อนันต์ ลือประดิษฐ์ เขียนถึงผลงานใหม่ของ Sunny Trio and the Vox
ผมยังจำปฏิกิริยาของผู้ชมหลายพันชีวิตในงานเทศกาลแจ๊สเพื่อการเรียนรู้ (Thailand International Jazz Conference - TIJC) ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เมื่อต้นปี 2013 ได้ดี เพราะทันทีที่ “ซันนี ทริโอ แอนด์ เดอะ ว็อกซ์” ขึ้นเวที สุ้มเสียงของพวกเขาและเธอ ได้กลายเป็นไฮไลท์ที่อยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงในบัดดล
ด้วยแนวคิดในการทำงานที่ชัดเจน กับการนำเสนอที่สร้างความแตกต่าง ผนวกรวมกับการเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้เสพ ที่มีความลงตัวในพื้นที่อย่างพอเหมาะ องค์ประกอบเหล่านี้ยังเป็นประเด็นสำคัญเสมอ สำหรับความสำเร็จของวงการศิลปะ ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน
การทำงานของ ซันนี ทริโอ แอนด์ เดอะ ว็อกซ์ (Sunny Trio and the Vox) ที่เดินเข้าห้องอัด “ครีเอทีฟ มิวสิค สตูดิโอ” กลางปีที่ผ่านมา แล้วคลี่คลายมาเป็นอัลบั้มเต็มรูปแบบในวันนี้ก็เช่นกัน พลังในการสร้างสรรค์ของพวกเขาและเธอ ไม่เพียงเจิดจรัสในความสนใจของมิตรรักแฟนเพลงแจ๊ส (ซึ่งที่ผ่านมา - ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่า เป็นแวดวงเล็กๆ แคบๆ หรือเป็น Niche Market) เท่านั้น แต่ “โมเมนตัม” ของผลงานชุดนี้ยัง ”สวนทาง” ในอารมณ์ “เสียดสีเย้ยหยัน” ต่อสภาพความอับเฉาโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเพลงในบ้านเราอีกด้วย
(ขอนอกเรื่องสักนิด) ทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อนายทุนค่ายเพลงขนาดใหญ่ต่างหันเหความสนใจไปสู่ธุรกิจใหม่กันแล้ว โดยปล่อยให้วงการเพลงทิ้งร้าง ด้วยลมหายใจรวยริน กับการกินบุญเก่า และเลือกทำรายได้จากก้อนเพลงที่มีอยู่ ในแบบ “เหมาจ่าย” ดังนั้น จะทำอัลบัมเพิ่มกี่มากน้อย จะออกผลงานแปลกใหม่สร้างสรรค์เพียงใด “กรอบ” ของรายรับแบบ “เหมาจ่าย” ก็ยังเท่าเดิม เมื่อนายทุนที่มีจมูกไวในเรื่องเงิน ได้เรียนรู้ “สมการ” ธุรกิจแบบนี้เข้า เขาเลย “คุมกำเนิด” การออกผลงานเสีย หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือ “คุมต้นทุนการผลิต” เพื่อหวังกำไรสูงสุดนั่นเอง
โชคดีที่อย่างน้อย แหล่งชุมนุมของคนทำงานสร้างสรรค์เพลงยุคใหม่ มิได้ผูกติดอยู่บนถนนอโศกหรือถนนลาดพร้าวอีกต่อไปแล้ว วันนี้ ศูนย์กลางของการสร้างสรรค์งานเพลงได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ด้วยชุมชนของศิลปินใหญ่น้อยที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งแม้จะเป็นเงื่อนไขที่ไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว แต่นั่นย่อมหมายความว่านักฟังเพลงตัวจริงเองก็มีภารกิจ ที่จะต้องออกเดินทางแสวงหา ว่า “เพชรเม็ดงามแห่งยุคสมัย” อยู่ที่ไหนกันบ้าง
“ซันนี ทริโอ แอนด์ เดอะ ว็อกซ์” เป็นผลผลิตที่น่าสนใจในช่วงเวลาอันมืดดำนี้ แม้พวกเขาดูจะเป็นชื่อใหม่ในวงการเพลง แต่เอาเข้าจริงๆ เขาและเธอกลุ่มนี้จัดว่ามีรากฐานที่แน่นหนา และได้พิสูจน์ถึงความเอาจริงเอาจังในการหยัดยืนทำงานมาพอสมควร
ในส่วนของ ซันนี ทริโอ นั้น ประกอบด้วย ซัน รัตนะ วงศ์สรรเสริญ ในตำแหน่งเปียโน, ฮง ชนุตร์ เตชธนนันทน์ มือกลอง และ โอ๋ พรชาติ วิริยภาค ตำแหน่งเบส นอกจากจะมีบทบาทในฐานะนักดนตรีแล้ว พวกเขาทั้งสามยังเป็นอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกด้วย
ขณะที่ เดอะ ว็อกซ์ มาจากนักร้องรุ่นใหม่ที่ล้วนเป็นบัณฑิตจากรั้วตลิ่งชัน มศก. เช่นกัน ประกอบด้วย แบงค์ วัชระ กัณธุ์ยาภรณ์ นักร้องนำวงหรู ที่หลายคนคุ้นเคยกับเขาบนเวทีเดอะ วอยซ์ มาแล้ว เช่นเดียวกันกับ ฟางข้าว ณัชชา จิตตานนท์ และ ว่าน ระพีพรรณ ต่อศรี
ในอัลบั้ม “ซันนี ทริโอ แอนด์ เดอะ ว็อกซ์” มีเพลงเก่าและใหม่รวม 8 เพลง โดย 2 เพลงเป็น “ออริจิรัล คอมโพสิชั่น” จากฝีมือของ รัตนะ วงศ์สรรเสริญ ซึ่งเขาทำหน้าที่เรียบเรียงบทเพลงทั้งหมด ในรูปแบบของวงทริโอ ผนวกกับกลุ่มนักร้อง 3 ประสาน ที่ถ่ายทอดเสียงร้องในแบบ “อะแคปเปลลา” ภายใต้สำเนียง “บ็อพ”
แม้จะไม่ใช่ฟอร์แมทแปลกใหม่เสียทีเดียว แต่ก็จุดประกายให้เกิดสุ้มเสียงใหม่ๆ ในวงการเพลงบ้านเรา ที่ยังไม่เคยมีการนำเสนอผลงานในลักษณะนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการร้องเสียงประสานที่ให้ได้ “เท็กซ์เจอร์” ของ “คอร์ด” ที่ลื่นไหลราวใยไหม ภาคดนตรีที่ขับเคลื่อนอย่างทรงพลัง หรือจะเป็นการปล่อยให้นักร้องนักดนตรีแต่ละคนโซโล “บ็อพ ไลน์” ในพาร์ทของตัวเองอย่างจัดเจนในลีลา ด้วยไอเดียของการเรียบเรียงที่ฉีกกรอบ แหวกแนว มีเซอร์ไพรส์เป็นระยะๆ เหนือความคาดหมาย จึงสร้างความสดใหม่ในการเสพฟังไม่น้อย
เริ่มต้นด้วย I Mean You บทประพันธ์คลาสสิกของ ธีโลเนียส มังค์ นักเปียโนเจ้าของฉายา “เจ้าคณะแห่งบีบ็อพ” ซึ่งต่อมา จอน เฮนดริกส์ นักร้องบ็อพรุ่นตำนาน เป็นผู้เติมคำร้องให้แก่เพลงนี้ ในลักษณะ vocalese คือคำร้องที่ได้รับแรงบันดาลใจสืบเนื่องจากบทประพันธ์ชิ้นนั้น แต่ในเวอร์ชั่นของ ซันนี ทริโอฯ ครั้งนี้ เป็นคำร้องที่แตกต่าง โดยเลือกหยิบเอาเวอร์ชั่นใหม่ที่ ชัคคา คาน เคยบันทึกเสียงไว้ในอัลบั้ม Echoes of an Era (1982)
หลังจากผ่าน “ทำนองหลัก” หรือ “เฮด” ของเพลงแล้ว นักร้อง 2 คนถ่ายทอดเสียงร้องสแกท เริ่มจาก ฟางข้าว ตามด้วย แบงค์ ที่บ่งบอกถึงภาวะสุกงอมในตัวเอง ต่อด้วยโซโลเปียโนอย่างเต็มเหนี่ยวของ ซัน ก่อน โอ๋ จะกลับมาวอล์คบนแพทเทิร์นเดิม เพื่อนำทุกคนกลับมาปิดท้ายเพลงอย่างเบิกบาน
Giant Steps งานเพลงเด่นจากอัลบั้มชื่อเดียวกันของ จอห์น โคลเทรน ถูกหยิบมาสวมใส่อาภรณ์ใหม่ เผยให้เห็นความเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดนิ่งทางความคิด ตั้งแต่การเซ็ทจังหวะใหม่ รัตนะ พา เดอะ ว็อกซ์ มานำเสนอฟอร์ม “เหนือชั้น” แม่นยำในทุกขณะ ราวกับลีลาของวงร้องประสาน “แมนฮัตตัน ทรานสเฟอร์” ก็ไม่ปาน ก่อนจะปรับโทนด้วยการเข้าสู่โลกมลังเมลืองด้วยเสียงร้องโซโลของ ว่าน ระพีพรรณ ที่หมดจดงดงาม ตามต่อด้วย ฟางข้าว ณัชชา ที่เผยให้เห็นชั้นเชิงที่ไม่ธรรมดา จากนั้นส่งผ่านให้ภาคดนตรีเสนอบทสนทนาระหว่างกันอย่างออกรส
Invitation เป็นตัวอย่างชั้นดีในการนำเสนอเสน่ห์เฉพาะตัวของ “อะแคปเปลลา” เริ่มด้วยให้นักร้องนำเข้าด้วยเสียงร้องเปลือยๆ ในแต่ละพาร์ทของตัวเอง เพลงนี้เป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง Invitation เมื่อปี 1952 ประพันธ์โดย บรอนิสลาฟ เคเปอร์ นักแต่งเพลงชาวโปลที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930s
เพื่อให้เพลงมีมิติรุ่มรวยในโทนเสียง เสียงเปียโนลีดอินของเพลง Overjoyed จึงมาพร้อมกับภาคสตริงที่เรียบเรียงอย่างประณีต โดยมี แบงค์ วัชระ ถ่ายทอดเสียงร้องนำอย่างเป็นตัวของตัวเอง จุดเด่นของเพลงนี้อยู่ตรงชั้นเชิงของการรีฮาร์มอไนเซชั่น ซัน ปรับเปลี่ยนให้เพลงป๊อปบัลลาดนุ่มๆ ของ สตีวี วันเดอร์ เพลงนี้ให้เป็นบทสนทนาทางดนตรีที่ออกรสอย่างมากอีกเพลงหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงอิมโพรไซชั่นที่ทั้ง ซัน โอ๋ และ ฮง ต่างรับส่งและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง สละสลวย และลื่นไหล
ในอัลบั้ม ยังมีเพลง Early Autumn เพลงฮิตเก่าของ วูดดี เฮอร์แมน ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมี จอห์นนี เมอร์เซอร์ ประพันธ์คำร้อง และ รักแรกพบ เพลงของวงป๊อปไทย แทตทู คัลเลอร์ ที่ช่วยเติมเต็มสีสันความร่วมสมัยให้แก่การเสพฟัง แต่บทเพลงที่น่าสนใจกว่านั้น คือ Shamu และ Sunny Blues ซึ่งเป็น “ออริจินัล คอมโพสิชั่น” ของผู้นำโปรเจ็ทค์นี้ ที่ถือเป็นงานสดใหม่ชั้นดี
ใน Sunny Blues นำเสนอกึ่งๆ “ปาโรดี” โดย ซัน หยิบสำเนียงเพลงบีบ็อพ ที่มีรากฐานเดิม มาผสมผสานผ่านการร้องของนักร้องทั้งสามอย่างกลมกล่อม ส่วน Shamu เปิดจินตนการการเสพฟังให้กว้างไกลออกไป ด้วยลูกเล่นและชั้นเชิงที่มีรายละเอียดให้ติดตามอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องของโมทิฟ แพทเทิร์นจังหวะ และเท็กซ์เจอร์ของเพลง ซึ่งเหมาะจะขยายเป็นบทเพลงร้องบิ๊กแบนด์ร่วมสมัยที่ทรงพลังต่อไป
หากพิจารณาจากบริบทของวงการเพลงในสังคมไทย การเกิดขึ้นของ ซันนี ทริโอ แอนด์ เดอะ ว็อกซ์ นับเป็นการผลิบานของแจ๊สไทยเลือดใหม่โดยแท้ ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่มีนักดนตรีรุ่นใหม่หลายกลุ่ม ต่างทยอยกันออกผลงาน เพื่อให้มิตรรักแฟนเพลงได้ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็น My Diary ของ ภาสกร โมระศิลปิน นักแซ็กรุ่นใหม่ ลูกไม้จากคณะดุริยางคศาสตร์ มศก. หรือจะเป็นวง แจ๊ส แบ็คคานัส จากเชียงใหม่ ซึ่งล้วนเป็นสายธารเดียวกันกับที่ศิลปินก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน, เด่น อยู่ประเสริฐ , Pomelo Town , นุ วุฒิวิชัย, ศักดิ์ศรี วงศ์ธราดล (อัลบัม The Seagull) , เมลโลว์ โมทิฟ , Jazzy Frank รวมถึง OMAH ฯ ได้เคยสร้างสรรค์มาก่อนแล้ว
ผมได้ยินมาบ่อยครั้งถึงบทวิเคราะห์ของเหล่านักดนตรีต่างแดน ที่มีโอกาสได้สัมผัสกับทักษะอันจัดเจนของนักดนตรีแจ๊สไทยรุ่นใหม่ ทุกคนต่างลงความเห็นว่า ไทยเราเก่งกว่า โดดเด่นกว่านักดนตรีแจ๊สเพื่อนบ้านในย่านนี้เป็นไหนๆ ประเด็นคงอยู่ตรงที่ว่า แล้วใครจะเปิดประตูก้าวสู่หัวใจของผู้ฟังได้มากกว่าที่เป็นอยู่ บางที ผลงานที่มีเพลงร้อง ในเทรดิชั่นแจ๊สแท้ๆ อย่าง ซันนี ทริโอ แอนด์ เดอะ ว็อกซ์ ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานการสร้างสรรค์งาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังอาจเป็นทางเลือกที่ตอบสนองผู้ฟังวงกว้างได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน.





