Art Room 47 ห้องเรียนศิลปะเล็กๆ จุดกำเนิดฝันของคนอยากวาดรูป-อยากทำงานศิลปะ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
นอกจากธรรมชาติที่งดงามอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้โลกใบนี้สวยงามและน่าอยู่คือ 'ศิลปะ' โลกของศิลปะไม่มีจุดสิ้นสุดแต่ทุกการสร้างสรรค์ล้วนมีจุดเริ่มต้นจาก 'แรงบันดาลใจ' ครูเกตุ-โศภิษฐ์ เลิศวงศ์ประเสริฐ และ ครูตั้ม-วัชระ สุวิทยะศิริ มอบแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นใหม่ในพื้นที่เล็กๆ ของห้องเรียนศิลปะ อาร์ท รูม 47 (Art Room 47 )
"ฝันว่าอยากจะมีพื้นที่เล็กๆ เป็นห้องเล็กๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหน อย่างไปอเมริกา ไปแคนาดา ไปที่ไหนมา ก็จะไปสร้างพื้นที่เล็กๆ อย่างนี้ที่จะทำงานศิลปะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโรงรถหรือว่าจะเป็นห้องเลี้ยงสัตว์ อะไรพวกนี้ (หัวเราะ) คือจะไปหาเรื่องที่จะไปยึดสักที่หนึ่งและทำแบบนี้ขึ้นมา และจะมีคนมาร่วมด้วย (Join) เสมอ อยากจะมีที่ที่เป็นของตัวเองและมีคนที่รักอะไรเหมือนๆ กันเข้ามาทำงานด้วยกัน" ครูเกตุ พูดถึงจุดเริ่มต้นของอาร์ท รูม 47
"ตอนเราทำงานอยู่เราคุยกันบ่อยๆ .. มันมีไอเดียหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันเจ๋ง.. คิดว่าตึกนี้จะทำชั้นหนึ่งเป็นห้องเรียนเป็นเหมือนเวิร์คช็อปกัน อีกชั้นหนึ่งข้างบนเป็นเหมือนห้องฉายหนังมีหนังดีๆ ดู มีอะไรเปิดให้คนเข้ามา กลายเป็นว่าพอความคิดมันไปด้วยกันได้ก็เลยเห็นดีด้วยว่าทำอันนี้ก็ไม่น่าจะยาก" ครูตั้ม เสริม
จากความฝันขยับสู่ความจริงก้าวแรกของพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ต่างไปจากที่ฝันเล็กน้อย
"ตอนแรกเราไม่ได้คิดถึงเด็กเลย จริงๆ เรามองภาพตั้งใจว่าจะทำแถวๆ สุขุมวิท คืออยากได้นักเรียนนักศึกษาที่เหมือนว่าโตแล้วและต้องการทำงานศิลปะ เพราะว่าส่วนหนึ่งเราก็มีความเข้าใจเรื่องศิลปะพอสมควร และเราคิดว่าเราทำงานแบบนั้นกับคนในลักษณะที่ว่าโตแล้วมันสนุกกว่า แต่ว่าบังเอิญมันไม่ได้เป็นแบบนั้น (หัวเราะ) ดูจากสีห้องที่เราเตรียมไว้มันไม่ใช่สำหรับเด็ก แต่ว่าแถวนี้มันแปลกมากที่มีแต่เด็กๆ สนใจเข้ามา กลายเป็นว่าพอมีเด็กคนหนึ่งเข้ามา เด็กบอกต่อๆ กลายเป็นตอนนี้กลายเป็นโรงเรียนเด็ก" ครูตั้ม เล่าให้ฟัง
แม้จะไม่ตรงกับความตั้งใจแต่ผลที่ได้ก็น่าสนใจ
"กลับกลายเป็นดีเสียอีกนะ ชอบ รู้สึกว่าเขาเปิดเลย สอนอะไรเข้าไปก็รับ และเขาก็มีอะไรของเขาอยู่แล้ว เหมือนคนที่โตแล้วถูกทำลายสิ่งนี้ไปด้วยเหตุผลของเขา แต่จินตนาการอย่างเช่นเห็นเปลือกหอยแล้วนึกว่าเป็นเล็บเท้าของนางเงือกอย่างนี้มันไม่ใช่คนธรรมดาคิด แต่ว่าเป็นสิ่งที่จริงๆ พื้นฐานเด็กควรจะมีความคิดที่มันสนุกอยู่แล้ว แต่ว่าพอเขาโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีเหตุผลมีอะไรก็ไม่รู้ที่เขาจะบอกว่า เฮ้ย.. อันนี้ไม่จริง ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้จะหายไป แต่ว่าเราอยากจะเก็บยีนส์พวกนี้ของเขาไว้ และสอนทักษะให้เขาไปด้วย" ครูเกตุ บอก
"จริงๆ มันผิดแผนแต่ไม่ผิดคอนเซปต์ เพราะว่าที่ตั้งใจจะให้คือแรงบันดาลใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือว่าโตแล้ว ผมมองว่าศิลปะใครสอนก็ได้แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ให้แรงบันดาลใจคนได้ ว่าทำแล้วดีนะ ทำแล้วสนุก มันไม่ทุกคน ผมถึงไม่มีปัญหากับเด็กหรือผู้ใหญ่เพราะการให้เหมือนเดิม เราเข้าใจศิลปะและเราให้แรงบันดาลใจเขาได้ ผมว่าแบบนี้มากกว่าเลยกลายเป็นว่าไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่ผิดจุด มันเลยยังดำเนินต่อไปได้.. พอเริ่มทำกับเด็ก คำว่าเด็กนี่ไล่มาตั้งแต่หกขวบจนถึงปริญญาตรี มันมีหลายระดับ เด็กที่เข้ามาแต่ละคนก็พิเศษ หลังจากที่เราเริ่มทำแล้วเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย.. เจ๋ง เพราะเด็กเล็กๆ นี่ไม่ธรรมดา (หัวเราะ) " ครูตั้ม กล่าว
'แรงบันดาลใจ' ที่ห้องเรียนศิลปะของอาร์ท รูม 47 มอบให้นักเรียน ครูตั้มและครูเกตุ ขยายความให้ฟังว่า
"พูดได้ว่าแรงบันดาลใจคือความประทับใจนะ คนเราประทับใจง่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทำอย่างไรให้เห็นเร็วขึ้น.. อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ใครสักคนที่เขาจะอยากทำงาน เพราะตอนเรียนมาก็จะมีทั้งครูที่ให้แรงบันดาลใจมากๆ เลย กับครูที่เก่งมากๆ เลยทำให้เราท้อแท้ได้มากๆ (หัวเราะ) เลยเหมือนกับว่าเราอยากจะเป็นคนที่ผลักดันใครสักคน ไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดอะไร เหมือนเวลาไปดูคอนเสิร์ตสักคอนเสิร์ตหนึ่ง มันเป็นความสำเร็จที่ เฮ้ย.. มันเพราะ แต่สิ่งที่ให้แรงบันดาลใจเกตุจริงๆ คือตอนที่เขาซ้อม แต่ละคนจะมีอะไรตรงนี้ไม่เหมือนกัน เกตุดูแล้วก็จะอยากเล่นแบบนั้นแบบนี้ เพราะฉะนั้นสตูดิโอนี้เลยไม่เหมือนเป็นที่นั่งให้เด็กเรียน แต่อยากทำให้เป็นบรรยากาศให้เขาเห็นเรากำลังทำงาน เห็นกระบวนการ (Process) ของเรา ไม่ได้เห็นงานที่สำเร็จอย่างเดียว อยากให้เขาเห็นแล้วเขาอยากจะทำ พอเห็นแล้วรู้สึกชอบ ความตั้งใจความขยันมันจะตามมา"
สำหรับอาร์ท รูม 47 'เทคนิค' คือสิ่งที่สอนให้นักเรียนใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สิ่งที่ชอบ
"เทคนิคก็สอน แต่ว่าไม่ได้สอนในลักษณะที่ว่ามาเป็นกลุ่มแล้วสอนเหมือนกันว่า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า บางครั้งก็หนึ่ง แปด เจ็ด สี่ ห้า (หัวเราะ) แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน อย่างน้องคนหนึ่งชอบการ์ตูนแบบนี้สุดๆ เลย เขาอยากวาดภาพแบบนี้ได้ โอเคงั้นเรามาเริ่มกัน คุณเขียนเส้นแบบนี้ แต่ว่าก็ต้องอธิบายเขาว่ากว่าจะไปเป็นรูปนี้จะต้องทำอะไรบ้าง อย่างมีคนหนึ่งเข้ามาเป็นนักขี่ม้า ไม่รู้จักศิลปะเลย แต่ว่าอยากจะวาดแต่ม้าอย่างนี้ คุณก็ไปเริ่มทำอันนี้นิดหนึ่ง นั้นนิดหนึ่ง ใส่ทักษะที่จำเป็นที่จะทำให้เขาไปถึงจุดนั้นได้ให้กับเขาค่ะ แต่ว่าไม่ใช่ไปข้ามขั้น ไม่ใช่อยู่ๆ เล่นกีต้าร์คุณจับคอร์ดไม่เป็นแล้วคุณอยากโซโล่ คืออยากให้เขาดำเนินไปจนถึงจุดที่เขาอยากได้ แต่ไม่ได้ทำเหมือนๆ กันทุกคน ดูเป็นคนๆ ไป เพราะบางคนไอเดียดีมากแต่ทักษะไม่ได้ก็ต้องให้เขาเรียนไป" ครูเกตุ บอก
"เราเหมือนโรงเรียนทางเลือกเลย บางคนมาอยากทำแบบนี้เลยโดยที่ไม่มีพื้นฐาน อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ประสบการณ์ของครูเกตุเขาเข้าใจ คนที่ไม่เคยเรียนแต่มาไม่กี่ครั้งแล้วเขียนสีอะครีลิคได้ ถ้าถามว่าที่นี่ใช่ที่สอนเทคนิคด้วยไหม ใช่นะ เราสามารถสอนคนที่เขาไม่เป็นแต่อยากทำให้ทำได้ อย่างน้อยๆ เขาอยากได้หนึ่งร้อยเขาได้ไปเจ็ดสิบแปดสิบที่เขาพอใจใกล้เคียงกับความคิดของเขาเลยว่า มีหลายคนที่มาแบบไม่มีพื้นฐานแล้วเข้าใจว่ามาเรียนเป็นแต่ละขั้นตอน แต่เราไม่ใช่" ครูตั้ม กล่าว
"งานนำเทคนิคมากกว่า เทคนิคเป็นแค่เหมือนคนรับใช้ของเรา อย่างเกตุชอบสีน้ำมันมาก แต่เกิดเกตุอยากจะเขียนรูปรูปหนึ่งที่เป็นสไตล์ที่สีน้ำมันไม่ตอบโจทย์ก็ไปใช้อีกเทคนิคหนึ่ง เทคนิคต่างๆ มันเป็นแค่เครื่องมือ อย่างสมมติน้องบอกอยากเขียนงานแบบนี้แล้วเรามองว่าอะครีลิคทำได้เราก็ลองให้เขาเขียนอะครีลิคและสอนเทคนิคสีอะครีลิคให้กับเขา เพื่อให้เขาจะทำได้อย่างที่เขาอยากจะทำ เทคนิคเป็นแค่เครื่องมือ" ครูเกตุ กล่าวสรุป
ในฐานะครูสอนศิลปะผู้ให้แรงบันดาลใจ เมื่อถามถึงความหมายของคำว่า 'ศิลปะ' คำตอบของทั้งสองคนคือ
"ศิลปะของผมนี่ง่ายมากเลยนะ ชอบ ทำ ศิลปะมีแค่สองอย่าง สวยกับไม่สวย มันไม่มีผิดหรือว่าถูก มันมีแค่เราทำ เราชอบ สวยดี ถ้าไม่ชอบไม่สวย ทำใหม่ มีแค่นี้เอง อันนี้เราไม่ได้พูดถึงทฤษฎีอะไรต่างๆ ที่มาอ้างอิงนะ สำหรับผมนิยามมีแค่นี้" ครูตั้ม บอก
"ก็ชอบกับไม่ชอบ จริงๆ คล้ายๆ กัน คือว่า สวยหรือไม่สวย ไม่มีเหตุผลอะไรมาตัดสิน ไม่มีผิด ไม่มีถูก ที่จะสอนเด็กเสมอก็จะเป็นเรื่องนี้ คือทุกคนแตกต่างกันหมดเลย บางคนเข้ามานี่คือคิดว่าตัวเองทำศิลปะไม่ได้ แต่เกตุกลับรู้สึกว่าเขาเจ๋งกว่าคนอื่นเลยล่ะ (หัวเราะ) สวยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการตัดสินก็ไม่เหมือนกัน การประเมินของเราก็ไม่ได้ประเมินของเขากับคนอื่น แต่ประเมินของเขากับอาทิตย์ที่แล้ว กับเดือนที่แล้ว กับปีที่แล้วของตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นศิลปะสำหรับเกตุก็คือความงามเท่านั้นเอง" ครูเกด กล่าว
การได้ทำงานศิลปะอาจเคยเป็นและยังเป็นความฝันของหลายคน ครูตั้มบอกว่า ทุกคนสามารถทำงานศิลปะได้
"ส่วนใหญ่คิดว่าฉันไม่มีพรสวรรค์ บางคนคิดว่าเล่นดนตรีไม่ได้ บางคนก็คิดว่าวาดรูปไม่ได้ แต่เรารู้ดีว่าจริงๆ เรื่องพวกนี้มันฝึกได้ โอเคสิ่งที่มีมาแล้วสำหรับคนที่มีพรสวรรค์อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าทุกคนมันทำได้ศิลปะ ดนตรี ..อันนี้เป็นแรงบันดาลใจอันหนึ่งของผมเองนะ ผมเห็นฝรั่งทำอาชีพอะไรก็ตาม เขาเล่นดนตรีเป็น เขาเขียนภาพเป็น แล้วไม่มีคำว่าผิดหรือถูก อันนี้สวยหรือไม่สวย นี่คือฝรั่ง เราเห็นแล้วเราว่า เออ.. เจ๋งนะแบบนี้ เอาทฤษฎีอะไรมาวัดกันมันไม่มีหรอก ทฤษฎีมันรองรับสิ่งต่างๆ ที่เราทำ สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจส่วนตัวเป็นสิ่งที่อยากใส่ให้เด็ก มันเป็นความรู้สึก เราคิดว่าทุกคนทำได้"
หมายเหตุ : ชมภาพมากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น 'กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ' คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk





