ลุยเดี่ยว เที่ยวสุดมัน 'จิรภัทร พัวพิพัฒน์'

หนุ่มคนนี้เปิดตัวว่าเป็นขาเที่ยว(รอบโลก) ตั้งแต่ได้เริ่มโพสต์เล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวของตนเองลงในเว็บไซต์พันทิป
หลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่เจ้าตัวบอกว่า
"ผมแค่อยากให้คนสักสิบคนได้อ่าน อาจสร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้บ้าง แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็มีคนสนใจเรื่องราวของผมเยอะเกินคาด ผมก็ดีใจมากๆ ครับ"
ด้วยเหตุผลที่ว่า เกิดอาการเบื่อและอยากออกไปเที่ยวจนรีๆ รอๆ ต่อไปไม่ไหว จึงทำให้ ปั้น จิรภัทร พัวพิพัฒน์ หนุ่มนักเรียนนอกชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของมหาลัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ต้องแพ็คของใส่เป้แล้วสะพายออกเดินทางแบบ 'ลุยเดี่ยว' ในสไตล์ที่เขาบอกว่า 'ค่ำไหนก็นอนนั่น' เพื่อเสาะหาความสุขจากการเดินทางและเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตให้เพิ่มพูนมากขึ้น
และนี่คือเรื่องเล่าของนักเดินทางคนนี้ที่ไปมาแล้ว 6 ประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา
-ไอเดียของการเที่ยวแบบลุยเดี่ยวมาจากไหน
ครอบครัวผมชอบเดินทางท่องเที่ยวแบบตะลุยๆ อยู่แล้ว ชอบไปนอนกางเต็นท์กันที่อุทยานแห่งชาติ พ่อผมจะเอาเต็นท์ใส่ท้ายรถแล้วขับรถไปหาอุทยานแห่งชาติที่อากาศดีๆ ไปนอนพักผ่อนกัน มีการก่อกองไฟ ทำกับข้าว คือเราเน้นเปลี่ยนบรรยากาศ เราจะไม่ได้ไปนอนโรงแรมหรู ไม่ได้เที่ยวกับทัวร์ แต่จะแบ็คแพ็คกันไปทั้งบ้าน จะเป็นแบบนั้นตั้งแต่ผมยังเด็ก
ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนชอบเที่ยว เปลี่ยนแนวเปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยๆ มีอยู่วันหนึ่งผมก็เบื่อๆ ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปคุยกับเพื่อนว่าเบื่อจังเลยอยากจะหาเพื่อนไปเที่ยว แต่เวลาของเราไม่ตรงกับเพื่อน เลยคิดว่าถ้าไปเที่ยวคนเดียวจะเป็นยังไง ก็เลยลองดู พอดีช่วงนั้นผมมี License ดำน้ำ มีอุปกรณ์ดำน้ำ ผมเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ เลย ผมก็ตัดสินใจเลยว่าจะไปดำน้ำคนเดียว ก็เก็บของใส่กระเป๋าเป้สะพายออกไป
-ตอนที่ตัดสินใจไปเที่ยวคนเดียว กลัวไหม
ผมคิดแค่ว่าถ้ามันไม่สนุก ถ้ามันน่าเบื่อ ผมก็จะกลับบ้านเลย ผมให้เวลาตัวเอง 1-2 คืน แต่ความที่ผมเองก็เป็นคนอัธยาศัยดีนะครับ คุยกับคนนั้นคนนี้ไปได้เรื่อยๆ ไปถึงที่นั่นวันแรกผมก็เจอเพื่อนใหม่เลย มีเพื่อนกินข้าวตั้งแต่คืนแรก ส่วนเรื่องที่พักผมใช้การเดินหาไปเรื่อยๆ ไม่ได้จองล่วงหน้า ค่ำไหนก็หาที่พักที่นั่น หาที่ที่ผมชอบที่สุด ตอนเย็นก็ซื้อทริปดำน้ำ วันรุ่งขึ้นผมก็ไปเจอเพื่อนชื่อคริสต์ เป็นคนอังกฤษ ผมเรียกเขาว่า 'ครูสอนท่องโลก' เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมไปเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค เขาอธิบายให้ผมฟังว่าเขาเดินทางท่องเที่ยวมาแล้วปีหนึ่งนะ แต่ละที่มันมีวัฒนธรรมแบบนี้ๆ อยู่ เขาทำให้ผมรู้ว่าการไปเที่ยวมันไม่ได้ไปเพื่อไปสบาย แต่มันคือการไปเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต พบเรื่องราวของคนท้องถิ่น เจอเพื่อนใหม่ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ซึ่งก็มาจากทั่วโลกเลย ทุกคนก็มีเรื่องน่าสนใจมาก สุดท้ายก็คือได้คิด ได้อยู่กับตัวเอง หาไอเดียใหม่ๆ ให้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆ
ผมฟังแล้วผมรู้สึกว่า โห..มันมีการเที่ยวแบบนี้อยู่เหรอ แล้วมันมีค่าใช้จ่ายแพงมั้ย คริสต์ก็บอกผมว่าค่าใช้จ่ายถูกมากเลย ทุกที่ในโลกจะมีวิธีเดินทางถูกๆ ของประเทศนั้นอยู่ เพียงแต่ว่าคุณต้องอ่านนิดหนึ่ง คุณก็ลองไปเรื่อยๆ คุณจะเก่งขึ้น หลังจากนั้นผมก็สนิทกับคริสต์ เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเที่ยวรอบโลก และเป็นคนที่ไปมาแล้วทุกที่บนโลกเท่าที่ผมนึกชื่อออก ทั้งยูเครน คาซัคสถาน คือคริสต์ไปมาหมดแล้ว(หัวเราะ) เขาโลกว้างมากจนผมรู้สึกว่าเรามันอ่อนมาก ผมรู้สึกว่าโลกทัศน์ผมมันแคบมาก ตอนนั้นผมก็เลยคิดว่า เฮ้ย มันต้องแบบนี้แหละ มันทำได้ ผมเริ่มชอบ ก็เริ่มเก็บเงิน จากนั้นทุกปิดเทอมผมก็เดินทางคนเดียว
-ปีที่ผ่านมาไปไหนมาบ้าง
ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาผมก็ไปมา 6 ประเทศ เริ่มจากไทยก่อน แล้วต่อด้วยเวียดนามเหนือ ช่วงกลางปีไปเขมร ไปเที่ยวเสียมราฐ อันนี้น่าสนใจ คือมันอยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 5 ชั่วโมงเองนะครับ ค่ารถแค่ 4-5 ร้อยบาท ที่นี่มีนครวัด ซึ่งเป็นสุดยอดของสถาปัตยกรรมโบราณ โอโห.. แบบงงเลยว่าทำไมคนเขมรเมื่อหลายพันปีที่แล้วเขาสร้างอะไรแบบนี้เข้าไปได้ ที่นี่เป็นที่ที่ผมได้เจอกับมารุสเพื่อนชาวดัตช์ของผม เขาเป็นช่างทำผมอยู่ที่ฮอลแลนด์ เขาทำผมแบบแฟชั่นดีไซน์แบบ Runway ที่ต้องขึ้นแคทวอล์ค เก่งมาก เป็นผู้หญิงยุโรป เขาก็จะสอนเรื่องราววัฒนธรรมของคนยุโรปให้ผมฟัง มารุสเพิ่งเริ่มเที่ยวมา 2-3 เดือน เขาอาจจะยังมีประสบการณ์น้อยอยู่แต่เขาพูดมาคำหนึ่งผมชอบมากคือ ทุกๆ คนที่เดินทางมองหาสิ่งเดียวกันนั่นก็คือเพื่อนร่วมทาง ถ้าคุณเป็นคนน่ารัก แค่คุณพูดว่า Hi ทุกคนก็อยากจะเป็นเพื่อนคุณ ผมฟังแล้วก็ เออ.. มันจริงนะ เราไม่ต้องไปกลัวว่าเขาจะไม่เฟรนลี่กับเรา ทุกคนที่เดินทางอยากหาเพื่อนเหมือนกันหมด ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยกลัวที่จะ make friend กับคนแปลกหน้า
ผมก็สนิทกับมารุส ก็เที่ยวเขมรด้วยกัน 3-4 วัน เราเดินหาโรงแรมพร้อมกัน เธอเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับฝรั่งมองคนไทย เขาบอกว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจมากๆ เขาอยากมีเพื่อนเป็นคนไทย ฝรั่งส่วนใหญ่อยากมาเที่ยว Southeast Asia คือบ้านเราเป็นเหมือนยุโรปสำหรับเขา พอมาแล้วจะเริ่มจากไหนดี เขาก็เริ่มจากประเทศไทยนี่แหละเพราะเป็นศูนย์กลางของที่นี่ อย่างถนนข้าวสารเรียกว่าเป็น Center of the Universe ของแบ็คแพ็คเกอร์เลย เพราะโรงแรมถูกมาก แล้วมีปาร์ตี้ทุกวัน
-หลังจากนั้นไปไหนอีก
ผมไปที่ไต้หวัน เกือบเดือน เป็นทริปที่ผมอยู่นานมาก ผมพูดจีนได้นิดเดียวก็อาศัยเอาเท่าที่พอรู้ ตรงนี้ทำให้ผมเรียนรู้อีกอย่างว่า การที่คุณยิ้มแล้วพยายามสื่อสารกับเขา มันก็ทำให้เขาพร้อมที่จะช่วยเรา เราไม่จำเป็นที่จะต้องถามทางจากคนท้องถิ่นเสมอไป เราก็ถามจากนักเดินทางด้วยกันนี่แหละ เช่นอยากรู้ว่าโรงแรมนี้ๆ อยู่ไหน ก็ถามนักเดินทางด้วยกัน ไปที่นี่ผมประทับใจนะ เพราะคนไต้หวันเขามีน้ำใจดีมาก ผมอยู่ที่นั่นมีความสุขมาก กินอาหารเยอะทุกวันเลย ที่ไต้หวันเป็นที่ที่ผมเที่ยวแบบค่ำไหนนอนนั่นบ่อยที่สุด เพราะโรงแรมหาไม่ยากและไม่แพง ผมจะพยายามไม่ติดต่อโรงแรมไปก่อน เพราะผมอยากเที่ยวเต็มวัน ผมตะลึงกับความสวยงามของเมือง ผมชอบถ่ายรูป ผมจะรอถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตกของเมืองนั้นๆ บางทีต้องรอหยุดอยู่ตรงมุมนั้นถึงจะได้รูปนั้นมา ถ่ายรูปเสร็จก็หาอะไรกินแถวนั้นเลย วันรุ่งขึ้นก็เดินทางไปยังที่ต่อไปเรื่อยๆ แล้วแผนการเดินทางของผมจะเปลี่ยนตลอด เพราะบางทีเวลาเราอ่านจากข้อมูลเองเราไม่ค่อยเห็นภาพ ไม่รู้ว่าอันไหนดีไม่ดี ก็ฟังจากเพื่อนบ้าง
หลังจากนั้น ผมก็กลับมาที่สิงคโปร์ แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ผมเรียนอยู่แต่ก็ไม่ค่อยได้มีเวลาออกมาเที่ยวเลย ผมใช้วิธีเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอร์เนตว่ามันมีมุมไหนที่ยังไม่เคยไป และไม่ใช่ที่ที่นักท่องเที่ยวไปกันเยอะ ผมก็พยายามหา แล้วก็ตัดสินใจว่าจะขี่จักรยานไปเที่ยว ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับ ได้เจอมุมเล็กๆ ที่น่าสนใจ บางรูปที่สวยๆ ผมก็ถ่ายได้จากสิงคโปร์ ผมไปวันเสาร์แค่ 1 วัน แต่ผมได้เจอผู้คน เจอสถานที่ใหม่ๆ สนุกดี
จากนั้นผมก็ไปมาเลเซีย ไปสิบกว่าวัน เป็นทริปที่ผมไปดำน้ำอีกครั้ง แล้วก็ไปปีนัง ก็ดีครับ เป็นเมืองที่สวย อาหารอร่อย ทริปนี้ผมได้เจอผู้ชายที่ชื่อเควิน เขามีพ่อเป็นคนไทยแต่มีบ้านที่อเมริกา โตขึ้นมาโดยมีสัญชาติอเมริกัน แต่ว่าเขาย้ายมาอยู่เมืองไทย เป็นคนอเมริกันที่มีเชื้อสายไทย เขาบอกว่าตอนที่อยู่อเมริกา เขารู้สึกว่าคนอเมริกันเชื่อว่าตัวเองดีที่สุดในโลกอยู่ตลอดเวลา พยายามที่จะแก่งแย่งชิงดีกันมาก อยู่แล้วไม่มีความสุข เขาพยายามทำธุรกิจแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขารู้สึกว่าทำไมมันเครียดขนาดนี้ เขาก็เลยตัดสินใจมาอยู่เมืองไทย ซึ่งเขาชอบมากกว่า คือเขามีบ้านอยู่ที่นี่ด้วย มันน่าแปลกใจมากคือผมเป็นคนไทย โตมาแบบไทยปนฝรั่ง แต่เควินเป็นฝรั่งที่โตมาแบบไทย แบบมึนๆ เวลาคุยกันแล้วได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเยอะ
-แล้วเคยเจอปัญหาไม่มีที่พักบ้างไหม
ผมมีปัญหาบ่อย หาโรงแรมไม่เจอ หาแล้วแต่ไม่เจอ แล้วก็ดึกด้วย ประมาณ 3 ทุ่มแล้วก็ยังหาไม่ได้ ผมบอกได้เลยว่าอย่า panic ครับ ทุกอย่างมันมีทางแก้ ผมเคยหาโรงแรมได้ตอนเที่ยงคืนนะครับ เดินหาด้วย อย่างล่าสุดผมไปบาหลี พอดีว่าโรงแรมที่ผมสนใจมันอยู่กลางเมือง แล้วผมไม่อยากได้โรงแรมกลางเมือง ผมเลยนั่งแท็กซี่ไปที่หาดเพื่อที่จะหาโรงแรมใหม่ แต่แท็กซี่ก็โกงผม ส่งผมไปผิดที่ ผมเดินอยู่ประมาณชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงที่ที่เขาบอกว่าเป็นโรงแรมที่ผมมองหาอยู่ ผมก็เดินไปเรื่อยๆ ผมก็ไม่เครียด ไม่กลัวนะครับ เพราะสุดท้ายผมมั่นใจว่ายังไงผมก็หาได้ ถ้าเรามีเงินอยู่พอสมควรปัญหาทุกอย่างมันแก้ได้แน่นอน แต่มันก็ไม่ดี ไม่ควรเจอแบบนี้บ่อยๆ(หัวเราะ) ผมก็เดินดูเมืองไปเรื่อยๆ ลองถามชาวต่างชาติไปเรื่อยๆ พอถามครบสามคนเขาบอกที่เดียวกัน ผมก็เดินตรงไปเลย สุดท้ายผมเจอโรงแรมที่ดีมากเลย ไม่ได้เป็น Dorm ที่ต้องนอนรวมนะ แต่เป็นห้องแยกส่วนตัว มีห้องน้ำด้วย คืนละแค่ 250 บาท แล้วอยู่ติดทะเล ผมบอกได้เลยว่าสถานที่ที่ดีที้สุดมักเป็นสถานที่ที่ผมหาได้หน้างานตลอด(หัวเราะ)
ที่นี่ก่อนไปก็คิดว่ามันไม่น่าจะมีอะไร เป็นเมืองที่สวยเมืองหนึ่ง แต่พอไปจริงๆ พบว่าคนบาหลีเขาคลั่งไคล้ศาสนามากครับ เขาจะไหว้เทพเจ้าวันละ 3 เวลา และไหว้ปีศาจโดยวางอาหารไว้ตามพื้น วันละครั้ง ทุกๆ วัน เขาแบกพวกกล้วยหรือของไหว้ไว้บนหัวแล้วเดินเป็นกิโลๆ ไปที่วัด ซึ่งน่าสนใจ เป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
-แบ่งเวลาไปเที่ยวอย่างไร
จริงๆ ผมอยากไปทุกที่นานๆ แต่ด้วยภารกิจ ต้องเรียน ต้องกลับบ้าน ก็เหมือนกับคนอื่นๆ ครับ ผมก็มีเวลาเท่านี้ก็พยายามใช้ชีวิตให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้ ไปเห็นให้มากที่สุด ค้นพบให้มากที่สุด แล้วก็ระหว่างทางผมก็จะถามเรื่องราวของเขา เล่าเรื่องราวของเรา แล้วก็สุดท้ายก็มองกลับมาที่ตัวเราว่า วิถีชีวิตเขาเป็นอย่างนี้ ชีวิตเราอาจจะดีกว่ามากมาย อะไรอย่างนี้ครับ ผมเรียนรู้เกี่ยวกับคน เอาเรื่องราวที่เขาสอนผมมาปรับใช้ชีวิตได้เยอะเหมือนกัน รูปภาพมันเก็บมาฝากกันได้ครับ แต่ว่าประสบการณ์ เรื่องราว เรื่องเล่าต่างๆ มันเก็บมาฝากกันไม่ได้ ต้องไปหาเอาเอง
-แนะนำคนที่อยากไปเที่ยวแบบนี้บ้าง อะไรที่ควรรู้ หรืออะไรที่ต้องระมัดระวังก่อนเดินทาง
หนึ่งต้องเปิดใจรับ มันจะไม่มีที่ไหนสบายเหมือนกรุงเทพฯ ผมบอกให้เลย(หัวเราะ) มันไม่มีที่ไหนสบายเหมือนบ้าน ไม่มีที่ไหนอาหารอร่อยเหมือนเมืองไทย ทุกที่ที่เราไปมันจะสอนเราเยอะมากเกี่ยวกับชีวิตของคน ผมได้เจอผู้คนหลายๆ อาชีพ แต่ละคนก็เล่าเรื่องชีวิตของเขาให้ผมฟัง เจอคนเจ๋งๆ เยอะมาก ผมเคยเจอ Investment banker รวยมากจนไม่ต้องทำงานทั้งชีวิต เจอคนที่แทบจะไม่มีสตางค์ ที่เขาค่อยๆ เดินทาง ค่อยๆ เก็บเงินก็มี สองคือต้องเปิดตา ต้องเดิน อย่าไปคิดมากว่าหนังสือบอกว่าต้องเดินไปทางนี้ๆ ไปถึงปุ๊บ ไม่ต้องกลัวว่าหลงทาง เปิดตาเข้าไว้ มองไปรอบๆ สิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่สวยงามที่สุด จะมาตอนที่เราหลงทางเสมอครับ วิวที่สวยที่สุดมาตอนหลงทางเสมอ ผมเชื่ออย่างนั้น สามคือ ต้องดูเรื่องความปลอดภัย เวลาดึกๆ อย่าออกไปไหน ต้องดูแลตัวเอง ถ้ารู้ว่าไม่ปลอดภัยก็ไม่ไป พอเที่ยวไปสัก 2-3 ครั้ง คุณจะรู้ว่าที่ไหนไม่ควรไป
ข้อสุดท้ายคือ ต้องกล้าครับ ผมว่าความกล้าที่จะออกเดินทางมันไม่ยาก แต่กล้าที่จะบอกเพื่อน บอกพ่อแม่ ว่าเราจะเดินทางคนเดียวมันยากกว่า แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก คนอื่นๆ เขาก็ทำกัน แค่ว่ามันไม่แพร่หลายมากในเมืองไทย แต่ลองทำดูหนึ่งครั้งเท่านั้นแล้วจะติดใจ




