เพราะการ 'ทวงคืน' อาจไม่ได้หมายถึงความ 'ยั่งยืน' พิพิธภัณฑ์อันเป็นจุดเริ่มต้นสติปัญญาของชาติจึงต้องเป็นมากกว่าแค่การปลุกให้ 'หลับๆ ตื่นๆ'
หนึ่งเดือนพอดีที่วันเด็กแห่งชาติผ่านไปอีกหนึ่งหน พร้อมกับคำถามของเด็กและผู้ปกครองหลายคนที่ว่า "พิพิธภัณฑ์เด็กหายไปไหน?" นั่นเพราะพิพิธภัณฑ์เด็กที่เคยเป็นแหล่งรวมหลากหลายเรื่องราวที่เป็นองค์ความรู้แก่เด็ก (แม้กระทั่งผู้ใหญ่) ปิดตัวลงชนิดเคลือบแคลงกันไปนานถึงสี่ปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง
จนกระทั่ง อ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนผู้ปกครองกลุ่มพิพิธภัณฑ์เพื่อเด็กไทย ได้จุดประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะเหตุผลง่ายๆ ว่า...วันเด็กที่ผ่านมาจะพาลูกไปเที่ยวแต่ไม่มีพิพิธภัณฑ์เด็กให้เที่ยว
- พิพิธภัณฑ์หนู...อยู่ไหน?!
หลังจากไปเดินสำรวจว่าพิพิธภัณฑ์เด็กยังถูกล้อมและขึ้นป้ายปิดบริการ ความหวังของพ่อคนหนึ่งที่จะพาลูกไปเที่ยวยังสถานที่ดีๆ ก็มอดลงทันควัน แต่นั่นก็มาพร้อมกับการจุดประกายแนวคิดที่จะทวงคืนพิพิธภัณฑ์เด็กกลับมา
อ.เดชรัตน์ เล่าว่าทีแรกรู้เพียงว่าพิพิธภัณฑ์เด็กปิดไปเมื่อปี 2553 เพื่อปรับปรุง แต่หลังจากนั้นก็มีหลายอุปสรรคทำให้พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวถูกปิดลากยาวมาจนสี่ปี
"พอปิดไปแล้วก็มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการทวงคืนที่ดินบางส่วนของพิพิธภัณฑ์เด็ก แล้วก็มีเรื่องน้ำท่วมและก็มีปัญหาเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณ หลายอย่างครับ ก็เลยปิดตั้งแต่ปี 2553 จนมาถึงปัจจุบันปี 2557 แล้วยังไม่ได้ดำเนินการ"
ซึ่งนั่นถือเป็นความผิดปกติที่คาใจเขาและผู้ปกครองคนอื่นๆ มาก จึงรวมตัวและร่วมกันเคลื่อนไหว โดยเฉพาะทางสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊คและเว็บไซต์ Change.org
แล้วอะไรทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องออกมาเรียกร้องทวงคืนพิพิธภัณฑ์เด็ก อ.เดชรัตน์ อธิบายว่า พิพิธภัณฑ์เด็กสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเด็ก และจะเป็นการก่อสร้างรากฐานของประเทศชาติให้มั่นคงไม่ล้มครืนเหมือนที่เห็นกันทุกวันนี้
"เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เด็กมีโอกาสมากที่จะเข้าไปเล่นตามจินตนาการของเขาได้เยอะมากเลย ใช้คำว่า 'เล่น' นะครับ เพราะเขาสามารถที่จะแสดงบทบาทสมมติเป็นพ่อครัว เป็นช่าง เป็นคนขับรถไฟ เป็นนักแสดง ผู้ประกาศข่าว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เด็กไปแล้วจะมีความสุขมาก อยู่กันได้เป็นวันๆ
เพราะฉะนั้นพิพิธภัณฑ์เด็กจะแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ทีนี้พอเราไม่มีพิพิธภัณฑ์เด็ก ผู้ปกครองก็ต้องพาไปพิพิธภัณฑ์ที่เอกชนจัดขึ้น ซึ่งก็ราคาแพง ค่าเข้าหลายร้อยบาท เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เด็กซึ่งไม่ได้มีโอกาสทางเศรษฐกิจระดับนั้นก็จะไม่ได้มีโอกาสในเรื่องของพัฒนาการของเขาด้วย"
ยิ่งภาพกว้างออกไปในมุมมองของผู้ที่เห็นคุณค่า พิพิธภัณฑ์เด็กเป็นแรงจูงใจสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้มีพิพิธภัณฑ์เด็กแบบนี้ในพื้นที่อื่นๆ ด้วยทั่วประเทศ นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กจึงไม่ควรมีแค่แห่งเดียวที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะประเทศไทยควรจะมีมาก เพื่อพัฒนาอนาคตของชาติ
"พิพิธภัณฑ์เด็กคือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ในประเทศไทย แต่ว่าพอที่แรกซึ่งเป็นที่ที่อาจจะเรียกว่ามีโอกาสทางเศรษฐกิจทางการเงินมากที่สุดก็ยังไม่สามารถเปิดทำการได้ พัฒนาการในส่วนอื่นๆ เรื่องการเรียนรู้ของเด็กก็จะชะงักไปด้วย เหมือนกับเราเรียกว่าพิพิธภัณฑ์เด็กก็เป็นส่วนหนึ่งของการคิดของโครงงานในเรื่องการพัฒนาการของเด็ก"
การเคลื่อนไหวต่อเรื่องนี้ได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวรณรงค์ กลุ่มผู้ปกครองและเด็ก ได้พบ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งพิพิธภัณฑ์เด็กก็อยู่ใต้อาณัติของกทม.เต็มๆ จนได้ความคืบหน้า และล่าสุดคือ กทม.รับปากว่าพิพิธภัณฑ์เด็กจะเปิดบริการอีกครั้งแน่นอนในเดือนสิงหาคมนี้ นับว่า 20,000 กว่ารายชื่อที่รวบรวมจากเว็บไซต์ Change.org ก็ได้ผลดีเยี่ยม
โจทย์ต่อไปที่ อ.เดชรัตน์ บอกว่าทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน นั่นคือออกแบบให้พิพิธภัณฑ์เด็กเกิดประโยชน์ที่สุดเนื่องจากเดิมทีมีพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์มากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ แต่จะเกิดประโยชน์ในทิศทางไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไปเพราะครั้งนี้กทม.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิดและออกแบบ
- Death of the Museum
ถึงแม้ในเดือนสิงหาคมนี้คนกรุงเทพฯอาจจะได้เฮที่พิพิธภัณฑ์เด็กกลับคืนมา แต่โจทย์ใหญ่ที่หลายคนลืมไป คือ ยังมีพิพิธภัณฑ์อีกมากมายที่ยังตั้งตระหง่าน ไม่ถูกปิด แต่ก็ไม่ต่างจากยืนตายซาก!
เหมือนกับที่ เอนก นาวิกมูล เจ้าของบ้านพิพิธภัณฑ์ได้เล่าว่าพิพิธภัณฑ์ส่วนมากจัดแสดงแต่เรื่องโบราณ ซึ่งจริงๆ เขาแนะนำว่าต้องเก็บทุกยุค แต่คนไทยมักจะเก็บเฉพาะของโบราณ ทั้งยังไม่สร้างโกดังเพิ่ม เมื่อเน้นเก็บอย่างนั้นแล้วก็กลายเป็นเรื่อง 'ซ้ำเดิม'
นั่นทำให้พิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะที่รัฐบาลดูแลอยู่ทั่วไปจึง 'ซ้ำซาก' เมื่อคนไปดูสักครั้งหนึ่งก็เริ่มเบื่อ เพราะไม่มีสิ่งกระตุ้นมากพอ จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตายไป หรือที่เรียกกันว่า Dead Museum
"จริงๆ ต้องไล่มาเรื่อยๆ ต้องเก็บตัวอย่างทุกยุค แล้วจัดให้มันสนุกสนานหน่อยหรือไม่ก็ให้ประณีตงดงาม ไม่ใช่แค่เอาของเก่าๆ มาตั้ง มันก็เลยกลายเป็นที่น่าเบื่อไป แต่ตอนหลังก็มีพิพิธภัณฑ์ของหน่วยงานบางหน่วย กรมบางกรม เช่น เรื่องไดโนเสาร์ อันนี้เขาก็ทำได้ดี ไม่ใช่ว่าจะตายทุกหน่วย มันก็มีใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ว่าจะทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์ของราชการและเอกชนน่าสนใจ และได้รับการดูแลโดยทั่วถึง...ข้อหลังสำคัญ"
เมื่อรัฐบาลไม่เห็นคุณค่า คนทำพิพิธภัณฑ์ด้วยใจรักอย่างเอนกก็ทดท้อใจ หากถามถึงคุณค่าของพิพิธภัณฑ์เด็กที่ถูกทวงคืนสำเร็จแล้ว นั่นคือพิพิธภัณฑ์เด็กแห่งแรกของประเทศไทย และในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เมื่อถามถึงคุณค่าของพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดอาจไม่เห็นภาพชัดเจนจนสะดุดตารัฐบาลก็เป็นได้
"พิพิธภัณฑ์เป็นตัวกระตุ้นให้คนสนใจแล้วนำไปพัฒนา เรามองเห็นอะไรต่างๆ จากอากาศธาตุก็นึกไม่ออก แต่ถ้ามีคนนับหนึ่ง มาวางสิ่งของให้ดู มันน่าจะเป็นตัวจุดประกายให้คิดต่อไปได้ไง ไม่ว่าจะคิดต่อขึ้นมาใหม่ หรือพัฒนาให้มันสวยขึ้นดีขึ้น ดีกว่าที่จะให้เขาเห็นจากอากาศธาตุ มันเสียเวลาไง ก็เหมือนเราไปเที่ยวแล้วเห็นอะไรแปลกตาแล้วเอากลับมาทำบ้านเราบ้าง"
ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ภาพคนเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ทุกแขนง ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเบาสมองอย่างพิพิธภัณฑ์การ์ตูน กลายเป็นภาพชินตาและเป็นพฤติกรรมชินกายของชาวต่างชาติเกือบทุกชาติที่ไม่ใช่ไทย นั่นยิ่งสะท้อนว่าคนไทย (ไม่ต้องไปไกลถึงรัฐบาล) ก็ไม่ใส่ใจให้ค่าแก่พิพิธภัณฑ์เลย
ซึ่งเจ้าของบ้านพิพิธภัณฑ์คนเดิมก็เปรียบเทียบให้สะท้อนใจว่าเราล้าหลังเรื่องการให้ค่าแก่ภูมิปัญญาและองค์ความรู้กว่าประเทศอื่นเป็นร้อยๆ ปี!
"ต่างประเทศเขาทำกันมานานแล้ว ไม่รู้กี่ร้อยปีแล้ว เพราะฉะนั้นเขาก้าวหน้ามานาน ฝรั่งเขาเก็บตัวอย่างสิ่งของในบ้านของเขาก็เยอะแยะแล้ว เขาสนใจในต่างประเทศด้วย พอเดินทางไปที่ไหนก็เก็บตัวอย่างกลับไปด้วย เช่น ตัวอย่างใบไม้ เปลือกหอย หรือแม้แต่พระพุทธรูป สิ่งต่างๆ เขาส่งกลับไปพิพิธภัณฑ์ของเขาเพื่อศึกษาค้นคว้าต่อ แต่ของเราอย่าว่าแต่ออกไปหาของต่างประเทศเลย แม้แต่ของเราเองยังไม่ค่อยสนใจเก็บเลย"
ด้าน จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ (มิวเซียมสยาม) ถือเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการพิพิธภัณฑ์และเคยพลิกฟื้น Dead Museum ให้กลับมามีลมหายใจ มองอย่างเข้าใจว่าเมื่อพิพิธภัณฑ์จะตายก็เพียงทำให้ฟื้น
"เรามีหน้าที่ชุบชีวิตให้พิพิธภัณฑ์อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะมันคือหน้าที่ เหมือนมิวเซียมสยามมีปรัชญาว่า play and learn คือเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ ไม่ว่าจะนำเสนอความรู้ นิทรรศการ หรือกิจกรรมใด จะต้องมีความสนุกรื่นรมย์เสมอ แล้วกลุ่มเป้าหมายก็คือครอบครัวกับเยาวชน ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยลงไป เพราะฉะนั้นก็เห็นว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั่วโลกเลย ก็คือคอนเซ็ปต์ที่เอาข้าวของสมบัติมาจัดแสดงนิ่งๆ แล้วทำให้คนดูนิ่งไปด้วย บางทีถึงกับอึ้ง เช่น ห้ามถ่ายรูป ห้ามแตะต้อง ห้ามทุกอย่าง ห้ามกินอาหาร ห้ามส่งเสียงดัง เพราะฉะนั้นก็ได้แต่เข้าไปดูอย่างเดียว
พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ที่เป็น Discovery Museum คือให้ผู้ชมมีส่วนร่วม แล้วการนำเสนอก็จะเป็นแบบท้าทาย กระตุ้นให้คิด"
- มากกว่าทวงคืน คือ ฟื้นและยืนยาว
ถึงแม้พิพิธภัณฑ์ในไทยส่วนมากจะถูกปูพรมด้วยสารพันปัญหา แต่เมื่อบวกลบกันแล้วส่วนต่างที่เป็นคุณค่า เป็นผลประโยชน์ต่อสติปัญญาคนก็ดูจะคุ้มค่าที่จะลงทุน นั่นทำให้มีเอกชนหลายรายเสียสละแรงกายแรงใจและแรงเงินเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ให้มีชีวิตชีวา อาทิ บ้านพิพิธภัณฑ์ มิวเซียมสยาม เป็นต้น
ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่รัฐกำลังทำทั้งที่มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง เหมือนกับที่เอนก นาวิกมูล กล่าวว่า "เมื่อหน่วยงานรัฐไม่ทำหน้าที่นี้ ของต่างๆ จึงกลายเป็นขยะก็เยอะ ถูกเผาก็แยะ หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ เพราะรับเงินภาษีไปแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องทำงาน แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่อยู่กับที่ หรือไม่ก็ใช้วิธีจัดจ้างคนนอก หรือไม่ก็จัดงานอีเว้นท์ ห้าวันห้าล้านสิบล้าน แล้วก็จบกันไปไม่มีอะไรเป็นถาวร เงินแบบนี้นำไปสร้างพิพิธภัณฑ์ถาวรได้เยอะแยะ ถ้ารวมเข้าไม่กี่รายการก็ได้พิพิธภัณฑ์หนึ่งหลังแล้ว"
นอกจากนี้การใช้พื้นที่ในห้างสรรพสินค้าทำพิพิธภัณฑ์ชั่วคราวยิ่งเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาของเขาด้วย เพราะเอนกเชื่อว่านั่นสร้างประโยชน์ได้ไม่มาก ตอบสนองได้เฉพาะคนกรุงเทพฯที่มีปัญญาเดินห้างใหญ่ๆ
การทำพิพิธภัณฑ์แบบสุกเอาเผากินจึงไปสะกิดให้นักคิดมากมายกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพิพิธภัณฑ์ให้ไม่ห่อเหี่ยวอย่างที่เคยเป็น เหมือนกับที่ จิระนันท์ พิตรปรีชา ได้เข้าไปอยู่ทุกกระบวนการตั้งแต่ก่อตั้งจนทุกวันนี้ มิวเซียมสยามกลายเป็นขวัญใจคนรักพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว และจิระนันท์ก็ยังแบ่งปันเคล็ด (ไม่) ลับ ความสำเร็จของมิวเซียมสยามด้วยว่า
"ก่อนอื่นต้องมีความรู้ อย่างเรื่องดีไซน์การจัดแสดงมีอยู่แล้วล่ะนะ แต่เราต้องหยอดอารมณ์ขัน ลองสมมติตัวเองเป็นเด็กว่าอยากเข้าไปเห็นอะไร เรื่องเดียวกันเราก็ทำให้บรรเจิดแบบนั้นได้ ส่วนมากดีไซน์เนอร์พวกที่มีหน้าที่ดีไซน์ฉากหรือจัดนิทรรศการ พอเห็นคำว่าพิพิธภัณฑ์ก็จะเกร็ง เพราะพวกนี้มีอาชีพดีไซน์หรือเป็นเอเจนซี่ เราก็คอยกำกับว่าเล่นหน่อย ใช้อารมณ์ขันหน่อย หรือสมมติว่าถ้าลูกคุณมาดูจะร้องกลับบ้านไหม"
ซึ่งนั่นก็คล้ายกับบ้านพิพิธภัณฑ์ทำในฐานะเอกชน แตกต่างกันที่พิพิธภัณฑ์เอกชนไม่มีทุนทรัพย์จากภาครัฐมาสนับสนุน หากไม่แก้ไขจุดนี้อาจลุกลามเป็นเชื้อโรคร้ายจนไม่ว่าพิพิธภัณฑ์ไหนก็ตายเรียบ
"บ้านพิพิธภัณฑ์อยู่ได้เพราะการเสียสละของคนทุกคน หนึ่ง เจ้าหน้าที่ทุกคนไม่มีเงินเดือน สอง ข้าวของมาจากการบริจาคเป็นหลัก เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ก็มีค่าใช้จ่ายเป็นหมื่นๆ แต่อยู่กันได้ก็เพราะยอมแบกรับภาระกันไป คนละนิดคนละหน่อย ความช่วยเหลือจากรัฐไม่มี เราถึงได้เรียกร้องว่ารัฐต้องจัดตั้งหน่วยงานเพื่อสนับสนุนเอกชนที่ทำพิพิภัณฑ์ คุณต้องช่วยเขา ไม่ใช่ให้เขาตะเกียกตะกายไปตามมีตามเกิด ทำไปสักพักก็หมดแรง หรือทำไปก็ไม่ได้มาตรฐาน"
เอนกย้ำด้วยว่าปัจจุบันไม่มีหน่วยงานใดช่วยเหลือ พิพิธภัณฑ์นับเป็นเป็นงานกำพร้าขนานแท้ เมื่อมีเอกชนมารับภาระแทนก็ภาครัฐไม่ทำอะไรต่อ ทั้งที่เขาหวังมาหลายสิบปีแล้ว แต่หน่วยงานรัฐนิ่งเฉย เขาบอกว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนพูดถึงพิพิธภัณฑ์ ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนสนับสนุนเรื่องพิพิธภัณฑ์กันอย่างจริงจัง
ถ้าหาเจอเราอาจได้นำคำกล่าวเหล่านั้นไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ เพราะมันหายากเหลือเกิน


