักดนตรีคลาสสิกระดับประเทศ อาทิ ศิริพงษ์ ทิพย์ธัญ, กิตติคุณ สดประเสริฐ ฯลฯ และมี ประทีป เจตนากูล แห่ง Who Sound รับหน้าที่เป็นซาวด์เอนจิเนียร์ ผลสัมฤทธิ์ในวันนั้น พิจารณาได้จากการบันทึกเสียงเป็นไปด้วยดี และเสร็จสิ้นภายในเวลาที่เหมาะสม
"ปกติผมทำงานร่วมกับพี่โปรอยู่แล้ว" ณรงค์ เอ่ยถึง โปร วานิช โปตะวนิช
"เราทำงานด้วยกันบ่อยครั้ง มันจึงเหมือนกับว่า เราพูดภาษาเดียวกัน เรารู้ว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้ได้งานออกมา โดยที่ผมก็ไม่ต้องพูดเยอะ พี่โปรก็ไม่ต้องพูดเยอะ เพราะเรารู้จักสไตล์ของกันและกันอยู่แล้ว เวลาทำงานพี่โปรก็จะรู้ว่าอะไรที่ต้องทำ ซึ่งมันช่วยได้เยอะครับ"
กล่าวได้ว่า "ลำนำน่าน" เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นใหม่ของ ณรงค์ ปรางค์เจริญ อีกทั้งยังเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ของเขาที่มีการใช้เครื่องดนตรีท้องถิ่น มาประสมประสานอย่างน่าติดตาม หลังจากที่เขาประพันธ์ดนตรีในจารีตของดนตรีคลาสสิกตะวันตกมาหลายผลงาน และได้รับการยอมรับ รวมทั้งรางวัลต่างๆ จากเวทีโลก
ความพยายามในการนำเครื่องดนตรีพื้นบ้านออกไปสู่การรับรู้ในระดับประชาคมโลก จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ดังแนวคิดของ ชุมพล มุสิกานนท์ ในเรื่องนี้
"คือตอนแรกจะต้องพยายามทำให้มันเป็นสากล ทำให้มันไม่ยากที่จะเสพที่จะรับเสียก่อน พอคนเริ่มรู้จัก ไม่กลัว อย่างเช่น เมื่อก่อนเพลงปี่พาทย์ เราก็คิดว่ามันเป็นเพลงงานศพ มีงานศพเราถึงจะได้ฟังวงปี่พาทย์ เราก็ควรพยายามจะสร้างให้เป็น classical crossover ก่อน หลังจากนั้นถ้ามันประสบความสำเร็จ คนเริ่มนิยม เริ่มมีคนฟังมากขึ้นเรื่อย ๆ เราค่อย ๆ นำของที่เป็นออริจินัล ของแท้และดั้งเดิมใส่เข้าไป ๆ ในที่สุดมันก็จะยั่งยืน อยู่ต่อไปคู่กับสังคมไทย เพราะว่าเราปฎิเสธไม่ได้อย่างแน่นอนว่า สังคมเปลี่ยน มันเกิดพลวัตร เกิดไดนามิคขึ้นทุกวันในโลกใบนี้ ถ้าเกิดเราไม่เปลี่ยน เราไม่ขยับ เรายืนนิ่งอยู่กับที่ สุดท้ายของสิ่งนั้น มันจะกลายเป็นของตกยุคและก็ไม่มีใครพูดถึงในที่สุด"
"ขั้นตอนสร้างการรับรู้สู่สากล คือนำบทเพลงลำนำน่าน ไปเผยแพร่ในพื้นที่ของโซเชียลมีเดีย เช่น ใน You Tube ส่วนอาจารย์ณรงค์ ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา อาจจะนำบทเพลงลำนำน่าน ซึ่งบรรเลงโดยวงออร์เคสตรา ผสานกับการตีกลองปู่จาในจังหวะต่างๆ อย่างลงตัว ไปฝากให้ดีเจในสหรัฐอเมริกาเปิด พร้อมใช้ search engine ในชื่อ ดร.ณรงค์ เป็น springboard คนฟังจะรู้ได้ทันทีว่า กลองปูจาเป็นเสียงกลองของประเทศไทย ที่มีความไพเราะ ไม่ด้อยไปกว่าเสียงกลองที่มีชื่อเสียงจากชาติอื่นๆ "
"ผมเชื่อว่า ด้วยเสียงและจังหวะการตีกลองปูจาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะทำให้เกิดการรับรู้ได้ในเวลาไม่นาน จากนั้น แผนเดินหน้าต่อด้านความยั่งยืน คือการจัดประกวดตีกลองปูจาเพื่อให้เยาวชนเกิดความตื่นตัว จากนั้น หาเวทีให้กับเยาวชนเหล่านี้ได้มีที่ยืน เช่น จัดการแสดงกลองปูจาในโอกาสต่างๆ และสิ่งหนึ่งที่จะได้รับจากโครงการนี้ คือความภูมิใจในอัตลักษณ์ของคนน่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ เพราะเมื่อคนรู้จักและรักในศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง จะเกิดความเข้มแข็งในมิติของสังคม และเมื่อมิติสังคมเข้มแข็ง สิ่งที่จะถูกต่อยอดออกไป คือ มิติทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นสังคมที่กินได้ นั่นหมายถึงการนำไปต่อยอดให้เกิดกิจกรรมทางการท่องเที่ยว ในรูปแบบการแสดง และของที่ระลึกต่อไป”
- มุขปาฐะเกี่ยวกับการตีกลองบูชา
กลองบูชา เป็นเครื่องสูง สร้างขึ้นตามความเชื่อจากนิทานชาดก เรื่อง “พุทธเสนากะ “หรือ “นางสิบสอง” กล่าวถึงยักษ์ที่ออกกินคนทุกๆ 7 วัน เดือดร้อนถึงพระอินทร์ พระพรหม และเทวดา จึงส่งพระพุทธเสนากะลงมาเกิดที่เมืองปัว เพื่อมาช่วยปราบยักษ์ (เมืองหลวงพระบาง) พระพุทธเสนากะ จึงจับยักษ์ขังไว้ในถ้ำ และใช้แผ่นศิลาปิดปากถ้ำไม่ให้ยักษ์ออกมา
ทั้งนี้ พระเสนากะบอกว่าตราบใดพระพุทธศาสนายังมีคนนับถือและมั่นคงอยู่ พระญายักษ์ไม่สามารถออกมาจากถ้ำได้ พระญายักษ์กล่าวกับพระพุทธเสนากะว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า พระพุทธศาสนายังตั้งมั่นคงอยู่ พระพุทธเสนากะกล่าวตอบว่า หากพระญายักษ์ยังคงได้ยินเสียงตีกลองเป็นสัญญาณ โดย 7 วัน ให้ตี 1 ครั้ง เพื่อเป็นอาณัติสัญญาณให้พระญายักษ์รู้ว่า พระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้ายังคงดำรงอยู่
พระพุทธเสนากะ จึงให้ชาวเมืองตีกลองเมื่อครบ 7 วัน นับแต่นั้นมาบ้านเมืองก็ร่มเย็นเป็นสุข จึงทำให้เกิดจารีตการตีกลองบูชาเป็นต้นมาถึงบัดนี้
หมายเหตุ:ข้อมูลจากหนังสือ ‘กลองปูจาเมืองน่าน : เสียงสวรรค์แห่งนันทบุรี’





