แม้ชีวิตจะวุ่นวายเพียงใด แต่การให้เวลากับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเช่นนักคิดคนนี้เรียนรู้
“จะรู้จักตัวเองก็ต่อเมื่อให้เวลากับตัวเอง การให้เวลากับตัวเอง ก็คือให้เวลากับความคิด เท่าทันความคิดและจิตของเราเอง เพราะตัวเราก็เปลี่ยนตลอดเวลา ชีวิตของเราก็เป็นอนัตตา บังคับตัวเองไม่ได้หรอก” ดร.วิรไท สันติประภพ นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่ทำงานในระดับนานาชาติ เล่าให้ฟัง
เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองคนหนึ่งในสังคม ตอนเรียนปริญญาตรี ธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบดอกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard อเมริกา ด้วยวัยเพียง 24 ปี
จากนั้นเริ่มทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 2540 กลับมาเป็นผู้อำนวยการร่วม สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงิน ในด้านการธนาคารและตลาดทุน
นอกจากนี้เคยทำงานระดับบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จากัด (มหาชน) และล่าสุดเพิ่งพักจากงานประจำที่ครบวาระ 4 ปีในตำแหน่งรองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อหาเวลาจัดสมดุลให้ชีวิต และการปฏิบัติธรรม ที่เขาถือว่าสำคัญมากในชีวิต
เพราะสนใจเรื่องพุทธศาสนา การฝึกสติจึงอยู่ในชีวิตประจำวัน เพราะเขาเองก็เคยบวชเรียนและฝึกปฎิบัติสมาธิภาวนา เพราะอยู่กับคุณน้าคุณยายที่มีศรัทธาในพุทธศาสนา อาจารย์วิรไทจึงหลอมรวมสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัว
"เรื่องง่ายๆ เลย เวลานอนผมจะมีสมุดโน้ตบนหัวเตียง บางทีผมตื่นมาตีหนึ่ง ตีสอง นั่งจดสิ่งที่ผมคิด ซึ่งทำให้จิตไม่ได้พักเต็มที่ หลังจากปฎิบัติภาวนามากขึ้น เดี๋ยวนี้รู้จักการพัก เวลาเดินทางไปต่างประเทศ เรื่องเวลาที่แตกต่าง ผมไม่มีปัญหาเลย ผมสามารถวางได้ ซึ่งเมื่อก่อนผมเป็นคนที่ใช้ความคิดเยอะ มีบางอย่างตกค้างอยู่ในสมองตลอดเวลา พอมาปฎิบัติภาวนาผมรู้เลยว่า ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น ความคิดในหัวเราชัดเจนมากขึ้น กระบวนการตัดสินใจของเราดีขึ้น มีสติมากขึ้น ต่างไปจากเดิมที่อาจจะวอกแวกเยอะ"
ส่วนในเรื่องการจัดระบบความคิดและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.วิรไท บอกว่า ในแต่ละวันมีเรื่องเข้ามาในชีวิตเยอะมาก แต่เราสามารถมีสติรู้ว่า เรื่องนี้ควรอยู่ในลิ้นชักอันไหน เมื่อเราจะเปิดใช้ โดยไม่จำเป็นต้องเก็บทุกอย่าง ถ้าเราไม่จัดเป็นระบบ ก็ทำให้สมองเราไม่เคลียร์
"ปกติเวลาจะค้นอะไรต้องค้นทั้งกอง หรือเมื่อก่อนผมเป็นคนดุ พูดแรงๆ และชอบเหน็บคน แต่ตอนนี้คิดว่ามันเสียเวลาที่ต้องไปแก้ปัญหาสิ่งที่เราพูดออกไป ผมก็เลยลดความแรงในหลายๆ เรื่อง เพราะเข้าใจคนมากขึ้น และเข้าใจพุทธศาสนา"
และอีกจุดในการเปลี่ยนแปลงชีวิต เมื่อตอนที่เขาได้พบกับองค์ดาไล ลามะ
"หากถามว่า ทำไมฝรั่งถึงศรัทธาท่านดาไล ลามะ เพราะท่านสามารถเชื่อมโยงเรื่องชีวิตได้ทุกเรื่อง ท่านไม่ได้รอบรู้ด้านพุทธศาสนาอย่างเดียว แต่สามารถเอาศาสตร์อื่นๆ มาเป็นฐานอธิบายวิธีคิดแบบพุทธศาสนา"
นอกจากนี้ เขายังหวังว่า พุทธศาสนาน่าจะเข้ามามีบทบาทบริหารจัดการบ้านเมืองมากขึ้น แต่ควรเป็นพุทธศาสนาที่ไม่ใช่พิธีกรรม เพราะปัจจุบันมีแนวคิดประหลาดๆ เช่น หักกลบลบกรรมได้ โกงได้ แล้วแบ่งเงินไปทำบุญ ช่วยลดกรรมไม่ดี ซึ่งหลักพวกนี้ต้องช่วยกันออกมาต่อต้าน ไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องเลย
นั่นเป็นมุมธรรมะ ส่วนมุมวิชาชีพ เขาเป็นนักวิชาการ นักคิด และนักเขียนที่เข้าใจเรื่องเศรษฐศาสตร์อย่างแตกฉาน เขาเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะหวังว่าจะนำความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ในสังคม เส้นทางนักเศรษฐศาสตร์ของเขาจึงเป็นเส้นทางที่เลือกแล้ว
“หลังจบปริญญาเอก ผมตัดสินใจทำงานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพราะเป็นการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้พัฒนาระบบเศรษฐกิจ “
การทำงานในช่วงวิกฤติ ปีคศ. 1997 เขาได้ไปใช้ชีวิตในหลายประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจล่มสลาย เห็นความแตกต่างของผู้คนและความรุนแรง
“ผมจำได้ว่าบางปีผมอยู่นอกวอชิงตันครึ่งหนึ่งของเวลา ผมเดินทางไปหลายประเทศที่มีปัญหา ไม่ว่าอาฟริกา ตะวันออกกลาง นั่นทำให้ผมเข้าใจว่า โชคดีที่เกิดเป็นคนไทย”
เขาย้อนความถึงช่วงหลังสงครามกลางเมืองในไลบีเรียว่า เพราะ ผลพวงของสงคราม ทำให้เห็นว่า แค่คนเดินชนกัน ก็ทะเลาะกัน ชกกัน ด่ากัน เพราะเป็นสังคมที่เพิ่งเจอสังคมกลางเมือง หรือซิมบักเว ประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมากของอาฟริกา เนื่องจากนโยบายที่ผิดพลาด นักการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ เพราะเป็นประชานิยมสุดโต้ง เศรษฐกิจล้มเหลว ซึ่งเรื่องพวกนี้เมื่อตกต่ำแล้ว จะกลับขึ้นมาได้ลำบาก
เพราะได้เห็นเศรษฐกิจหลายประเทศล่มสลาย เนื่องจากสงครามกลางเมือง ดร.วิรไท บอกว่า เพราะคนมองกันแค่ผลประโยชน์สั้นๆ ความยั่งยืนเอาไว้ก่อน สังคมอ่อนแอลงเรื่อยๆ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก้าวกระโดดขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาล อีกส่วนเพราะเราไม่สามารถคุมความต้องการของตัวเอง ถ้าเราปล่อยแบบนี้เรื่อยๆ เราจะเจอวิกฤติในระยะยาว ทุกครั้งที่เจอวิกฤติเศรษฐกิจ คนจะได้รับผลกระทบเยอะมาก
เขายกตัวอย่างเศรษฐกิจล่มสลายเมื่อปี 2540 นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้คนฆ่าตัวตาย เยาวชนต้องออกจากโรงเรียนเพราะพ่อแม่ล้มละลาย และ คนตกงาน
“วันนี้เราเห็นตัวอย่างในกรีซและหลายประเทศ คนต้องกลับมาทำงานใหม่ตอนอายุ 65 เงินบำเหน็จบำนาญที่คิดว่าจะได้ มันไม่ได้ ผมไม่อยากให้เมืองไทยเป็นแบบนั้นในอีก 15-20 ปีข้างหน้า เราจึงต้องคิดเรื่องระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เรากลับมาถามตัวเองคือ เรามีชีวิตเพื่ออะไร ชีวิตคืออะไร ถ้าจัดสมดุลชีวิตให้ดีขึ้น หลักของพุทธศาสนาจะช่วยในการละบางเรื่อง”
ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ ดร.วิรไท บอกว่า ถ้าประเทศไทยเดินต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ เป็นประชานิยมแบบนี้ ก็จะมีโอกาสเป็นเหมือนกรีซ หรืออเมริกาใต้ เจอวิกฤติ แล้วออกจากวิกฤติไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เรื่องอุตสาหกรรมข้าวที่พังทั้งระบบ ซึ่งเรื่องพวกนี้จะออกจากวิกฤติได้ต้องใช้เวลานาน





