วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศิลปะ คารวะมวลมหาประชาชน

การรวมตัวของศิลปินที่มีชื่อเสียงของประเทศกว่า 40 คน ถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์การชุมนุมของมวลมหาประชาชนผ่านการงานศิลปะ

ภาพเหมือน สุเทพ เทือกสุบรรณ ชูกำปั้นสู้..สู้ ห้อมล้อมด้วยช่างภาพและประชาชน โดยมีจุดหมายปลายทางคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นผลงานภาพเขียนสีอะคริลิกของ วัฒนา พูลเจริญ ศิลปินอิสระ อดีตคนโฆษณาที่สะท้อนภาพปรากฏการณ์ของมวลมหาประชาชนได้อย่างมีพลังและชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อมาจัดแสดง ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันเสาร์ก่อนอำลาเวทีราชดำเนิน


“ศิลปะคารวะประชาธรรม” เป็นการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินที่มีชื่อเสียงของประเทศกว่า 40 คน ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อมาถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์การชุมนุมของประชาชนผ่านผลงานศิลปะ และบทกวี

จัดแสดงให้ชมกันในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2557 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และนำมาจัดแสดงให้ชมกันอีกครั้งที่ ดีโอบี แกลลอรี หัวลำโพง ระหว่างวันที่ 15 - 31 มกราคม ศกนี้ โดยรายได้จากการจำหน่ายผลงานทุกชิ้นโดยไม่หักค่าใช้จ่าย นำไปสมทบ”กองทุนเพื่อเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุม”

ศิลปิน กับการชุมนุม
ถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินชั้นเยี่ยม กล่าวถึงที่มาของการรวมตัวครั้งนี้ว่าเกิดจาก หงส์จร เสน่ห์งามเจริญ ที่ต้องการเชิญชวนศิลปินให้มาร่วมแสดงออกทางศิลปะในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง

“โดยระบบการจัดแสดงงานศิลปะนั้น ศิลปินต้องใช้เวลาในการเตรียมงานอย่างน้อย 2 ปี แต่นี่มีเวลาเพียง 10 วัน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงได้มาประชุมหารือกันในกลุ่มศิลปินได้ข้อสรุปว่า ขนาดของเฟรมที่ใช้ในการวาดรูปต้องเท่ากัน (70X 90 ซ.ม.) ระยะเวลาในการทำงานต้องเสร็จภายในวันเดียว หรือ ให้ศิลปินเขียนรูปมาจากที่บ้านแล้วนำมาส่งในวันนั้น

สุดท้ายสรุปว่าจัดเป็นเวิร์คช้อป คือ ให้ศิลปินมาวาดรูปกันสดๆ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันเด็ก เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เห็นการทำงานของศิลปินด้วย ผลงานที่เสร็จแล้วเปิดโอกาสให้จับจองนำรายได้มอบให้กับกองทุนเพื่อเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุม”

ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
วัฒนา พูลเจริญ เจ้าของภาพวาดลุงกำนันที่เขาตั้งชื่อว่า ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง กล่าวถึงเบื้องหลังของภาพเขียนที่เต็มไปด้วยพลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มาตั้งอยู่ ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


“เริ่มต้นจากการที่ผมเป็นหนึ่งในมวลมหาประชาชน ได้เดินไปกับลุงกำนันหลายครั้งๆ ที่เดินไปสีลม ผ่านเยาวราช มีผู้คนออกมาต้อนรับกันเซ็งแซ่ กว่าจะกลับมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็เป็นเวลาเย็น

ผมจึงเขียนรูปคุณสุเทพชูกำปั้น ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ โดยเอามาแมตช์กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อสื่อให้เห็นว่าเราจะปฏิรูป โดยมีธงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์แทนประชาชนคนไทยที่ออกมาร่วมกันโดยมีคุณสุเทพเป็นผู้นำ”

ท่ามกลางบรรยากาศของแสง สี และฝีแปรงที่เต็มไปด้วยความเร้าใจและเต็มไปด้วยพลัง ภาพนี้จึงเป็นหนึ่งในผลงานที่ผู้ชมจับใจและได้รับการประมูลไปในวันแรกที่จัดแสดง

แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียวกัน
“ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จึงจะค่อยๆ เห็นภาพที่ชัดเจน” จิตต์สิงห์ สมบุญ ศิลปินและดีไซเนอร์ชั้นนำ กล่าวถึงผลงาน THAILAND ภาพเขียนสีอะคริลิกที่เกิดจากการใช้เทคนิคเทปกาวปิดทับ แล้วค่อยๆ บรรจงลอกออกทีละเส้นๆ ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเห็นเส้นต่างๆ ที่มารวมกันเป็นคำว่า THAILAND


“คนเราคิดต่างกันได้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่เรามาร่วมกันสร้างชาติได้ ผมจึงนำเส้นตั้ง เส้นนอน เส้นเฉียง เส้นสั้น เส้นยาว มาต่อประสานกัน จะเห็นได้ว่ามีเส้นที่ขัดกันบ้าง แย้งกันบ้าง แต่เมื่อนำมาประสานกันแล้วก็เป็นคำว่า THAILAND

ขณะที่ทำเด็กๆ ก็มาถาม มาดู ว่าทำไมเทปแกะยากจัง ผมก็ตอบว่า ต้องยากสิเพราะว่ากว่าจะเป็นประเทศไทยไม่ง่ายนะ เด็กก็บอกว่างั้นหนูช่วย ผมก็ได้ทีเลยคุยกันว่า กว่าจะมาเป็นประเทศไทยเรานั้นมันยากนะ” จิตต์สิงห์ เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานที่ได้เด็กๆ มาช่วยขณะเดียวกันก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

“ศิลปะมาช่วยพูดแทนเรา เพราะเราไม่ใช่นักพูด แต่เราเป็นนักพูดผ่านรูปแบบศิลปะแขนงหนึ่ง สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ ตอนนี้เราต้องเลือกแล้วว่าคุณจะทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศดำเนินต่อไปเพื่อรุ่นลูกหลาน รุ่นเรา คือ ช่วงเวลาจองการเปลี่ยนแปลง เราไม่รู้คำตอบตอนนี้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แค่เลือกทำในสิ่งที่คิด” จิตต์สิงห์ ทิ้งท้าย

ลมประชาธิปไตย
จากความรู้สึกตั้งแต่เริ่มต้นมาทำกิจกรรมทางศิลปะที่เวทีราชดำเนิน อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินและคณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกกับเราว่ารู้สึกได้ถึงพลังของความเคลื่อนไหว

"มองเห็นการขับเคลื่อน เหมือนกับลม ที่พัดโหมเข้ามา" จึงเป็นที่มาของ ลมประชาธิปไตย ภาพเขียนสีอะคริลิกที่ผู้ชมสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังขับเคลื่อนอย่างมีความหวัง


ในมุมมองของคนทำงานศิลปะที่ออกมาแสดงภาษาศิลป์สะท้อนการเมืองนั้น อาจารย์กล่าวว่า " ในทุกๆ ครั้งมันมีมูฟเม้นท์ของมันอยู่ ครั้งนี้เห็นชัดเจน มีบทบาทมากขึ้น เพราะว่าประเด็นปัญหา ต้นตอของปัญหาที่ทุกคนมองเห็นร่วมกัน ทุกคนจึงออกมา เราอยู่ในกลุ่มที่ต่อต้านได้รับแรงเสียดทานพอสมควร ในตอนเริ่มต้นอาจรู้สึกไม่มาก มันเริ่มขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดมิติที่น่าสนใจ คือ การทำให้เวทีปฏิรูปเป็นเวทีของประชาชนโดยแท้จริง ซึ่งเราในฐานะคนทำงานศิลปะได้แสดงภาษาของศิลปะสื่อออกไปในเวทีนี้ด้วย"

กำนันกู้ชาติ
ผลงานของ เสนีย์ แช่มเดช ที่ให้ชื่อว่า กำนันกู้ชาติ นั่นเป็นเพราะว่า"ตอนนี้กำนันได้รวมคนทั้งประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ใต้ธงชาติ คือ คลื่นมหาชน เราแทนค่าด้วย 3 สี แดง ขาว น้ำเงิน ส่วนสีเหลือง คือ พระราชา เรากู้ชาติเพื่อให้มีระบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นนามธรรมเป็นความรู้สึกที่เรามีส่วนร่วม


ภาพนี้วาดด้วยสีอะคริลิก เราไม่ได้เขียนภาพเหมือนซะทีเดียว เราเขียนอารมณ์ที่เหมือนกับสายน้ำของผู้คนที่มาช่วยกันกอบกู้บ้านเมืองกับกำนันสุเทพ"

คารวะมวลมหาประชาชน
ปกติเขียนแต่รูปขนาดหลายเมตร วันนี้มาเขียนรูปขนาดไม่ถึงเมตรในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ดอกลั่นทมของ เอกชัย ลวดสูงเนิน ก็เบ่งบานอยู่บนผืนผ้าใบเคียงคู่กับธงชาติไทย


"เขียนดอกลั่นทม เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนเราอยู่แล้ว ลั่นทมหมายถึง ลานโทม คือ การบูชา โดยคอนเซปต์ของงานคือ ต้องการคารวะต่อพลังของมวลมหาประชาชน ยกย่องเชิดชูเขา โดยมีธงชาติปลิวเหมือนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในตอนนี้ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนไปแล้ว"

อย่าเข้าใจผิดว่าลั่นทมเป็น ดอกไม้แทนความโศกเศร้า ศิลปินบอกว่า

"ลั่นทม ในที่นี้หมายถึงการตื่นรู้ ดอกไม้ของการเบิกบาน เป็นดอกไม้ที่ใช้บูชาพระพุทธเจ้า พระอิศวร พระศิวะ ดอกไม้สำหรับบูชาสิ่งดีงาม

คำว่า 'ลานโทม' คือ 'การบูชา' ลั่นทมชื่อนี้ ใช้บูชามวลมหาประชาชนในการที่เสียสละออกมาต่อสู้ ทวงคืนความยุติธรรม ต่อสู้กบระบบทักษิณ เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ ในฐานะศิลปินได้เห็นในน้ำจิตน้ำใจนั้น เราเลยนำภาพเขียนมาเป็นตัววันทา เชิดชูเขา เลยใช้สัญลักษณ์ลั่นทมเป็นตัววันทา ยกย่องเชิดชู

ศิลปะคือความดีงาม
ธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2553 กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า "เราได้แสดงความรู้สึกที่ตัวเรามีต่อมมวลมหาประชาชน ศรัทธาต่อการปฏิรูปประเทศไทย เรายินดีช่วยเหลือเพราะเราเรียนทางศิลปะ เราทำในทางที่เราช่วยได้ นี่คือ โอกาส


ศิลปะอยู่ในหัวใจเรา ความรู้สึกรักประเทศชาติอยู่นอกเหนืองานศิลปะ ศิลปะเป็นชีวิตจิตใจของเรา ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศชาติของเรามีเสน่ห์ใครมาพบเห็นประเทศแล้วรู้สึกชื่นตาชื่นใจ มีความสวยงาม

เราผู้เป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ กิน อยู่ รู้สึก ถึงความดีงาม เพราะศิลปะคือความงาม ความดีคือความงาม เพราะงั้นใจเราต้องอยู่ในความดีงาม เราต้องยึดมั่นในความดีงาม ในที่นี้ มวลมหาประชาชนเป็นคนดี ตั้งใจทำดี เรายิ่งช่วยสนับสนุนความดีให้เจริญงอกงามต่อไป"


อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปให้ดีที่สุด นับเป็นการส่งเสริมความดีทางหนึ่ง

ณ ราชดำเนิน
ทินกร กาษรสุวรรณ หัวหน้าภาควิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงภาพเขียนกึ่งนามธรรมชวนให้ใช้จินตนาการในการขบคิด ที่มีชื่อว่า ณ ราชดำเนิน ว่าเกิดมาจากภาพของประชาชนจากทุกภูมิภาคที่มารวมตัวกัน ณ ราชดำเนินแห่งนี้

“มีผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนชรา ผมใช้ self-portrait มาเป็นสื่อโดยการนำเอาส่วนของดวงตา มือ มารวมกันเป็นหนึ่ง โดยมีภาพของธงชาติ หมายถึงมวลมหาประชาชนที่ใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้
โดยมีบ้านหลังหนึ่งอยู่ตรงกลางบ้าน เหมือนกับว่าทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ต่างคนต่างก็จากบ้านมา แต่มารวมกันเพื่อปกป้องบ้านหลังหนึ่งซึ่งนั่นก็คือ ประเทศไทยของเรานั่นเอง

นอกจากผลงานชิ้นนี้ อ.ทินกร ยังได้ออกแบบภาพเขียนสำหรับสกรีนบนเสื้อยืด เปิดโอกาสให้ประชาชนนำเสื้อมาเอง โดยทางนักศึกษาและอาจารย์แผนกภาพพิมพ์ จะพิมพ์ลายให้บนเสื้อยืดสำหรับสวมใส่ในวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา
เป็นผลงานที่มีแนวคิดเดียวกันกับภาพ ณ ราชดำเนิน หากมีลายเส้นที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใบหน้าคนที่มุ่งไปข้างหน้า คือ มวลมหาประชาชนที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า โดยมีสัญลักษณ์ของลมแทนเสียงของนกหวีดที่เป่าออกไป
เริ่มรับสกรีนเสื้อกันในช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม กว่าจะสิ้นสุดในเวลา 03.00 น.เป็นงานที่อาจารย์กล่าวว่าทั้งเหนื่อย สนุก ทว่ามีความสุขมากกว่า

บ้าน : ดอกไม้บาน
ปริญญา ตันติสุข ศิลปินและอาจารย์ที่เหล่าลูกศิษย์ต่างให้ความเคารพ กล่าวถึงภาพเขียน บ้าน : ดอกไม้บาน ที่เขียนขึ้นในครั้งนี้ว่าเป็นงานที่สืบเนื่องมาจากผลงานปัจจุบันที่กำลังทำเรื่อง “บ้าน”


หาก บ้าน : ดอกไม้บาน ได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีและบทเพลง “ดอกไม้จะบาน” ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา

“บ้านในคราวนี้จึงเป็น บ้านเมือง จากบทเพลงของคุณจิระนันท์ ทำให้เกิดความหวังขึ้นในชาติ ผมจึงเลือกที่จะสื่อถึงความสงบสุข ด้วยสีที่สะอาด ผ่องใส และเกิดความหวัง ซึ่งผมหวังว่าบ้านเมืองเราจะเปลี่ยนไปอย่างนั้นนะครับ”
บ้านหลังเล็กๆ เรียบๆ ง่ายๆ ที่มีดอกไม้บานอยู่กลางใจบ้าน เป็นอีกหนึ่งของภาษาศิลป์ที่กินใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ขจัดอำนาจมืด
พรรษา พุทธรักษา ถ่ายทอดความรู้สึกของเขาผ่านผลงานวาดเส้นที่อัดแน่นไปด้วยรายละเอียด ซึ่งเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆจะพบว่าภายในรูปอุ้งมือที่กำลังขยุ้มสัตว์ร้ายอยู่นั้นประกอบไปด้วยประชาชนตัวเล็กๆจำนวนมากมายเกินคณานับ

“ผมนึกถึงจำนวนประชาชนที่ออกมา ผมจึงเขียนภาพคนตัวเล็กๆที่มารวมกันเป็นมวลมหาประชาชน ในโครงสร้างของมือ เปรียบเทียบเหมือนพลังที่มาขจัดความชั่วร้าย

ส่วนความชั่วร้ายแทนภาพด้วยสัตว์ร้ายลักษณะคล้ายงู ซึ่งในรายละเอียดจะเป็นรูปเกล็ดของงู

ดูเผินๆจะมองเหมือนเป็นลวดลายที่คละกัน หากโดยนัยแล้วพูดถึงอำนาจที่มาพร้อมกับคนดี ที่พากันมาขจัดความชั่วร้ายออกไป

ก้อนหินและดอกบัว
ภาพลุงกำนันตัวจิ๋ว ยืนเคียงก้อนหินขนาดมหึมา เป็นอีกภาพหนึ่งที่บ่งบอกถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของสุเทพ เทือกสุบรรณ ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี


ธีรวัฒน์ งามเชื้อชิต บอกกับเราว่า “กำนันสุเทพ นำพามวลมหาประชาชนปีนไปสู่ภาระอันยิ่งใหญ่ สำคัญ เป็นความยากลำบากที่เจ้าตัวต้องอาศัยความเสียสละ ความสามารถ และอดทนไม่น้อยเลย”


คือที่มาของ พันธะอันยิ่งใหญ่ ในขณะที่ คงศักดิ์ กุลกลางดอน เลือกที่จะใช้ “ดอกบัว” แทนความหมายของสันติภาพ

“เขียนรูปดอกบัวที่มีแสงสว่างในตัวเอง โดยใช้ลายน้ำล้อมอยู่รอบนอก เหมือนไม่มีน้ำเลี้ยงแต่ดอกบัวก็ยังอยู่ได้ ด้วยแสงของตัวเองในที่นี่ คือความดีงามของผู้คนที่มาชุมนุมกันอย่างสงบ”


ทั้งหมดนี้คือ ความในใจของศิลปินที่สื่อผ่านงานศิลปะเพื่อคารวะมวลมหาประชาชน

หมายเหตุ : ชมภาพมากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น 'กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ' คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk