"กล้องคู่กาย กับใจถึงๆ" ฉลาด จันทร์เดช

มากกว่าน้ำหนักของอุปกรณ์ที่แบกอยู่บนบ่า คือความรับผิดชอบและความเสี่ยงที่ยากจะหลีกเลี่ยงในฐานะ 'นักล่าภาพ'
ในสถานการณ์ที่ขมึงเกลียว ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างคนสองกลุ่มหรือมากกว่านั้น ไม่ว่าจะรอบข้างจะคละคลุ้งด้วยแก๊ซน้ำตา กระสุนปืน หรือระเบิด ขณะที่คนอื่นกำลังวิ่งหาที่กำบัง สิ่งที่พวกเขาต้องทำกลับเป็นการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด
หลายปีที่ผ่านมากับเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนกลุ่มหนึ่งที่ต้องรับบทหนักอยู่เสมอก็คือบรรดาช่างภาพสื่อมวลชนภาคสนาม พวกเขาได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นผู้ทำความจริงให้ปรากฎ แต่ขณะเดียวกันก็ตกเป็นเป้าของความโกรธแค้น เมื่อนับรวมลูกหลงจากการปฏิบัติหน้าที่ ถึงวันนี้มีช่างภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้รับบาดเจ็บไปแล้วนับสิบ ถึงขั้นเสียชีวิตก็มีให้เห็น
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ภารกิจในการล่าภาพของช่างภาพการเมืองรุ่นเก๋าอย่าง ฉลาด จันทร์เดช ยุติหรืออ่อนล้าลงไป เขาและเพื่อนร่วมอาชีพยังคงเดินหน้าค้นหาความจริงมานำเสนอต่อสาธารณชน แม้ว่าสภาพแวดล้อมหลายอย่างจะไม่เอื้ออำนวย
กว่า 30 ปีในอาชีพช่างภาพ และอีก 20 กว่าปีกับบทบาทการเป็นช่างภาพการเมืองของหนังสือพิมพ์มติชน จรรยาบรรณและความภูมิใจในวิชาชีพ คือสิ่งที่ประธานชมรมช่างภาพการเมืองคนนี้ยึดถือ แต่ขณะเดียวกันด้วยประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปี เขาก็พบว่าการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองนั้นเปลี่ยนไปทั้งรูปแบบและทัศนคติที่มีต่อสื่อ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับคนที่ต้องคลุกวงในอย่างบรรดาช่างภาพการเมืองทั้งหลาย
จนเมื่อไม่นานมานี้กับการชุมนุมในนามของ กปปส. อันนำมาซึ่งการปะทะกันที่สนามกีฬาเวศน์ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ปรากฎว่ามีช่างภาพได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อยทั้งที่ทุกคนมีปลอกแขนและบัตรสื่อมวลชนเป็นสัญลักษณ์แสดงตัวอย่างชัดเจน
ฉลาด ในฐานะประธานชมรมช่างภาพการเมือง จึงออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊คของตัวเอง โดยสรุปว่า
"ชมรมช่างภาพการเมือง ขอเรียกร้องการกระทำของเจ้าหน้าตำรวจปลาบจลาจล ได้พินิจวิเคราะห์การทำงานของสื่อมวลชนเพื่อรายงานภาพข่าวในพื้นที่ด้วยความสัตย์จริงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประณามการใช้มาตรการความรุนแรงต่อสื่อมวลชนและประชาชนในครั้งนี้"
เขาอธิบายเหตุที่ต้องแสดงจุดยืนดังกล่าวว่า เพื่อปกป้องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนภาคสนาม เพราะการชุมนุมในระยะหลังเต็มไปด้วยความรุนแรงและสื่อดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในฐานะที่ถูกละเว้นอีกต่อไป
-ผ่านการถ่ายภาพข่าวในลักษณะนี้มาหลายครั้ง คิดว่าการชุมนุมมีพัฒนาการเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ผมได้เข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ในฐานะช่างภาพการเมือง ตั้งแต่การชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ครั้งนั้นก็เป็นการขับไล่รัฐบาลเผด็จการ ซึ่งพฤษภา 35 ก็เหมือนเป็นการจุดประกายให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าเรียกร้องประเด็นอะไร แต่เมื่อก่อนนี้ชัดเจนว่าเป็นการเรียกร้องระหว่างประชาชนกับผู้มีอำนาจรัฐ ไม่มีมือที่สามหรืออะไร
พอมาปี 2549 ก็มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเพื่อขับไล่คุณทักษิณ การชุมนุมเรียกร้องก็เริ่มมีการพัฒนา เริ่มมีการตั้งเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย มีการ์ดมีอะไรเพื่อที่จะคุ้มครองผู้ชุมนุม แล้วก็มีมือที่สามเข้ามายิงระเบิด ไปป่วนผู้ชุมนุมอะไรอย่างนี้
ต่อมาก็ปี 2552 คราวนี้เป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือนปช. โดยหลักการก็คล้ายๆ กัน ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปว่าว่าเขาใช้ความรุนแรงหรืออะไรนะ แต่ลักษณะการชุมนุมมันไม่เหมือนกัน อารยะขัดขืนกับการชุมนุมด้วยความรุนแรงมันไม่เหมือนกัน
พอมาปี 2553 ก็มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงอีก เราก็ได้เข้าไปในเหตุการณ์ในส่วนของการทำหน้าที่ช่างภาพ แต่ปี 53 นี่ต้นสังกัดมอบหมายให้ผมเกาะติดในฝั่งรัฐบาล เวลาทำงานเราก็จะไปพร้อมกับทหาร ทำงานร่วมกัน ครั้งนี้การชุมนุมก็พัฒนาไปอีกขั้น มีชายชุดดำ มีการ์ด มีมือที่สาม
-เหมือนสถานการณ์มันซับซ้อนยิ่งขึ้น?
ใช่ สมัยก่อนอย่างในปี 35 มีแค่ประชาชนกับรัฐ ตอนนี้มันมีมือสามมือสี่อะไรไม่รู้ เราก็เริ่มทำงานลำบากขึ้น เราประเมินสถานการณ์ยากขึ้น เมื่อก่อนเราจะเข้าไปทำงานแต่ละจุด รู้ว่าใครเป็นใคร ต้องระวังจุดไหนอะไรบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ผมอยากจะเรียกว่ามันเป็นภัยมืด คือเราไม่รู้ว่าข้างไหนเป็นข้างไหน แล้วเขาก็ไม่คิดว่าเราเป็นสื่อ แม้กระทั่งสัญลักษณ์ที่สมาคมออกให้ก็แทบจะไม่มีความหมาย อย่างที่ผ่านมาที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง น้องๆ ช่างภาพหลายคนก็ได้รับบาดเจ็บ ทั้งๆ ที่จากเหตุการณ์แล้วเราก็ไม่ได้ไปมั่วไปอะไรเลย สัญลักษณ์ก็เห็นๆ คือปลอกแขน แล้วบัตรก็แสดงให้เห็นเด่นชัดอยู่แล้ว แต่เขาก็ยิงเราตรงๆ เลย
-เห็นไหมคะว่าใครยิง
น้องๆ เขาบอกว่าอาวุธที่ใช้มันเป็นของตำรวจอยู่แล้ว อย่างลูกกระสุนยางมันก็ไม่มีใครมี แต่เราก็ไม่อยากไปสรุป ในส่วนของช่างภาพเราก็มีอยู่คนหนึ่งที่เจ็บหนัก เป็นช่างภาพไทยรัฐ โดนกระสุนเข้าไป เราก็ไม่ทราบที่ไปที่มาแต่ว่าเขาอยู่ในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุม ลูกกระสุนที่มามันก็น่าจะมาจากฝั่งตรงข้าม ตรงนี้ที่เรามีความเป็นห่วง เพราะการชุมนุมสมัยก่อนมันไม่เป็นแบบนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนได้ตลอด การสร้างสถานการณ์มันก็มี ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและภาครัฐ
อย่างในสมัยปี 35 พฤษภาทมิฬมันแรงก็จริง แต่เรารู้ว่าเราต้องระวังใคร ระวังอะไร แต่เดี๋ยวนี้คนที่ใช้ความรุนแรงมันมีหลากหลาย รูปแบบการชุมนุมมันก็ซับซ้อนมากขึ้น มีการใช้สื่อใช้อะไรกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นคุณจะโยนความผิดให้ใครก็ได้ สร้างสถานการณ์อะไรก็ได้ แล้วอาวุธที่เอาออกมาใช้ก็ผสมผสานกันไป ทางผู้ชุมนุมก็มี ทางฝ่ายรัฐก็มี
-ช่วงหลังที่บรรยากาศในสังคมเริ่มมีสีมีขั้วทางการเมืองชัดเจน สื่อมวลชนโดยเฉพาะช่างภาพทำงานยากขึ้นไหม
ผมคิดว่าในส่วนของการทำงานมันก็มีความยากมากขึ้น เรียกว่าวางตัวลำบากดีกว่า ยิ่งตัวสื่อแต่ละสำนักเองก็ถูกแบ่งว่าอยู่สีนั้นฝ่ายนี้ แม้แต่เราในฐานะช่างภาพ มาทำงานในที่ชุมนุมอย่างนี้ เราก็ยังถูกบันทึกโดยสันติบาลบ้างอะไรบ้าง ขณะที่ทางฝ่ายผู้ชุมนุมบางทีเราก็จะถูกเหน็บจากทางเวทีว่าเราอยู่ฉบับโน้นฉบับนี้ แต่ต้องเข้าใจนะครับว่า สื่อภาคสนามเนี่ย ชีวิต...พูดง่ายๆ ว่าบางทีก็น้อยเนื้อต่ำใจเหมือนกัน มันจะเอาใจทั้งสองข้างก็ลำบาก
-สถานการณ์ไหนที่คิดว่าสุ่มเสี่ยงที่สุดตั้งแต่เคยเจอมา
ผมคิดว่าเป็นตอนปี 53 ผมโดนไล่ยิงมาเหมือนกันจากผู้ชุมนุม เพราะว่าตอนนั้นเราอยู่กับฝั่งเดียวกับทหาร เขาก็สวนมาด้วยอาวุธหนัก ทั้งอาก้า เอ็ม16 ตะไลที่จุดใส่ ถึงเราจะมีสัญลักษณ์ทั้งปลอกแขกทั้งบัตร แต่สื่อก็โดนตอบโต้เหมือนกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วเราก็เข้าไปทำงานกับทั้งสองฝ่าย เดชะบุญที่เราไม่โดน แต่ก็มีพวกน้องๆ ที่ร่วมงานกันโดนไปหลายคน ถูกยิง ตอนนั้นผมก็ไม่คิดว่าจะทำกันขนาดนี้เลย มีอาวุธหนักมาตอบโต้กัน มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่พวกประชาชนผู้ชุมนุมอย่างมากก็มีแค่ไม้
-แต่ในฐานะช่างภาพก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อันตรายเพื่อให้ได้ภาพดีๆ มา มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรคะ
คือเราก็ต้องประเมินสถานการณ์ก่อนว่า ถ้าเราอยากจะเข้าไปตรงจุดนั้นเพื่อจะได้ภาพอะไรสักภาพนึง ตัวเราเนี่ยจะรอดไหม อุปกรณ์ที่เรามีอยู่มันก็เซฟได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น อย่างเสื้อเกราะที่ช่างภาพเราใช้กันอยู่มันก็กันได้บางส่วนแค่นั้น การที่เราเข้าไปจะหาภาพข่าว บางคนอาจอยากจะเป็นฮีโร่ เราก็ต้องคำนึงถึงชีวิตเราเหมือนกัน ถ้าไม่สามารถจะเข้าไปได้ก็อย่าเข้าไปเลย ได้รูปภาพมามันก็โอเค แต่ถ้าโดนมามันไม่คุ้ม บางสิ่งบางอย่างชีวิตสื่อภาคสนามผมบอกเลยว่าสุ่มเสี่ยงมาก
-เมื่อเทียบความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่ได้รับคิดว่าคุ้มกันไหมคะ
ชีวิตของสื่อภาคสนามมีทั้งติชมและก่นด่า เวลาได้ภาพมาก็ดีไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นบางคนก็บอกว่าคุณอยากจะเป็นฮีโร่เหรออะไรเหรอ แต่เราคิดว่าภาพภาพหนึ่งมันบอกอะไรได้หลายอย่าง อย่างที่เขาบอกกัน ภาพหนึ่งภาพมันแทนคำพูดได้เป็นล้านคำ เรื่องค่าตอบแทนไม่ต้องพูดถึง แต่ว่าเรารักในอาชีพของเรา อยากจะนำความจริงมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ถามว่าถ้ารูปของเราเป็นรูปที่เด่นที่สุด เราก็มีความภาคภูมิใจ สิ่งที่เราทำกันอยู่ในภาคสนามทุกวันนี้ก็คือตรงนั้น
-เวลาเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะมีช่างภาพต่างประเทศโดยเฉพาะสำนักข่าวใหญ่ๆ เข้ามาด้วย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันบ้างไหมคะ ลักษณะการทำงานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
บางทีเราก็ได้พูดคุยกันบ้าง เล่าให้เขาฟังว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร กลุ่มไหนเป็นอย่างไร แต่ถ้าพูดถึงการทำงาน บทบู้เขาก็บู้เหมือนกันนะ เขาก็ต้องอยากได้ภาพ ซึ่งบางทีเขาก็จะเข้าไปในจุดที่เสี่ยง แต่ชุดเซฟตี้เขาจะพร้อมกว่าเราเยอะ ของเราหากันเอาเอง บางสื่ออย่างฉบับเล็กๆ เนี่ย แทบจะไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย ต้องมาหากันเอง ค่าตอบแทนก็น้อยนิด เราก็ต้องช่วยกัน อย่างเสื้อเกราะเนี่ย ผมก็ไปขอฟิล์มเอ็กซเรย์จากคุณหมอมาดัดแปลงทำแจกกันเอง
-ทำไมถึงต้องทำเสื้อเกราะกันเอง
คือมันเริ่มตั้งแต่ปี 53 การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่มีช่างภาพโดนยิง สื่อบางสำนักก็มีเสื้อเกราะให้ บางสำนักก็ไม่มี ไอ้ที่ได้มามันก็เป็นคนละเกรดกับของต่างประเทศ มันกันได้แค่ประมาณหนึ่งเท่านั้น ทีนี้เราก็ได้รับความรู้จากผู้มีประสบการณ์เขาบอกว่าฟิล์มเอ็กซเรย์ใช้ได้ มันเหนียว ป้องกันได้ พอดีพวกเราสนิทสนมกับอาจารย์หมอ ก็ประสานไปทางโรงพยาลกลางกับศูนย์เอราวัณ ขอฟิล์มเอ็กซเรย์ที่ไม่ใช่แล้ว มาดัดแปลงโดยเสริมเข้าไปในเสื้อเกราะที่มีอยู่เพื่อใช้สำหรับการป้องกันตัวเอง
-ตัดเย็บกันเอง?
ใช่ ก็ช่วยกันทำ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าคุณภาพเป็นยังไงนะ ยังไม่โดน...(หัวเราะ) พอมาปีนี้ก็ต้องทำกันอีก เพราะเสื้อเกราะก็มีเท่าเดิม ตัวเดิม เมื่อเร็วๆ นี้เราก็เพิ่งได้ฟิล์มเอ็กซเรย์จากคุณหมอมาเพิ่มอีก
-เรียกว่าต้องดูแลซึ่งกันและกัน อันนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของชมรมช่างภาพการเมืองด้วย?
ครับ ในส่วนของชมรมช่างภาพพวกเราก็มีกองทุนที่ได้จากสมาชิกชมรมคอยช่วยเหลืออยู่ ในส่วนของน้องๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสังกัดเราก็พยายามดูแลกัน อย่างที่ผ่านมาไม่เฉพาะแต่เหตุการณ์การชุมนุมที่ช่างภาพเราได้รับบาดเจ็บ กรณีที่ช่างภาพเนชั่น เอ๋ สกล สนธิรัตน์ ที่วูบที่รัฐสภาและตอนนี้ยังนอนป่วยอยู่เราก็ดูแล พยายามหาเงินไปสนับสนุนตลอด ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทางโรงพยาบาลกลางด้วยที่ให้ความช่วยเหลือ เราไม่ทิ้งกันหรอกครับในฐานะที่เราเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกัน นี่ก็เกือบหนึ่งปีแล้วที่เอ๋ต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูตลอด ส่วนเคสที่ได้รับบาดเจ็บในปี 53 ก็มีกลุ่ม For Friend มาช่วยกันขายเสื้อ จัดคอนเสิร์ตระดมทุน พวกเราก็ประสานงานช่วยกันตลอด
-วิเคราะห์อย่างไรคะที่เมื่อก่อนสื่อมวลชนจะได้รับการคุ้มครอง แต่ปัจจุบันเหมือนกับว่าสื่อกลายเป็นเป้าซะเอง?
เมื่อก่อนในสถานการณ์ลักษณะนี้สื่อจะได้รับเกียรติมากกว่า แต่ช่วงหลังๆ ไม่มีใครสนอกสนใจ ถ้าไปขวางทางปืน พวกก็ยิงหมดนั่นแหละ ครั้งนี้รู้สึกว่าสื่อเจ็บเยอะ แต่ข่าวไม่ได้ออก แล้วหลังๆ วิธีปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายมันก็มีอะไรที่เปลี่ยนไปหลายๆ อย่าง ซึ่งสื่อก็ต้องเรียนรู้และระวังตัวให้มากขึ้น
-ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ภาพเหตุการณ์ถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว จริงบ้างไม่จริงบ้างสร้างปัญหาให้กับการทำงานของช่างภาพอาชีพไหมคะ
มีส่วนนะครับ บางครั้งในโซเชียลมีเดียก็มีการเอาภาพเก่าออกมาใช้บิดเบือน ตัดต่อภาพบ้างอะไรบ้าง มีการเอารูปของช่างภาพเราไปใช้โดยไม่ขออนุญาต คนทั่วไปบางทีไม่รู้ก็...เชื่อ ในส่วนของช่างภาพเราก็ต้องมาคุยกันว่า ในการจะโพสต์ภาพโพสต์อะไรต้องมีหลักการ ต้องชัดเจน เพราะถ้าผิดพลาดมันจะเสียหาย ส่วนในเรื่องของการนำภาพไปใช้โดยไม่ให้เครดิตไม่บอกที่มาก็มีการคุยๆ กันอยู่ว่าจะทำอย่างไร
-คิดอย่างไรที่เดี๋ยวนี้คนเชื่อถือสื่อกระแสหลักน้อยลง โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นความขัดแย้งทางการเมือง
ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้สังคมมันเปิดกว้าง มีสื่อเยอะหลากหลาย พอมันมีการเลือกข้างแต่ละฝ่ายก็มีสื่อของตัวเองขึ้นมา ก็สามารถที่จะปลุกกระแสกันได้ แต่ที่สุดแล้วถ้าสื่อหลักนำเสนอความจริงคนก็จะให้ความเชื่อถือเอง
-ในเงื่อนไขที่เป็นอยู่โดยส่วนตัวคิดว่ายังสามารถนำเสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมาได้อยู่หรือไม่
ในฐานะที่เราเข้ามาอยู่ตรงนี้ ผมคิดว่าผมต่อสู้เพื่อความถูกต้องมาเยอะแล้ว ยิ่งเดี๋ยวนี้มีช่องทางหลากหลายมากขึ้น นอกจากผมจะนำเสนอภาพไปที่ต้นสังกัดแล้ว บางส่วนผมก็นำเสนอทางเฟซบุ๊คส่วนตัว คือเราได้ช่วยเผยแพร่ความจริงอีกทาง เพราะเราอยู่ในสถานที่จริงเหตุการณ์จริง คือพูดง่ายๆ ว่าจรรยาบรรณเรามี ผมต่อสู้มามากกับเรื่องจรรยาบรรณ เพราะผมเป็นคนที่กลางนะ แต่กลางในสิ่งที่ถูก หรือพูดอีกอย่างก็คือ ถ้าเป็นเรื่องความดีกับความเลว เราก็โดดเข้าข้างดีนั่นแหละ
แล้วเดี๋ยวนี้ไอ้คำว่าเป็นกลางมันพูดกันเยอะ แต่อาจจะคนละความหมาย เพราะฉะนั้นผมอยากถามว่าจรรยาบรรณคุณอยู่ตรงไหนดีกว่า เดี๋ยวนี้จรรยาบรรณมันแทบไม่มีกันแล้ว เราเลี้ยงกันด้วยอะไร อำนาจเงินทั้งนั้น ผมต่อสู้มา 30 กว่าปี ผมไม่เคยที่รับเงินจากใคร ผมอยู่ด้วยเงินเดือน สู้ด้วยสถานะของผม ผมมีความภูมิใจมากกว่า เขาส่งไปอยู่ตรงไหนผมก็ไปได้
หกปีกับการที่ผมมาเป็นประธานชมรมช่างภาพการเมือง ผมบอกน้องๆ เสมอ เราไม่ใช่เป็นพวกขอทานหรืออะไร เราทำงานด้วยความจริงใจ สังคมเขาจะมองเห็นเอง แม้เราจะกินแค่เงินเดือน แต่ก็มีความภาคภูมิใจ ทำในสิ่งดีๆ ให้กับสังคมดีกว่า
-หลักการที่คุณยึดถือในการทำงานคืออะไร
ผมยึดประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก เรามาเป็นสื่อเคยปฏิญาณตนกับอาจารย์ไว้แล้วว่าจะทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ให้สาธารณชนได้รับรู้ ถ้าขืนมัวแต่ปิดบังกันอยู่ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้
อีกอย่างเราก็ต้องศึกษาหาความรู้ด้วย การเมืองมันซับซ้อนหลากหลาย เขาเดินหมากหลายชั้นเราก็ต้องศึกษาทั้งตัวบุคคล องค์กร แม้กระทั่งพรรคการเมืองว่ามีบทบาทขนาดไหน เป้าหมายเขาคืออะไร หาข้อมูลให้มากให้หลายหลาย รู้เขารู้เราจะดีที่สุด
-คือไม่ใช่สักแต่ถ่ายรูปหรือรายงาน แต่ต้องรู้ว่าใครเป็นใคร เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไร จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์หรือการสร้างสถานการณ์?
ใช่ เราจะได้ไม่ต้องเป็นเครื่องมือของเขา เราต้องแยกแยะให้ออกว่าตรงนี้ลวงนะ อันนี้ปล่อยข่าวนะ
-ในฐานะช่างภาพการเมืองอะไรคือความภูมิใจสูงสุด
ที่ภูมิใจมากที่สุดคือการได้รับคัดเลือกให้เป็นช่างภาพดีเด่นของสมาคมช่างภาพเมื่อปี 53 ส่วนภาพที่ชอบก็คือ ตอนนั้นพลตรีมนูญกฤต รูปขจร ทำท่าชกทักษิณ ชินวัตร อันนั้นได้รางวัลที่ 1 เมื่อปีที่แล้วผมก็ได้รางวัลที่ 1 จากภาพที่ตำรวจค้ำคอแท็กซี่ มันก็มีหลากหลาย แต่ที่ภูมิใจที่สุดก็คือการได้เป็นช่างภาพดีเด่น ซึ่งมาจากการคัดเลือกของน้องๆ แล้วเสนอชื่อขึ้นมา ตรงนั้นถือว่าเราอยู่ในสายตาของสมาคมที่เขาดูการทำงานของเราแล้วเห็นว่าเหมาะสมที่จะได้รับการคัดเลือก
-จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับการเมืองกับการชุมนุมมานาน ประเมินสถานการณ์หลังจากนี้อย่างไร
ผมประเมินจากที่คุณสุเทพพูดว่าหลังปีใหม่จะปิดกรุงเทพ แล้วก็มีส่วนของเสื้อแดงที่บอกว่าเตรียมชุมนุมเหมือนกัน ก็คาดว่าคงจะมีการชุมนุมทั่วกรุงเทพ ทีนี้ก็ต้องดูทางกลุ่ม นปช.ด้วยว่าเขาจะชุมนุมที่ไหน นี่คือสิ่งที่เราต้องประเมินระหว่างสองกลุ่มนี้ ส่วนอีกจุดหนึ่งคือต้องระวังคือพวกที่จะโผล่มา จะเป็นมือที่เท่าไหร่ไม่รู้ และเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะสร้างสถานการณ์ในมุมไหน ถ้าสร้างสถานการณ์ให้กลุ่มผู้ชุมนุมหลักๆ สองกลุ่มเผชิญหน้ากัน...ผมว่าไม่แคล้ว
-มีคำแนะนำให้กับสื่อรุ่นใหม่ๆ อย่างไรบ้าง
ผมแนะนำนิดหนึ่งสำหรับน้องๆ ที่เป็นน้องใหม่เลย เพิ่งเข้ามาในสถานการณ์แบบนี้ ต้องศึกษาจากรุ่นพี่ๆ บ้าง ต้องศึกษาสถานการณ์ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่จะเอาแต่คิดว่าเราเป็นสื่อ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าไปกร่างว่าเป็นสื่อ แล้วอย่าคิดว่าตรงนั้นเสี่ยงเราจะเข้าไปเพื่อเป็นฮีโร่ ไปเอารูปนั้นรูปนี้ออกมา คือตรงนั้นเป็นความคิดที่ดี ผมเห็นด้วย แต่เราต้องดูสถานการณ์ ขอคำแนะนำจากรุ่นพี่ๆ เรื่องหลักการเตรียมตัว เราเซฟตี้พอมั้ย ถึงแม้เราจะแสดงตัวให้เห็นเด่นชัด แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาก็เป็นบทเรียนด้วยเหมือนกันว่าเราอาจถูกกระทำได้ ต้องมีหลักมีสติ
ในฐานะประธานชมรมช่างภาพการเมือง ก็ขอฝากการทำงานของสื่อภาคสนาม ให้พินิจพิเคราะห์ให้ดีกับการทำหน้าที่ของตนเอง หนักนิดเบาหน่อยกระทบกระทั่งกับกลุ่มผู้ชุมนุมเราก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน ชี้แจงให้ชัดเจน เขาจะได้เข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของเรา
-แล้วมีอะไรจะฝากถึงรัฐบาลและผู้ชุมนุมไหมคะ
ในฐานะที่เป็นสื่อภาคสนาม ก็ฝากด้วยกับการกระทำหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือผู้ชุมนุม ได้โปรดเห็นใจการทำงานของสื่อภาคสนาม เพราะสื่อแต่ละค่ายเขาก็ออกมาเพื่อรายงานสถานการณ์หรือภาพข่าวเหตุการณ์ไปเสนอต่อสาธารณชน การทำงานอาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ขอได้โปรดเห็นใจเถอะว่าสื่อภาคสนามเป็นสื่อที่รายงานความจริงของสถานการณ์
-กว่า 20 ปีกับภารกิจช่างภาพการเมืองได้เรียนรู้อะไรบ้าง
การเมืองที่ผ่านมามันเหมือนพายเรือในอ่าง เสียงข้างมากลากไปมันก็อยู่เหมือนเดิม สังคมก็เหมือนเดิม ผมถ่ายรูปการเมืองมากี่สิบปี นักการเมืองมันก็อยู่ในกลุ่มแค่เนี้ยะ เหมือนเดิม เพียงแต่สลับกันขึ้นกันลง ถ้ายังเป็นการเมืองแบบเก่าๆ แบบนี้ มันก็ไม่ไปไหนสักที เพราะฉะนั้นในฐานะคนไทยคนหนึ่งผมเห็นด้วยกับการปฏิรูปนะ ถ้ามันจะทำให้ประเทศไทยหลุดจากวงจรแบบนี้สักที ผมอยากเห็นการเมืองใหม่ๆ คือไม่ได้มาอยู่กับกลุ่มคนเดิมๆ เพียงแต่วิธีการต้องชอบธรรม







