งานที่ดูธรรมดา แต่งดงาม เพราะคนออกแบบไม่ธรรมดา
แสง เงา ต้นไม้ ใบหญ้า ทางเดินสู่กุฎิวัดเขาพุทธโคดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ดูเหมือนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา
ธรรมดา ก็คือ เป็นวัดวาอารามที่ดูเรียบง่าย แต่ไม่ธรรมดาก็คือ สามารถตอบโจทย์แก่นพุทธศาสนาได้ เพราะสถานที่แห่งนี้ ทำให้ผู้เข้ามาสัมผัส รู้สึกถึงความสงบเย็น เนื่องจากผู้ออกแบบเข้าใจผู้คน ธรรมชาติ และวิถีแห่งพุทธ
นั่นเป็นฝีมือการออกแบบของ สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ เจ้าของบริษัทออกแบบงานสถาปัตยกรรม Kyai-Suriya ซึ่งมีหุ้นส่วนอีกคน เขาเป็นสถาปนิกแถวหน้าในเมืองไทย ได้รับรางวัลมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และที่สำคัญเขาทำงานออกแบบวัดวาอาราม โดยไม่ได้เน้นความวิจิตรงดงามเหมือนวัดทั่วไป แต่ใช้องค์ประกอบธรรมชาติ แสง เงา และวัสดุพื้นถิ่นอย่างรู้คุณค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด
1.
งานออกแบบวัดวาอารามในพุทธศาสนา เขาทำมาตั้งแต่ปีคศ. 2005 เพราะตอนนั้นหลานชายของเขาบวชเรียนที่วัดเขาพุทธโคดม และมีดำริกันว่าอยากสร้างกุฎิ โดยให้พระเณรช่วยกันสร้าง และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่สุริยะเข้าไปมีส่วนร่วม ตอนนั้นเขาใช้วัสดุที่หาได้ใกล้ตัว และของเก่ามือสองนำมาปรับใช้อย่างลงตัว จนเกิดกุฎิหลังแรก ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่า ต้องเป็นงานสถาปัตยกรรมสีเขียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ
“ก็เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน ฝนตกเยอะ เวลาเราออกแบบก็ไม่ต้องคิดมาก อย่าให้น้ำสาดหรือร้อนก็เท่านั้นเอง ถ้าเป็นทางน้ำไหล เราก็ยกพื้น เพราะสิ่งก่อสร้างในวัด พระสงฆ์ก็ไม่ได้อยู่ถาวร และไม่ได้ทำลายทรัพยากรอะไรมากมาย ตอนที่เราสร้างก็ไม่ได้ไปเบียดเบือนต้นไม้ อาศัยว่า ผมเองก็มีความรู้เรื่องแลนสแคป และต้นไม้แต่ละต้น กว่าจะปลูกโต ยากมาก"
นั่นเป็นงานออกแบบที่เกี่ยวข้องกับวัด เพราะสุริยะเองก็ปฎิบัติธรรม จึงมีความเข้าใจจริยวัตรของสงฆ์ เขาบอกว่า จุดเริ่มต้นมาจากไปปฎิบัติธรรมที่วัดป่าวชิรบรรพต จ.ชลบุรี ตอนนั้นอยู่กับหลวงพ่อสามเดือน
"ทำให้เราได้หยุดทบทวนตัวเอง ยิ่งทบทวน ก็ค่อยๆ เห็นทีละอย่าง ซึ่งการเห็นเหล่านี้จะส่งผ่านเข้าไปในงานของเรา และงานที่ออกแบบแต่ละชิ้น ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงในจิตใจชัดเจนมาก อย่างงานออกแบบวัดเขาพุทธโคดม"
แม้จะไม่ได้คาดหวังรางวัลอะไร แต่ในที่สุดอาคารเรียนพระสงฆ์ (พระปุณณมันตานี-บุตรมหาเถระ) ในวัดเขาพุทธโคดม ที่สุริยะออกแบบ ก็ได้รางวัลเหรียญทองสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารประหยัดพลังงาน และรักษาสภาพแวดล้อมอาคาร (2008) ประเภทอาคารเรียนพระสงฆ์ โดยเน้นความพอเพียง ความยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสรรพสิ่งในโลก โดยเป็นสิ่งที่สถาปัตยกรรมสีเขียวได้ถูกกำหนดไว้เป็นพัน ๆ ปี ภายใต้หลักปรัชญาพุทธศาสนา อาคารหลังนี้แสดงความเรียบง่ายทั้งการออกแบบและการใช้วัสดุ ซึ่งยังคงสร้างความรู้สึกน่าสบาย การระบายอากาศ และคุณภาพของสภาพแวดล้อมภายในที่ลุ่มลึกเกินมาตรฐานอาคารเขียวระดับนานาชาติใด ๆ จะสามารถเข้ามาประเมินอาคารหลังนี้ได้
และล่าสุดเขาได้รางวัลระดับเอเชีย The Golden Emerging Architects “Architecture + Design & CERA Awards 2013.” ที่ประเทศอินเดีย และปีที่แล้วเขาเป็นคนแรกของเมืองไทยที่ได้รางวัล Global Award For Sustainable Architecture 2012 , France : Locus Foundation under the Patronage of UNESCO รวมๆ แล้วเขาได้รางวัลกว่า 10 รางวัล
2.
หากถามถึงการทำงานออกแบบวัดวาอารามในพุทธศาสนา สุริยะบอกว่า เมื่อก่อนตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร ทำไมต้องเกิดมา เมื่อได้ศึกษาพุทธศาสนา ก็ตอบคำถามเราได้ เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทำให้งานสถาปัตยกรรมมีความกระจ่างชัดมากขึ้น
"ในทางพุทธ เราเกิดมาเพราะมีกรรม เราอยากมีโน้น มีนี่ ก็เลยต้องมาเกิดอีก แต่ถ้าเราไม่อยากมีโน้นนี่ ไม่ต้องมีตัวเราแล้ว นี่คือทางไปสู่นิพพานที่ผมเข้าใจนะ เมื่อเรารู้คำตอบตั้งแต่ต้นจนจบ เราก็รู้ว่าจะเดินต่ออย่างไร เพราะการใช้ชีวิตของมนุษย์ไม่มีจุดจบ (เวียนว่ายตายเกิด) เรื่องเหล่านี้เป็นนามธรรมมากเลย เมื่อเราเข้าใจนามธรรม รูปธรรม มันช่วยเราได้มาก"
พุทธศาสนาจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของสถาปนิกคนนี้ ในงานออกแบบเพื่อรับใช้พุทธศาสนา สุริยะ บอกว่า เมื่อเราเข้าใจรูปธรรม นามธรรม แล้วเราจะแปลงนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร
"อย่างผมต้องการบ้านที่ดูอบอุ่น และสัพพายะ ผมต้องทำอย่างไร จะใช้วัสดุยังไง ผมทำสิ่งเหล่านี้ผ่านงานสถาปัตยกรรม" สุริยะ เล่า เพราะเขาทำงานด้านการออกแบบวัดผ่านมากว่า 20 แห่ง และตอนนี้กำลังทำงานออกแบบอยู่ที่วัดป่าวชิรบรรพต ซึ่งเป็นงานสเกลใหญ่ต่างจากงานชิ้นแรก เพราะไม่ได้เอาของที่คนบริจาคหรือของเหลือใช้มาเป็นองค์ประกอบ แต่เราตีโจทย์ว่าใช้วัสดุให้คุ้มค่าที่สุดและประโยชน์สูงสุดเหมือนเดิม"
หากคุยถึงงานออกแบบวัด สุริยะ มองว่า เมื่อก่อนการสร้างวัดในอดีตก็ดูสัพพายะอยู่แล้ว ปัจจุบันผู้ออกแบบจะมองจากภายนอกเข้าไปภายใน ก็เลยไม่สัพพายะ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม รูปแบบวัดก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ
"ในอดีตวัดเป็นศูนย์กลางของผู้คน ปัจจุบันวัดก็ยังเป็น และการออกแบบวัดไม่จำเป็นต้องเป็นอาคาร เหมือนวัดทั่วไป แต่เนื้อหาที่ยังคงอยู่ คือความสงบ เรียบง่าย เมื่อเดินเข้าไปในวัดจะทำให้จิตใจปลอดโปร่ง สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่ารูปลักษณ์ และการสร้างวัดก็มีรูปลักษณ์เพื่อให้คนรู้ เรามีโบสถ์สักหลัง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเพณี ผมมองว่า ความเรียบง่ายเป็นการประหยัดอย่างหนึ่ง โดยการใช้สิ่งของเท่าที่จำเป็น "
3.
เมื่อคุยเรื่องการออกแบบโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน สุริยะ บอกว่า คนไทยจะมองเรื่องการประหยัดพลังงานเรื่องนวัตกรรม ยกตัวอย่างต้องใช้เครื่องปรับอากาศกี่ยูนิต จึงจะประหยัดพลังงาน แต่เขามองในมุมจริยวัตรของสงฆ์ และต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์
"ถ้าจะประหยัดพลังงาน เราก็อ่านหนังสือกลางวัน ส่วนกลางคืนก็นอน แค่นี้เราก็ประหยัดพลังงาน อีกอย่างธรรมะเป็นเรื่องพื้นฐานมากเลย เป็นความจริงที่ประเสริฐ เรียบง่าย และถ้าเราเข้าใจรูปธรรม นามธรรม มากขึ้น เราจะอ่านโจทย์ออกว่า เราทำเพื่ออะไร ถ้าเราต้องการสร้างอาคารบ้านเรือนให้ดูสง่า เราจะสร้างมันจากวัสดุอะไร อย่างผมออกแบบเก้าอี้ยาวในวัด แทนที่จะใช้ประโยชน์อย่างเดียว อาจใช้ประโยชน์ได้สองสามอย่าง อย่างในวัดเขาพุทธโคดม มีราวกันตกขึ้นบันได ส่วนเก้าอี้ยาวคนนั่งได้ด้วย แต่ไม่ให้สุนัขจำนวนมากนั่ง งานชิ้นนี้ผมชอบมาก ซึ่งเป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่คนมองข้าม หรือมีครั้งหนึ่งผมไปที่วัด มีมอสเล็กๆ ซึ่งผมคาดเดาได้จากการสังเกตสภาพแสงเงาว่า มันจะขึ้นตรงไหน ด้วยความที่ผมทำแลนสแคป เวลาจัดสวน ผมก็จำบรรยากาศธรรมชาติ เมื่อผมนำมอสมาจัดในอาคาร ผมก็มองออกว่ามันควรอยู่จุดไหน ผมใช้ความรู้สึกในการมองหามอส และจัดวางของ"
ส่วนอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้าม คืองานออกแบบโต๊ะตัวหนึ่งบนหลังคาทรงแบนๆ ในทำงาน มีทางเดินขึ้นและมีต้นไม้ใหญ่ เขาบอกว่า เมื่อวางโต๊ะตัวนั้นเสร็จรู้สึกว่า มันทึบมาก เราจะทำยังไงไม่ให้ดูทึบ จะเอาโต๊ะออกก็ไม่ได้ เพราะต้องใช้ประโยชน์
"มีอยู่วันหนึ่ง ผมมองขึ้นไปที่ใบไม้ตอนเที่ยงๆ มีแสงรอดลงมา ผมก็เลยปิ๊งไอเดีย เจาะรูโต๊ะตัวนั้นให้แสงรอดผ่านเหมือนใบไม้ ดังนั้นเวลาเรามองขึ้นไป โต๊ะก็จะหายไปและใบไม้ก็จะเพิ่มขึ้น"
รายละเอียดเล็กๆ ซึ่งทำให้สถาปนิกคนนี้ดูละเมียดละไมในการใช้ชีวิต น่าจะมาจากพื้นฐานครอบครัว ประกอบกับตอนเด็กๆ สามารถทำเรื่องเล่นให้เป็นงานได้ เขาบอกว่า เหมือนการสังเคราะห์ ตั้งคำถามกับตัวเอง หยิบนั่นนี่มาแทนค่า เมื่อแทนค่าไม่ได้ ก็คิดใหม่
"อย่างตอนเด็กๆ อยากเป็นจิตรกรและประติมากรรม ชอบงานช่างและชอบวาดรูป ชอบต้นไม้ ตอนนี้ได้ทำทุกอย่าง ได้อยู่กับสิ่งที่ชอบ โชคดีมากๆ ที่เราได้ทำสิ่งที่อยากทำ ทั้งงานออกแบบวัด และงานออกแบบเชิงพาณิชย์ งานแลนสแคป ผมมองว่า สถาปนิกไทยไม่ได้ด้อยกว่าชาติอื่น โดยเฉพาะงานออกแบบรีสอร์ท สถาปนิกไทยจะออกแบบได้ผ่อนคลาย สบาย ๆ เพราะคนไทยเป็นคนเบิกบาน ร่าเริง ขี้เกียจนิดๆ จึงเข้ากับสไตล์โรงแรมได้ดี" สุริยะ บอก และเมื่อได้ทำทุกอย่างแล้ว เขาบอกว่า สามารถตายได้ทุกวัน เราก็เตรียมทุกวัน ถ้ามีอะไรก็พร้อม แต่เราก็ระวัง ทำใจให้สงบ
"เมื่อก่อนผมคิดว่า ผมไม่มีความฝันแล้ว แต่ผมหวังว่า แต่ละวันจะมีความโกรธน้อยลง พยายามตามจิตตัวเองให้ทัน อีกความฝันคือ ผมอยากอยู่อย่างสงบ " เขา กล่าว และรู้สึกตลอดว่า งานทุกชิ้นที่เข้ามาเป็นงานท้าทายทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่คนดูแล้วไม่รู้ว่ามีดีไซน์ แต่เป็นงานมีดีไซน์
"นั่นแหละทำให้ดูธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดา งานที่ผมชอบมากเลยคือ งานออกแบบวัดเขาพุทธโคดม แต่ตอนนี้ดูเก่ามาก เพราะไม่มีคนดูแล และเวลาพระเณรเข้ามาใช้ ท่านไม่รู้ว่า เป็นงานออกแบบเพราะมันกลมกล่อม แต่ด้วยสายตาดีไซน์เนอร์จะรู้ว่านี่คืองานออกแบบ"





