ถ้าท่านผู้อ่านเคยเข้าไปอยู่ในสถานที่หนึ่งในช่วงของการมีความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ บรรยากาศของการเฉลิมฉลอง
ท่านจะรับรู้ได้ถึงความสุขเหล่านั้นได้ไม่ยาก ผมรับรู้ถึงบรรยากาศอย่างนั้นมาแล้วที่บรรยากาศวันแห่ดาว ที่ บ.ท่าแร่ สกลนคร ในช่วงวันคริสต์มาสที่ผ่านมา
เหตุที่ที่นี่เฉลิมฉลองวันคริสต์มาสกับเขาด้วยนั้น เป็นเพราะที่บ้านท่าแร่นี้เป็นกลุ่มก้อนคนที่นับถือศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งพัฒนาการมาจากชาวเวียดนามที่นับถือศาสนาคริสตศาสนาอพยพเข้ามาในเมื่อ 130 ปีก่อน
เดิมก็ไปตั้งชุมชนอยู่ในเมืองสกลนคร ดำเนินชีวิตไปตามปกติ แต่ก็มีการขยับขยายจำนวนที่เพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา ถ้าใครติดตามการเมืองไทยในอดีต จะเห็นว่าในช่วงหนึ่งคนที่นับถือศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะในภาคอีสาน จะถูกหวาดระแวงอย่างมาก ถูกบีบบังคับอย่างหนักอันเป็นผลมาจากความหวาดระแวงผู้คนที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นชาวคริสต์ในสกลนครก็ได้รับผลกระทบ จึงต้องอพยพหาถิ่นที่อยู่กันใหม่ โดยอาศัยเรือข้ามหนองหาน จนกระทั่งเรือของชาวคริสต์มาขึ้นบกที่ท่าแร่ อีกด้านหนึ่งของหนองหาน ก็เลยลงหลักปักฐาน สร้างเป็นชุมชนของชาวคริสต์ขึ้นที่นั่น
ต่อมาก็ยังคงมีชาวเวียตนามที่นับถือศาสนาคริสต์ถูกบีบคั้นจากในประเทศเวียดนามอพยพมาสมทบและเข้ามารวมกันอยู่ที่ท่าแร่นี้ เมื่อการเมืองที่ผูกโยงกับศาสนาผ่อนคลายลง ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีแต่ละรัชกาลต่อเนื่องมา ชาวคริสต์ท่าแร่จึงอยู่อย่างสงบสุข สร้างสังคมบ้านท่าแร่มาจนกลายเป็นชุมชนคริสต์ศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี่เอง
ความเป็นเอกอุของบ้านท่าแร่ เริ่มจากผังเมืองหรือผังชุมชนที่ดูเป็นระเบียบ ย่านที่เคยเป็นย่านค้าขายเดิม ซึ่งอยู่ติดกับหนองหานนั้นมีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่โดดเด่น อาคารทรงสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมกับเวียดนามที่เราเห็นคุ้นตาที่ฮานอย ติดมากับช่างชาวเวียดนามมาปรากฏเด่นอยู่บนถนนสายนี้ อาคารบางหลังดูเหมือนเป็นร้านค้าและที่อยู่อาศัยด้วย ข้าวของเครื่องใช้การตกแต่งที่ย้อนยุค ยิ่งเมื่อได้มีโอกาสเดินขึ้นไปชั้นบนของอาคารเก่าบางหลังด้วยแล้วเหมือนเราเป็นเจ้าบ้านเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว ราวกับว่าเราหลุดหลงไปในยุคเก่าหรือเป็นตัวแสดงในฉากหนังพีเรียดโดยไม่รู้ตัว
เสียดายที่ปัจจุบันอาคารหลายหลังชำรุดทรุดโทรม ไม่มีการอยู่อาศัยจริง บ้านเรือนพอไม่อยู่อาศัยก็จะโทรมลงเรื่อยๆ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับทายาทเจ้าของตึกเก่าที่ท่าแร่บางหลัง บอกว่าไปสร้างบ้านอยู่อาศัยจริงๆ บริเวณอื่น ส่วนตึกเก่านี้ทางเทศบาลกำลังจะขอซื้อ เพื่อนำมาทำเป็นถนนสายวัฒนธรรม เพราะตึกแถวเก่าแก่เหล่านี้สร้างติดกับหนองหาน เป็นย่านค้าขายเก่าที่เรือสินค้าจากสกลนครข้ามหนองหานมาที่นี่ ผมยังจินตนาการว่าจากมุมมองทางหนองหานเข้ามาที่ท่าแร่จะแลเห็นตึกโบราณเหล่านี้เรียงรายท่ามกลางแสงอุ่นๆ ยามเช้างามสักเพียงใด
แต่จินตนาการผมกลับเป็นได้จริงในคืนวันที่ 24 ธันวาคม ก่อนคืนวันคริสต์มาส เพราะทางเทศบาลท่าแร่ เขาจัดประเพณีแห่ดาวขึ้นในช่วงเดียวกันกับการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส โดยมากจะจัดทั้งคืนวันที่ 24 และ 25 ธันวาคม สำหรับชาวคริสต์นั้น วันคริสต์มาสเป็นดั่งวันสมภพของพระเยซู จึงเป็นช่วงบรรยากาศการเฉลิมฉลองดังกล่าว
บ้านท่าแร่นั้นห่างจากตัวเมืองไม่มาก อยู่ระหว่างนครพนมและสกลนคร ถ้าไม่มีเทศกาลอะไรก็เป็นหมู่บ้านในชนบทธรรมดา หากแต่ถ้าเป็นในคืนวันช่วงเทศกาลแห่ดาว วันคริสต์มาส เราจะรับรู้ได้ถึงความรื่นรมย์และความสุขต่างๆ เริ่มจากบ้านเรือนที่มีการตกแต่งไฟอย่างสวยงาม เป็นรูปดาว รูปต้นคริสต์มาส ญาติพี่น้องที่ไปอยู่ต่างถิ่นมาพบเจอกัน ทานอาหารกันในบ้านอย่างสำราญ ใครเดินผ่านไปมาจะเห็นแต่รอยยิ้มและคำเชิญชวน ความสุขอวลอยู่แทบทุกอณูในความเป็นบ้านท่าแร่วันนั้น
ถนนสายวัฒนธรรมที่ยาวร่วม 300 เมตร ทางเทศบาลท่าแร่เขาพยายามตกแต่งอาคารเก่าเหล่านั้นด้วยแสงไฟและเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชม โดยศูนย์กลางการจัดงานจะมาอยู่ที่โบสถ์บ้านท่าแร่ ที่สร้างคล้ายรูปหัวเรือ เพื่อจะให้ได้รำลึกว่าบรรพบุรุษเขาเดินทางมาทางเรือจากสกลนครมาขึ้นฝั่งที่นี่ โบสถ์ถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยดวงไฟน้อยใหญ่ ถนนสายวัฒนธรรมมีอะไรไม่มาก ทำคล้ายๆ เป็นถนนคนเดิน ร้านค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ของกิน ของใช้ เด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านมาร้องเพลง ผู้คนก็เดินเที่ยวชมไปมา แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผมกลับชมชอบถนนคนเดินหรือบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่เรียบง่ายแบบนี้ ไม่มีบรรยากาศของงานวัด เครื่องขยายเสียงไม่ต้องดังจนหนวกหู มาทำลายบรรยากาศการเดินชมอาคารเก่าแก่ต่างๆ เปล่าๆ
สิ่งสำคัญในงานคือการแห่ดาวก็เป็นการทำโคมไฟธรรมดานี่แหละ ให้เป็นรูปดาว จะดาวเป็นแฉก ดาวรัศมีหรือดาวอะไรก็ได้ ให้ดูแล้วรู้ว่าเป็นดาวก็พอ ผมสอบถามคุณพ่อ วีระเดช ใจเสรี แห่งอาสนวิหารอัครเทวดามิคาแอลหรือโบสถ์ท่าแร่ ท่านกรุณาให้ความกระจ่างว่าเรื่องนี้ มีบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ คือในวันที่พระเยซูกำเนิดนั้น ปรากฏดาวดวงเด่นสุกปลั่งบนท้องฟ้า ซึ่งทำให้มีโหราจารย์ 3 คนเห็นเป็นนิมิตหมายที่ดีและรู้ว่ามหาศาสดาองค์หนึ่งอุบัติขึ้นมาบนโลกแล้ว และดวงดาวนี้ได้นำทางโหราจารย์เหล่านั้นมาจนพบพระเยซูจนได้
เพราะเหตุนี้ ในคืนวันเฉลิมฉลองคริสต์มาส ศาสนิกชนจึงสร้างดาวขึ้นมาแล้วนำพาหรือแห่ดาวนั้นเหมือนดั่งดวงดาวได้เป็นเครื่องนำพามาสู่ศาสนานั่นเอง ทั้งดาวยังเป็นดั่งตัวแทนของความดีงามที่อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้
เขาจะมีทั้งแห่ดาวเล็ก หรือดาวมือถือ ก็เหมือนโคมรูปดาวนี่ละครับ ข้างในก็ห้อยเทียนเล็กๆ มายุคสมัยนี้ก็ทำเป็นดวงไฟเล็กๆ ข้างในแทนในคืนวันคริสต์มาสจะมีการถือโคมดาวเล็กนี้เดินรอบโบสถ์ก่อนเข้าไปทำพิธีมิสซาภายใน ก็เหมือนพุทธศาสนิกชนเวียนเทียนนี่ละครับ แต่เขาเดินทวนเข็มนาฬิกาแค่นั้นเองแล้วถึงจะมีพิธีกรรมในโบสถ์
นอกจากนั้นในคืนก่อนวันคริสต์มาส เขาจะมีการแห่ดาวใหญ่ ก็เหมือนดาวเล็ก แต่มีการตกแต่งดาวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น วิลิศมาหรามากขึ้น ตั้งอยู่บนรถยนต์ เขาก็จะแห่ไปบนถนนสายวัฒนธรรมนี่เอง บนรถก็จะมีซานตาคลอส โยนทอฟฟี่ลงมาเป็นการให้ของขวัญ ผู้คนก็จะแย่งเก็บทอฟฟี่กัน จริงๆ เขาไม่ได้อยากได้ทอฟฟี่หรอกครับ แต่การได้ทอฟฟี่ที่หว่านโปรยมาจากมือของซานตา เป็นเครื่องหมายของความโชคดีในปีต่อไป เราจึงเห็นทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่แย่งเก็บทอฟฟี่กันด้วยความสนุกสนาน นอกจากที่บ้านท่าแร่จะมีแห่ดาวใหญ่แล้ว ในตัวเมืองสกลนครเองก็มีด้วยเช่นกัน แต่จะแห่ดาวใหญ่เพียงอย่างเดียวในคืนวันคริสต์มาสเท่านั้น
ดินแดนแห่งความสุข ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะในช่วงปลายปีจึงมีให้เราได้สัมผัสกันที่ท่าแร่ สกลนคร ช่วงคริสต์มาสในทุกๆ ปี สำหรับพี่น้องชาวไทยทั้งหมด ผมหวังว่าปี 2557 นี้ หลังจากเรื่องเลวร้ายผ่านไปแล้ว เราจะได้พบสังคมใหม่ กฎกติกาแบบใหม่ สังคมที่เราช่วยกันสร้างขึ้น จะทำให้บ้านเราเป็นดินแดนแห่งความสุขเสียที
--------------
(มิตรสหายนักวิ่งส่งข่าวมาบอกว่า วันที่ 16 ก.พ.นี้ สมาคมกีฬาจังหวัดสมุทรสาคร และ อบต.พันท้ายนรสิงก์จะจัดวิ่งมินิฮาฟมาราธอนที่วัดพันท้ายนรสิงห์ เพื่อรณรงค์ไม่ใช้ภาชนะจากกล่องโฟม และเชิญชวนให้กลับมาใช้จานชามที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขอเชิญร่วมวิ่งเพื่อสิ่งแวดล้อมกันครับ)


