ปีนี้คนไทยจะตั้งรับกับเรื่องใดดี...น้ำท่วมปกติ ทะเลผันแปร ร้อนนานวัน แล้งแน่ๆ ...
หากโลกร้อนจนสุดขั้ว ทะเลเน่า น้ำท่วมเกินกว่าจะรับได้ (มากกว่าปีมหาอุทกภัย) อากาศร้อนเกิน 40 องศาเซนเซียส แผ่นดินถูกกัดเซาะ แหลมที่มีอยู่ค่อยๆ หายไป แล้วเราจะอยุู่กันอย่างไร...
นั่นเป็นปัญหาในอนาคต แต่ปีนี้ นักวิชาการที่เกี่ยวกับดิน ฟ้า อากาศ น้ำ ทะเล ยืนยันคล้ายๆ กันว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่รุนแรงเหมือนปี 2553 ส่วนอากาศก็ยังร้อนได้ใจ แต่ดีกรีไม่ร้อนแรง แค่ปริมาณวันแห่งความร้อนมากขึ้น ส่วนทะเล แม้จะน่าเป็นห่วง และทำได้แค่ประคับประคอง แต่ก็ยังอยู่กันได้ต่อไป
และปัญหาทั้งหมดมาจากการจัดการของมนุษย์
1.
"ถ้าแล้งมากคือ ขาดน้ำ แต่ไม่ขนาดนั้น แค่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแห้งกว่าปกติ ซึ่งมีโอกาสสูงมาก และน้ำทะเลจะหนุนสูง ส่วนน้ำท่วมปีนี้ไม่รุนแรงเหมือนปี 2553 คงคล้ายๆ ปี 2554-2555 และเรื่องแผ่นดินไหว แม้จะไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในโซนเสี่ยงมาก" ศาสตราจารย์ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว
ที่น่าเป็นห่วง คือ ความแล้งที่จะมาเยือน แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็มากกว่าปกติ เนื่องจากระบบจัดการเรื่องน้ำท่วมที่ผ่านมา แม้จะใช้งบประมาณเป็นแสนล้าน แต่นั่นไม่ใช่ทางออก เพราะการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม อาจารย์ธนวัฒน์บอกว่า ต้องแก้ปัญหาอย่างองค์รวม ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะตามมาซ้ำเติมในอนาคต
"ปี 2557 ถ้าน้ำจะท่วม กรณีเดียวคือ ฝนตกในพื้นที่เยอะ เพราะได้รับอิทธพลจากพายุ ภาพรวมฤดูฝนปีนี้กับปีที่แล้วจะใกล้เคียงกัน เรื่องอากาศร้อนบ้านเราจะไม่ร้อนผิดปกติ ต่างจากอินเดียปีนี้จะร้อนกว่าปกติ ประเทศเราคงไม่วิกฤติ และทำให้คนตกใจ ส่วนแล้งในปีนี้ เนื่องจากความไม่สมดุลในการใช้น้ำ"
อาจารย์ธนวัฒน์ ขยายความว่า สืบเนื่องมาจากการใช้น้ำทางการเกษตรปริมาณสูงขึ้น แต่โครงสร้างในการกักเก็บน้ำ ยังมีอยู่ปริมาณเท่าเดิม ปีนี้ฝนจะตกช้ากว่าปีที่แล้ว และปริมาณน้ำในเขื่อนจะไม่เพียงพอกับความต้องการในการใช้น้ำ
"บริเวณที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อาศัยน้ำฝน ไม่ถึงขนาดปริมาณน้ำฝนน้อย ไม่ได้แล้ง ปัญหาคือการใช้น้ำไม่สมดุล ส่วนเรื่องพายุคงต้องดูอีกครั้ง ปีนี้ถ้าแล้งหนัก ก็เพราะการใช้น้ำ ไม่ใช่แล้งเพราะภูมิอากาศ แต่สิ่งที่ผมกลัวมาก คือ ผลกระทบจากมาตรการการแก้ปัญหาน้ำท่วมปี 2554 โครงสร้างเหล่านี้มีผลกระทบต่อระบบน้ำ อย่างจังหวัดสิงห์บุรี มีกำแพงกั้นน้ำท่วมแบบฝั่งลึก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ และโดยปกติน้ำใต้ดินจากสิงห์บุรีจะไหลไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี แต่หลังจากมาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม เราพบว่า การทำผนังกั้นน้ำแบบนี้ เป็นการตัดวงจร ทำให้ในหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะขาดแคลน และน้ำทะเลจะหนุนสูงมาก ในช่วงกลางเดือนมีนาคม-ต้นพฤษภาคม"
นั่นเป็นเพราะผู้บริหารจัดการน้ำไม่ได้มองกลไกธรรมชาติทั้่งระบบ และเมื่อมีระบบกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม ปัญหาที่ตามมาคือ น้ำใต้ดินหลายจุดไม่สามารถไหลเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในเขื่อนก็เลยน้อยลง
"ถ้าจะแก้ปัญหาโดยดันน้ำในเขื่อนให้ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา ก็มีปัญหาอีก ดังนั้นตอนนี้จึงมีการออกมาประกาศเตือนว่า ไม่ควรทำนาปรัง" อาจารย์ธนวัฒน์ โยงให้เห็นถึงปัญหา และให้แนวทางเหมือนเช่นเคยกล่าวในหลายวงเสวนาว่า เวลาแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ต้องแก้ทั้งระบบ ถ้าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแย่งชิง คงไปไม่รอด นอกจากนี้ควรปรับเรื่องพฤติกรรมการใช้น้ำและการเพาะปลูก ไม่อย่างนั้นปัญหาตามมาแน่
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อาจารย์ธนวัฒน์ บอกว่า ยังโชคดีที่งบประมาณอีกก้อนกว่าสามแสนล้านบาท มีการห้ามปรามเอาไว้ ไม่อย่างนั้้นดูไม่จืด เพราะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้นิดเดียว และสร้างปัญหาในอนาคตให้บางจังหวัดที่ไม่เคยน้ำท่วม มีโอกาสท่วมหนักมากขึ้น อย่างอ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีการยกถนนทำผนัง นั่นจะทำให้น้ำไหลบ่าท่วมกรุงเทพฯ มากขึ้นในอนาคต
สิ่งที่อาจารย์ที่ศึกษาข้อมูลย้อนหลังกว่า 70-80 ปี พบว่า "ถ้ารัฐยังจัดการน้ำแบบนี้ อีก20 ปีข้างหน้าจะต้องเจอน้ำท่วมใหญ่ยิ่งกว่าปี 2554 และเสียหายมากกว่า"
ภัยแล้งในปีนี้่แม้จะไม่น่าหวั่นไหว แต่มีแนวโน้มว่า การทำการเกษตรปีนี้มีปัญหาแน่ บางจุดอาจขาดแคลนน้ำ
2.
ส่วนอีกเรื่องที่หลายคนเป็นห่วง คือ อากาศร้อน ทุกๆ ปีจะมีดีกรีความร้อนสูงขึ้น จนบางครั้งยากจะทานทน เรื่องนี้ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศของเรากำลังจะเข้าสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศร้อนจัดปีนี้ ไม่น่าจะรุนแรง แต่อาจมีเป็นช่วงๆ ที่น่าเป็นห่วง คือ ปริมาณน้ำในเขื่อน
"ต้องยอมรับว่า ตอนนี้จำนวนวันที่อากาศร้อนเพิ่มขึ้นประมาณ 15 วันต่อปี ในช่วง 5 ปีหลัง จากเดิมฤดูร้อนมีอยู่ประมาณ 2 เดือนกว่า ตอนนี้อาจเพิ่มเป็นสามเดือนกว่า อากาศจะเริ่มร้อนตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์-ต้นพฤษภาคม ในช่วงเดือนเมษายนจะมีบางวันร้อนถึง 40 องศาเซนเซียส อากาศร้อนที่มีอุณหภูมิสูงสุดในแต่ละปีผมมองว่า ไม่สำคัญเท่าจำนวนวันที่อากาศร้อนมีมากขึ้น ถ้าอากาศร้อนสูงประมาณ 36-37 องศาติดกันหลายวัน จะเกิดปัญหา เพราะเป็นลักษณะคลื่นความร้อนซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพ และเมืองไทยร้อนสุดน่าจะ 45 องศา"
คำอธิบายเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในช่วง 10 ปีหลังจากปีคศ. 2000 ซึ่งมีปริมาณสูงตลอด เรื่องนี้ อาจารย์สธน บอกว่า เนื่องจากปัญหาโลกร้อนและการขยายตัวของประชากร มีผลต่อการเพิ่มดีกรีความร้อนในเมืองไทย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ปีนี้ก็ยังมีมวลอากาศร้อนน้อยกว่าปี 2545
"ตามตัวชี้วัด ปีนี้จะร้อนปานกลางไม่ร้อนจัด ร้อนขนาดที่คนรับไม่ได้ เกินอุณหภูมิภายในร่างกายคือ 37 องศาเซนเซียส ร้อนนิ่งๆ ไม่มีลมพัด มีความชื้นด้วยยิ่งอันตราย ร้อนแห้งๆ เกิน 37 องศายังแก้ปัญหาได้
ถ้าร้อนเกินกว่า 40 องศาเซนเซียส ควรเข้ามาอยู่ในร่ม หาโอกาสเช็คตัว ระบายความร้อน เพื่อไม่ให้เป็นลมแดด"
ส่วนในเรื่องโดมความร้อนที่เกิดขึ้่นในกรุงเทพฯ เพราะโครงสร้างประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้อุณหภูมิกรุงเทพฯสูงกว่าต่างจังหวัด
"เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปัญหาโดมความร้อนขยายตัวมากขึ้น เดิมพื้่นที่อากาศร้อนจัดมากอยู่ในกรุงเทพฯชั้นใน แต่ค่อยๆ กระจายตัว เกือบจะทั่วทั้งกรุงเทพฯ บางแห่งอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซนเซียส และอากาศร้อนไม่มีทางลดลง เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้น
ดีกรีความร้อนนับวันจะเพิ่มมากขึ้น และไม่มีแนวโน้มจะร้อนน้อยลง อาจารย์สธน บอกว่า "ร้อนไม่น่าห่วงเท่าแล้ง เกษตรกรจะมีปัญหา"
ความปั่นป่วนเรื่องความร้อนและแล้งในพื้นโลกสืบเนื่องมาจากโลกร้อนและน้ำมือมนุษย์ ส่วนความปั่นป่วนในเรื่องทะเลถูกทำลาย จนสัตว์น้ำและปะการัง แทบจะหายใจไม่ออก เป็นอีกเรื่องที่น่าคิด
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า แม้จะมีปัญหาโลกร้อน ทำให้เกิดปัญหาปะการังฟอกขาว หรือน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นปัญหาเดิมๆ คือ ปะการังไม่ฟื้นตัว จริงๆ แล้วถ้าธรรมชาติสมบูรณ์ ก็ฟื้นคืนได้ แต่เมื่อน้ำทะเลมีปัญหา ระบบนิเวศจึงฟื้นตัวได้ยาก
"อนาคตทะเลไทยไม่มีความหวัง แค่ประคับประคอง ทุกวันนี้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง ต่อให้ปลูกป่าชายเลน มีผืนป่ามากขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้สัตว์น้ำเพิ่มขึ้น เพราะการแก้ปัญหา ต้องแก้ทั้งระบบ ปัญหาเราไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ปัญหาของเราคือ การจัดการ แม้เราจะชักชวนให้คนหันมาสนใจทะเลไทยมากขึ้น แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ อย่างแรกเลยต้องกำจัดการคอรัปชั่น เป็นปัญหาสำคัญ ต้องปรับระบบงบประมาณ แก้ปัญหาให้ได้จริงๆ แต่ที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องเรือประมงผิดกฎหมาย เราก็ไม่เคยจัดการได้เลย" นี่คือ เสียงโอดครวญจากนักวิชาการที่รักทะเลเป็นชีวิตจิตใจ
ถ้าจะให้มองแนวทางการแก้ปัญหาทางวิชาการ หรือ ในฐานะนักอนุรักษ์ อาจารย์ธรณ์ บอกว่า ทางออกคือ แก้ที่การบริหารจัดการของภาครัฐ
"เมื่อ 30-40 ปี เราเอาทะเลไปขายตั้งแต่การจับปลา ทำท่องเที่ยว เพราะเราเน้นเรื่องเงิน การพัฒนาจึงเกินเลย จับปลาในทะเลจนแทบไม่เหลืออะไร แหล่งท่องเที่ยวทรุดโทรม ส่วนผลกระทบทางอ้อมคือ น้ำเสียและขยะ สภาวะโลกร้อนอาจทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนไป ทำให้เกราะคุ้มกันธรรมชาติบางลง แม้จะใช้ธรรมชาติยันธรรมชาติก็เอาไม่อยู่ ปัญหาวนเวียนอยู่ที่เดิม เนื่องจากระบบราชการทำให้เราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด กลายเป็นว่าแก้ด้วยการจัดอีเว้นท์และฟื้นฟูธรรมชาติ จริงๆ แล้วต้องมีมาตรการป้องกันให้ได้ก่อน แล้วค่อยฟื้นฟู" อาจารย์ธรณ์ กล่าว และย้ำอีกครั้งว่า
"สิ่งสำคัญคือ มนุษย์นั่นแหละเป็นตัวกระทำ ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงแม้จะมีผลต่อทะเล แต่ผลกระทบไม่เยอะ เพราะธรรมชาติปรับตัวได้ แต่ตอนนี้ทะเลเสื่อมโทรม"





