Green Ranger เธอคือ "นักรักษ์"

ถ้าญี่ปุ่นและอเมริกามี Power Ranger ที่ออกมาช่วยชาวบ้านเมื่อเดือดร้อน ไทยเองก็มี Green Ranger ที่พร้อมให้บริการ "ผักปลอดภัย" ทุกสถานการณ์
เพราะผักที่ซื้อหาในท้องตลาดไม่ปลอดภัยอย่างที่คาดหวัง เยาวชนกลุ่มหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่จึงหันมารณรงค์ให้ทุกครัวเรือนปลูกผักอินทรีย์อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยทางอาหาร และฟื้นวิถีชีวิตของคนโบราณเรื่องการปลูกผักสวนครัวให้กับคนเมือง
Green Ranger คือกลุ่มเยาวชนที่เอ่ยถึง พวกเขาใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบภายในตัวเมืองเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักสวนครัว ปลูกต้นไม้ ซ่อมแซมต้นไม้ จัดสวนผักให้กับชุมชน บริการส่งผักอินทรีย์ เป็นพี่เลี้ยงให้กับทุกคนที่อยากปลูกผัก จัดกิจกรรมอบรมการทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ เรียกว่า อะไรที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เยาวชนกรีนเรนเจอร์อาสาทำให้ทุกอย่าง
แม้จะก่อตั้งกลุ่มมาได้ไม่นาน แต่ "ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม" กลุ่มนี้ก็เป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจที่คนรักสิ่งแวดล้อมในเชียงใหม่ทุกคนต้องการด้วย
เขียว "เริ่มต้น"
รู้ทั้งรู้ว่าพืชผักหลายชนิดมีสารเคมีตกค้าง แต่หลายคนก็ยัง "เมินเฉย" นั่นจึงทำให้กลุ่ม Green Ranger ต้องออกมาปฏิบัติการ "กู้ชีวิต" ให้กับผู้บริโภคที่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่แห่งการผลิตแบบอุตสาหกรรม
"ผมเคยทำงานเรื่องวิกฤตสารเคมีในพื้นที่ปลูกผัก รู้ว่าเกษตรกรใช้สารเคมี มีสารเคมีหลายตัวที่ห้ามใช้แล้ว แต่เกษตรกรก็ยังใช้ แล้วเขาก็ส่งผลผลิตมาในเมือง คนเมืองก็กิน ซึ่งอาหารพวกนี้ไม่ปลอดภัย แต่เราจะทำยังไงให้คนเข้าใจ เพราะเขาคือผู้บริโภคหลัก" วิเชียร ทาหล้า หรือ ยูร ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Green Ranger เริ่มต้นเล่า
ยูร บอกว่า สารเคมีที่ตกค้างในพืชผักเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายๆ ด้าน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางร่างกาย ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นให้เกิดโรคร้ายอย่างมะเร็งด้วย
"อย่างเรื่องสารเคมีมีผลต่อการเปลี่ยนไปของเพศในเด็ก คือทำให้มีเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งมันจะมีข้อมูลการวิจัยที่อ้างอิงเรื่องความผิดปกติของโครโมโซม หรือยีน ที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ด้วย และสารเคมีในผักก็เป็นส่วนหนึ่ง ข้อมูลแบบนี้เราใช้รณรงค์กับชนชั้นกลางในเมืองได้ เขาจะค่อนข้างตื่นตัว แต่ถ้าเราลงชุมชน เราต้องใช้วิธีการบอกเล่าอีกแบบ เราจะบอกว่า การปลูกผักกินเองจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย คือต้องเปลี่ยนกระบวนการ เอาค่าใช้จ่ายมาเป็นตัวตั้ง มันสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในบ้านได้ เช่น ซื้อมะนาววันละ 5 บาท 1 เดือนหมดไปเท่าไร แต่ถ้าเราปลูกเองจะประหยัดไปได้เท่าไร อะไรแบบนี้"
ปฏิบัติการรวมพลังกลุ่ม Green Ranger เกิดขึ้นโดยมียูรเป็นแกนหลัก จากนั้นก็มีเยาวชนอาสาสมัครเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีสมาชิกรวมเกือบ 10 คน
สำหรับภารกิจหลักของผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมกลุ่มนี้ คือการส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนปลูกผักที่ปราศจากสารพิษรับประทานเอง โดยพวกเขาจะเข้าไปให้ความรู้ ออกแบบ รวมถึงลงมือปลูกและดูแลให้เองกับมือ
"จอบ คืออาวุธหลักของเรา ส่วนกำลังกายคือต้นทุน" แมน - เจนภพ ชัยคำ อีกหนึ่งสมาชิกกรีนเรนเจอร์ บอก
ผู้ชายหน้าเข้มอย่างแมน ยอมรับว่า เขารักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรงในสาขาวิชาที่เกี่ยวกับต้นไม้ แต่หัวใจของแมนยกให้เหล่าบรรดาพืชพรรณสีเขียวๆ ไปแล้วทั้งหมด
"เริ่มต้นจากหน่อม(ศิวกร ธารพรศรี)ชวน ก็เลยมา พอมาทำแล้วผมรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ผมตามหามานาน(หัวเราะ) แรกๆ ผมมาเป็นคนแยกกล้าไม้ก่อน เพราะจะมีกิจกรรมการอบรมให้กับผู้สนใจ แต่ตอนนี้เกือบปีแล้วผมก็ทำได้หมด"
จาก "เด็กแยกกล้า" ตอนนี้แมนสามารถทำหน้าที่วิทยากรให้ความรู้กับผู้สนใจได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ต่างจาก หน่อม-ศิวกร ธารพรศรี เพื่อนซี้ที่เป็นผู้ชักชวนแมนเข้ามาเป็นอาสา Green Ranger หน่อมเองก็สามารถทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ทุกอย่าง ที่สำคัญ ทำฟรี ไม่มีเสียสตางค์ด้วย
"ผมไม่ได้คิดว่าจะได้หรือไม่ได้เงิน ผมคิดแค่ว่า ผมอยู่ว่างๆ รอเวลาเรียน ช่วงรอผมเบื่อผมก็มาทำ แล้วก็ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ คือเอาเวลาว่างมาทำ ปีที่แล้วผมเรียนวันเว้นวัน ช่วงเรียนก็ไปเรียน เสร็จจากเรียนก็มาทำ" หน่อม บอกเท่ๆ
เขียว "ลงแรง"
แรกๆ ภารกิจของ Green Ranger เป็นเพียงแค่การอบรมให้ความรู้กับคนเมืองที่ต้องการผลิตอาหารปลอดภัยบริโภค โดยมี "เครือข่าย เขียว สวย หอม" ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพี่เลี้ยงหลัก รวมถึงแอบศึกษารายละเอียดจากพี่ๆ "สวนผักคนเมือง" แต่เมื่อกลุ่มเยาวชนค่อยๆ แข็งแรงขึ้น พวกเขาจึงขยายขอบข่ายความช่วยเหลือออกไปเป็นกิจกรรม "เขียวๆ" อีกหลายรูปแบบ
ยูร บอกว่า พวกเขาเริ่มต้นจากกิจกรรม "เขียวกินได้" เป็นการอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกผัก การทำอาหารจากผัก จากนั้นก็มี "เขียวออกแบบได้" คือการทำสวนแนวตั้งในพื้นที่จำกัด กิจกรรมนี้อาสาสมัคร Green Ranger ยังมีความรู้ไม่มาก จึงไปขอความอนุเคราะห์จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเป็นวิทยากร ซึ่งก็ทำให้งานออกมาดี
"เรามี "เขียวทันที" คือส่งเสริมให้คนเมืองปลูกผักกินเอง โดยการเข้าไปช่วยคนที่ต้องการปลูกผัก แต่ไม่มีแรง ไม่มีความรู้ เราก็ไปใช้แรง แรกๆ อาจจะเป็นคนรู้จักที่ติดต่อมา แต่พอนานๆ เข้าก็มีติดต่อมาหลายทางให้เราไปช่วยปลูกผักที่บ้านให้ ก็มีหลายชุมชนที่เราไปทำ อย่างเมืองกาย(ถนนต้นยาง) ชุมชนทรายมูลเมือง ชุมชนพวกแต้ม หรือชุมชนช้างม่อย
นอกจากนี้เราก็มี "เขียวถึงบ้าน" เป็นการเอาผักอินทรีย์มาส่งถึงบ้าน โดยเรารับผักมาจากสวนเกษตรอินทรีย์ที่เป็นเครือข่าย และจะมีการจัดส่งผักทุกวันพุธให้กับสมาชิกที่สั่งผักจากเรา ตอนนี้มีสมาชิกประมาณ 40-50 คน ยังไม่เยอะมาก ส่วนใหญ่อยู่ในเมือง แต่ก็มีรอบนอกบ้าง ส่วนไกลๆ ก็มีไปส่ง เราก็จะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปทุกวันพุธ"
ส่วน "เขียวได้อีก" เป็นปฏิบัติการที่กลุ่ม Green Ranger ใช้เวลาว่างในการปลูกต้นไม้เพิ่มเติมในพื้นที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะรอบคูเมือง ซึ่งมีน้ำมากพอที่จะดูแลต้นไม้ให้เติบโตต่อไป
"เราเห็นเยอะ เรื่องต้นไม้ มีคนปลูก ไม่มีคนดูแล เราไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น เมื่อเราปลูกเราก็ต้องดูแล เราจะกลับไปดูว่ามันเป็นยังไง ตายมั้ย ต้องซ่อมหรือเปล่า เราต้องดูว่าปลูกแล้วไม่โดนตัด ปลูกแล้วมีน้ำเพียงพอ เราเลือกปลูกรอบคูเมืองเพราะมีน้ำ เราปลูกต้นยาง อินทนิล ปลูกซ่อมแซมที่มันตาย เน้นการปลูกกล้า ไม่ล้อมไม้มา เพราะเรารู้สึกว่าไม้ล้อมมันเหมือนคนพิการที่ต้องมีไม้ค้ำตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราจะปลูกจากกล้าน้อยๆ ให้มันค่อยๆ เติบโตอย่างแข็งแรง"
ไม่เพียงแค่กลางวันเท่านั้นที่อาสาสมัครสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทำงาน ตกกลางคืนที่มีเวลาว่าง พวกเขาก็จะพก "ค้อน" แล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกไปปฏิบัติการ "ถอนตะปู" ที่ฝังอยู่บนต้นไม้ทั่วเมือง
"ถอนตะปู เป็นกิจกรรมที่แอบทำ(หัวเราะ) คือเราได้ความรู้จากอาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย ที่เป็นหมอต้นไม้ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ว่า ตะปูทำให้เกิดโรคได้ พวกเราก็มีความคิดว่าจะช่วยต้นไม้ กลางคืนว่างๆ เราก็เลยจะพกค้อน แล้วพากันตระเวนไปถอนตะปูตามต้นไม้ต่างๆ เป็นกิจกรรมถอนตะปู ปลดป้าย
บางทีตะปูมันโดนเนื้อไม้ห่อจนเกือบจะมิดอยู่แล้ว ซึ่งถ้าปล่อยไปต้นไม้มันก็จะเป็นโรค ต้นไม้บางต้นไม่ได้โตมาก แต่ป้ายเต็มเลย เราก็ถอนออกแล้วก็วางป้ายไว้ที่โคนต้น บางทีกลับไปดู เขาเอากลับมาติดอีกแล้ว งานแบบนี้มันถึงเป็นงานที่ไม่มีวันจบ แต่การที่เราไปถอนตะปูก็เป็นการแอคชั่นแบบหนึ่ง เพื่อให้คนมองว่า สิ่งที่เราทำมันเป็นเรื่องเล็กก็จริง แต่มันส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นเรื่องใหญ่นั่นแหละ"
เขียว "ภูมิใจ"
เล่าถึงกิจกรรมถอนตะปูแล้วทำเอาสาวน้อยสมาชิกคนล่าสุดอย่าง รุ่ง-ขนิษฐา พิลากุล เสียงอ่อย เพราะเธอบอกว่ารู้สึกสงสารต้นไม้จับใจ แน่นอน เมื่อก่อนรุ่งเองก็ไม่เคยสนใจ และไม่คิดว่าต้นไม้จะตายได้เพียงแค่มีตะปูตัวเล็กๆ ตอกอยู่ตัวเดียว แต่พอมาเป็นอาสาสมัคร มีโอกาสได้ลองสังเกตต้นไม้ ความคิดทั้งหมดก็เปลี่ยนไปในพริบตา
"เขามีแผล เขาเจ็บปวด เขามีชีวิต เพียงแต่เขาพูดไม่ได้เท่านั้น" รุ่ง บอกเบาๆ ก่อนจะเล่าต่อว่า กิจกรรมถอนตะปูและดูแลซ่อมแซมต้นไม้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เธอคิดว่า ถ้าไม่ได้เข้ามาเป็น Green Ranger ก็จะไม่มีโอกาสได้รับความรู้ที่ดีแบบนี้แน่นอน
"ภูมิใจนะ เพราะเราเป็นเยาวชนที่มีโอกาสได้เข้ามาทำตรงจุดนี้เพื่อสังคม บางคนพูดถึง แต่ไม่เคยลงมือทำ เราได้ทำ ได้ช่วย ถึงจะเป็นคนเล็กๆ แต่ถ้าลงมือทำแล้ว มันก็จะช่วยคนอื่นๆ ได้"
พี่ใหญ่ในกลุ่ม Green Ranger อย่างยูร เล่าต่อถึงกิจกรรมซ่อมต้นไม้ที่ได้รับความรู้มาจากหมอต้นไม้ว่า เป็นการต่อชะตาให้ทุกชีวิต เพราะไม่เพียงแค่ต้นไม้ดำรงอยู่ แต่หัวใจของเจ้าของต้นไม้และคนในชุมชน ก็ชุ่มชื่นขึ้นด้วย
"บางทีก็มีคนมาแจ้งว่าต้นไม้ไม่ไหวแล้วนะ หรือไม้จะล้มแล้วนะ ขอให้เราเข้าไปดูอาการ ไปซ่อมต้นไม้ ก็ภูมิใจนะ อย่างที่ภูมิใจมากๆ คือต้นมะเฟืองที่อยู่ในชุมชนหนึ่ง อายุ 70-80 ปีแล้ว ทางชุมชนแจ้งมาว่า หน้าฝนมันจะชอบมีแมงเม่าบินออกมาจากต้นมะเฟือง เราเลยไปปรึกษาอาจารย์บรรจง แล้วก็มารักษาจนแผลหาย คือต้นไม้มันมีคุณค่าทางจิตใจ บางต้นมีประวัติศาสตร์ร่วมกับชุมชน ซึ่งเราต้องการให้คนในพื้นที่เห็นคุณค่า การที่เขามาบอกให้เราช่วยดูแลหน่อย นั่นแหละที่ทำให้เรารู้สึกว่า เขาเห็นความสำคัญของต้นไม้แล้ว เราภูมิใจตรงนี้"
ยูรอาจยิ้มได้ง่ายๆ เพียงแค่เห็นคนอื่นเข้าใจต้นไม้ แต่สำหรับ ธนาวัน เพลินทรัพย์ หรือ อ๋อง เขาหัวเราะสะใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของตัวเอง และนั่นก็ทำให้เขาภูมิใจที่สุด
"ตอนแรกอ๋องเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรพวกนี้เลยนะ เห็นต้นไม้ก็เคยหัก ถีบ เผา ห้าวๆ สนุกไปเรื่อย จนประมาณปีที่แล้วมาเป็นอาสาสมัครให้พี่ยูร ก็ทำไปเรื่อยๆ ทำไปทำมาก็ไม่รู้ว่าพฤติกรรมตัวเองเปลี่ยนไปได้ไง สงสัยจะโดนกล่อมโดนหลอกมาก(หัวเราะ)
คือมันเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองไปเลย จากที่อ๋องเที่ยวเกือบทุกคืน เที่ยวหนัก ดื่มหนัก กลับมาบางทีตี 4-5 บางทีก็ 9-10 โมง แล้วเราก็มาทำงานด้านสิ่งแวดล้อมต่อ ซึ่งการทำงานตรงนี้มันต้องทำงานกับกลุ่มคน ชุมชน และเด็ก บางทีทำงานกับเด็กแต่ตัวเรายังมีกลิ่นเหล้าอยู่เลย มันไม่ควรมั้ย เราก็ถามตัวเอง ในเมื่อเราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เรายังเป็นแบบนี้ เราจะไปบอกใครเขาได้ จากนั้นชีวิตอ๋องก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง"
เยาวชนอาสาที่เคยร่ำสุราไม่ต่างจากน้ำกลายมาเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมชั้นดี ปลูกผักอินทรีย์กินเอง แล้วยังขยายพื้นที่ไปในหมู่บ้านของตัวเองที่จังหวัดแพร่ด้วย
"ในหมู่บ้านของผมทุกคนจะบ่นว่า ได้สตางค์มาก็เอาไปจ่ายเป็นค่าปุ๋ยหมด ผมก็เลยพยายามไปทำให้เขาเห็น ทำแปลงผัก ปลูกผักกินเอง ทำสวนเล็กๆ เพราะชาวบ้านเขาจะเปลี่ยนความคิดยาก ถ้าเราไม่ทำให้ดูเขาจะไม่เห็นภาพ เราก็ไปทำให้ดู ชาวบ้านเขาก็เริ่มเปลี่ยน"
ก่อนจะเปลี่ยนคนอื่น อ๋องบอกว่า ต้องเปลี่ยนตัวเองเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็อย่าไปสอนใครเขา ซึ่งวันนี้อ๋องเองทำได้แล้ว เหลือแต่ "พวกคุณ" นั่นแหละว่าจะเปลี่ยนหรือเปล่า
และนี่ก็คือ Green Ranger กลุ่มคนที่พร้อมจัดการกับสิ่งแวดล้อมได้ทันที หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเท่ๆ ซึ่งยูรเองก็ยอมรับว่า มันเท่จริง และทุกคนสามารถเปลี่ยนตัวเองให้เท่แบบ "พวกเขา" ได้ เพียงแค่ออกมาปฏิติการ "พวกคุณ" ก็จะเป็น Green Ranger ที่เท่ที่สุดคนหนึ่ง เช่นกัน







