วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบราณคดีใต้น้ำ

ผมคุ้นเคยกับทั้งคนและหน่วยงานโบราณคดีใต้น้ำมานาน ตั้งแต่สมัยหน่วยงานนี้เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปี ถือเป็นยุคตั้งไข่ก็ว่าได้

ทั้งอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือก็ขาดแคลน แถมเป็นเทคโนโลยีการดำน้ำรุ่นเก่า ชนิดเป็น BCD แบบสวมคอ และบุคลากรก็น้อย ส่วนใหญ่โอนสังกัดมาจากทหารเรือ ผมเลยได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครดำน้ำจุดค้นเรือจมกับเขาอยู่เป็นปี จนได้พ็อกเกตบุ๊คออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “หรรษาประดาน้ำ” เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว มาระยะหลังที่มีภารกิจมากขึ้น ทำให้ไม่ได้ลงไปช่วยเขาขุดค้นใต้น้ำอีกเลย แต่ก็โทรถามข่าวคราวกันอยู่ตลอด


เดี๋ยวนี้งานโบราณคดีใต้น้ำของไทยในอดีต เติบใหญ่ทั้งหน่วยงานและองค์ความรู้ ความชำนาญของเจ้าหน้าที่ บุคลากรที่มีจนเต็มกำลัง รวมทั้งมีอาสาสมัครเวียนไปช่วยงานแทบจะชนกัน อุปกรณ์ดำน้ำทันสมัยมีจนเกินจำนวนคนดำด้วยซ้ำ ทั้งมีเรือสำหรับการขุดค้นที่ทำเป็นสถานีกลางทะเลได้สบาย บนเรือมีเครื่องมือที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำน้ำรวมทั้งเครื่องลดความกดอากาศในกรณีฉุกเฉินก็มีติดเรือด้วย เห็นแล้วคิดถึงสมัยแรกๆ ที่สถานีบนผิวน้ำเวลาออกขุดค้น เป็นแพลูกบวบ หลังคามุงจาก เหมือนศาลาลอยอยู่กลางทะเล เวลามีคลื่นลมมาที วิ่งไล่ตะครุบขวดอากาศที่กลิ้งจนจะตกทะเล คิดถึงบรรยากาศแบบนั้นชะมัด


เพราะความพร้อมทั้งความรู้ ความชำนาญและเครื่องไม้เครื่องมือนี่เองที่ทำให้บ้านเราถูกเลือกให้เป็นสถานที่ที่ฝึกนักโบราณคดีใต้น้ำจากทั่วโลก ที่ UNESCO เป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นมาเพื่อเป็นการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญระหว่างประเทศที่มีประสบการณ์บ้างแล้ว เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเซีย และเป็นการให้ความรู้กับประเทศที่ยังไม่มีประสบการณ์เลย เช่น ลาวและกัมพูชา รวมทั้งยังมีมาจากเคนยา ฟิจิ ฯลฯ เบ็ดเสร็จราว 20 คนได้ ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศทางแถบเอเชีย เพราะทางยุโรปนั้นงานด้านโบราณคดีใต้น้ำเขารุดหน้าไปไกลมาก แต่ทางเอเชียบ้านเรา แม้หลายที่อย่างไทย และศรีลังกา อาจจะทำมาสัก 20 ปี แต่ก็ทำท่ามกลางความขาดแคลนและได้รับการสนับสนุนอย่างช้าๆ เติบใหญ่มาได้ขนาดนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว (ในเอเชียมีไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกาและอินเดีย ที่มีการทำงานด้านโบราณคดีใต้น้ำอยู่แล้ว)


ถ้าดูในประวัติศาสตร์นั้น การเดินทางทางเรือมีมานานแทบจะทุกมุมโลกที่ติดทะเล ตั้งแต่ทำสิ่งที่ลอยน้ำได้สัญจรทางน้ำ จนกระทั่งเป็นเรือขนาดใหญ่ออกเดินทางข้ามทวีปกัน ในสมัยตื่นแผ่นดินใหม่ที่คาบต่อกับยุคล่าอาณานิคม เรือจากทางยุโรป เดินทางมายังเอเชียมากมาย เมืองชายทะเลต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองท่าที่สำคัญทั้งสิ้น แล้วเรือที่เดินทางมาไกลขนาดนี้ใช่ว่าจะถึงจุดหมายปลายทางทั้งหมด บางลำจมไปด้วยเหตุต่างๆ สารพัด ทางด้านเอเชียจึงมีจำนวนเรือจมไม่ต่างจากทางยุโรป แต่เราเริ่มงานด้านนี้ทีหลังมากกว่า ดังนั้นประเทศทางแถบเอเชียจึงยังเหลือแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเหลืออยู่มากที่ยังไม่ได้ขุดค้น เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาฝึกกันครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่ทางด้านพิพิธภัณฑ์หรือด้านโบราณคดีนี่แหละ มีกระเซ็นกระสายไปอาชีพอื่นก็พอมีบ้าง


งานทางด้านนี้ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆ กันคือค้นหา ขุดค้น บำรุงรักษา แล้วจัดแสดง อย่างบ้านเราก็มีพิพิธภัณฑ์พานิชย์นาวีที่ค่ายเนินวงเป็นแหล่งจัดแสดง ที่ศรีลังกาเริ่มงานด้านนี้มาในเวลาใกล้เคียงกับเรา เขาก็มีการจัดแสดงเหมือนกัน แต่สอบถามเจ้าที่ศรีลังกาที่มาอบรมครั้งนี้บอกว่าที่นั่นจัดแสดงเพียง 500 ชิ้น ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดของประเทศเขาเองด้วยที่ทำให้มีข้าวของใต้น้ำแสดงไม่มากชิ้น ต่างกับบ้านเราที่ดูใหญ่โตและข้าวของที่จัดแสดงก็มาก (แต่คนเข้ามาดูน้อย)


อะไรก็ไม่น่าสนใจเท่ากับประเทศลาวที่ไม่มีตรงไหนติดทะเลเลย แต่เขาก็ส่งเจ้าหน้าที่มากัน 2 คน จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว เห็นว่าเป็นการเตรียมบุคลากรไว้ก่อน เพราะแม้ลาวจะไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่ก็มีแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือในอดีตจากเวียดนามขึ้นไปจนถึงจีน รวมทั้งมีวัด มีอ่างเก็บน้ำของเขื่อนหลายแห่งที่ท่วมทับแหล่งโบราณคดีไว้ ผมกลัวก็แต่ว่านานไปกว่าจะได้ลงทำงานใต้น้ำในลาว สองเจ้าหน้าที่นี้จะลืมวิธีการดำน้ำและการทำงานขุดค้นใต้น้ำเสียก่อนเท่านั้นเอง


ก่อนหน้านี้เขามีการเทรนการแลกเปลี่ยนกันในห้องมาก่อน ผมไปดูก็เป็นวันที่ออกภาคทะเลกันจริงๆ ซึ่งแน่ละว่าต้องมีการฝึกดำน้ำมาก่อน บางประเทศที่ยังดำน้ำไม่เป็น เช่น ลาว กัมพูชา ก็ต้องให้ดำน้ำให้ได้ก่อน เพราะโครงการเขาทั้งหมดเดือนครึ่ง มาออกฝึกภาคทะเลแค่ 2 อาทิตย์ เรียกว่าพื้นฐานไม่เท่ากันทั้งความสามารถในการดำน้ำ และความรู้ทางด้านโบราณคดีใต้น้ำ จึงต้องเทรนและปรับจูนกันมาก่อนหน้าเป็นเดือนๆ


หมายภาคทะเลครั้งนี้เลือกเอาหมายเรือมันนอก ที่ห่างจากเกาะมันนอก จ.ระยอง ราว 6 กม. หมายเรือมันนอกนี้เป็นเรือเหล็ก คาดว่าคงจะราวรัชกาลที่ 6 ไม่พบสิ่งของมากมายจึงคาดว่าไม่ใช่เรือสินค้า เพราะน้ำที่ลึกเพียง 17 เมตร ไม่ห่างฝั่งมาก ที่นี่จึงถูกเลือกใช้เป็นที่ฝึกฝน


แต่ละวันนักเรียนจะเข้าฝึกสำรวจเรือจมเริ่มแรก วางผัง ตีตารางโดยใช้เชือก คือทำตามขั้นตอนขุดค้นเหมือนบนบก วาดภาพเรือและสิ่งที่พบเห็นในเรือ ฯลฯ โดยเขาก็จะจัดกันเป็นกลุ่มๆ แบ่งส่วนของเรือ หัวเรือ กลางเรือ ท้ายเรือ ออกไปให้แต่ละกลุ่มได้ลงไปฝึกฝน โดยมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานโบราณคดีใต้น้ำของไทยเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องการดำน้ำและการคอยดูแลความปลอดภัยใต้น้ำให้ และมีคนที่ UNESCO จัดมาเป็นคนให้ความรู้และฝึกฝน กลางคืนก็จะเป็นการทำงานกลุ่ม รวมทั้งมีการนำเสนอจากแต่ละประเทศด้วย


แม้พื้นฐานของคนที่เข้าอบรมจะต่างกันมาก เพราะบางคนอย่างศรีลังกาเขาดำน้ำขุดค้นมาเจอสภาวะต่างๆ มาโชกโชนพอๆ กับไทย ในขณะที่บางประเทศอย่าว่าแต่ทำงานใต้น้ำเลย ลอยตัวในน้ำยังทำไม่คล่อง จะลงไปทำงานได้อย่างไร โดยส่วนตัวของผมจึงคิดว่าแม้ความชำนาญในการทำงานคงไม่ได้ผลมาก การแลกเปลี่ยนคงจากประเทศที่มีประสบการณ์ใกล้เคียงกัน ส่วนการให้ก็ต้องจากประเทศที่มีประสบการณ์มากกว่าให้กับประเทศที่มีประสบการณ์น้อยกว่า แต่ตลอดเวลา 45 วันที่มาอบรม ก็น่าที่จะทำให้บุคลากรจากประเทศต่างๆ ได้มีความคุ้นเคย สนิทชิดเชื้อกันบ้าง ซึ่งจะเป็นผลดีกับการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต อย่างน้อยพอขัดแย้งกัน นึกถึงความเป็นเพื่อนกันบ้างก็ยังดี


ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าเพื่อจะได้ให้เกิดความภาคภูมิใจในประเทศของเรา เราอาจไม่ดีเท่ากับอีกหลายประเทศ แต่เราก็ไม่ใช่แย่ที่สุดในโลก ขอเพียงคนไทยขยัน แสวงหาความรู้ความชำนาญ อย่าเก่งแต่แบมือขอ หรือเรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่เคยทำหน้าที่พลเมืองที่ดีร่วมกัน สำนึกรักชาติและภูมิใจได้แล้วครับ