วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพลินในแบบ 'โฮขุริขุ'

ญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่ โตเกียว เกียวโต โอซากา นาโกยา หรือฮ็อกไกโดเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่อีกหลายแห่ง กำลังรอคอยให้นักเดินทางไปสัมผัสทำความรู้จัก

เช่นเดียวกันกับพื้นที่นอกเมืองใหญ่เหล่านี้ บางที นี่อาจจะเป็นสวรรค์สำหรับคนหลีกหนีความวุ่นวาย

มาญี่ปุ่นเที่ยวนี้ แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะเครื่องบินไม่ได้ร่อนลงสนามบินนาริตะ แล้วต่อรถไฟเข้าสู่เมืองโตเกียวอันเต็มไปด้วยแสงสีและความวุ่นวายเหมือนอย่างที่คุ้นเคย แต่รันเวย์ที่เครื่องบินลงจอดอยู่ที่สนามบินคันไซ นครโอซากา จากนั้น คณะเราก็ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง แล้วลากกระเป๋าเดินออกมาตามทางเชื่อมต่อภายในอาคาร เพื่อจับรถไฟมุ่งหน้าสู่ “ฟุคุอิ” ทันที

-1-

จังหวัดฟุคุอิ (Fukui Prefecture) มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหาร เพราะอยู่ติดทะเลญี่ปุ่น (Japan Sea) ส่วนแหล่งท่องเที่ยว หนีไม่พ้นวัดวาอารามเก่าแก่ และความงดงามทางธรรมชาติ ทั้งทะเลและภูเขา แต่ที่โด่งดังมากๆ คือ หน้าผาโทะจิโบะ (Tojinbo Cliffs) ที่ดูแปลกตาดี เหมาะอย่างยิ่งหากฮอลลีวูด ซึ่งโดยนิสัยชอบสรรหาโลเกชั่นแปลกๆ ควรเลือกมาถ่ายหนังสักเรื่องที่นี่

เราใช้เส้นทางรถไฟโอซากาไปยังฟุคุอิ พอเลยเมืองหลวงเก่าเกียวโตได้ไม่นานนัก ทิวทัศน์สวยงามก็ปรากฏอยู่ในสายตาทางขวามือ เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ชื่อ “บิวะ” (Biwa Lake) ซึ่ง โอซามุซัง (Osamu Miyajima) ผู้ร่วมเดินทางมากับคณะสาธยายว่า ที่นี่เหมาะที่สุดสำหรับการตกปลาเป็นที่สุด

จุดแวะแรกของทริปนี้ คือเมืองซุรุกะ (Tsuruga) เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของฟุคุอิ ที่มีท่าเรือเก่าแก่ อันเป็นจุดขนถ่ายสินค้าจากญี่ปุ่นไปยังเกาหลี จีนแผ่นดินใหญ่ รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ในย่านเอเซียด้วยกัน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซุรุกะ จึงมีบทบาทอย่างสำคัญในด้านยุทธศาสตร์ทางการทหาร จึงไม่ต้องสงสัย หากสิ่งปลูกสร้างโดยทั่วไปของเมือง แทบจะถูกทำลายจนหมดสิ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่นๆ ของจังหวะฟุคุอิ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการทำลายล้างของสงครามเท่าใดนัก

เพราะกองทัพเดินด้วยท้อง คณะของเราจึงถึงเวลาเติมพลังที่ร้านอาหารเก่าแก่ของเมืองนี้ ซุกิโมโตซัง คุณตาวัย 73 ปี เล่าว่า ร้านนี้เปิดมาได้ 110 ปีแล้ว ตัวท่านเองนับเป็นผู้บริหารรุ่นที่ 6

“เราเป็นคนทำเบนโตะซูชิรายแรกในญี่ปุ่นนะ” คุณตาบอก “ทุกวันนี้ เรารับออร์เดอร์ออนไลน์ด้วยนะ ส่งทั่วประเทศวันละ 5-6 พันกล่อง”

หลังจากอิ่มหมีพีมันกันทั่วหน้า พร้อมกับไม่ลืมเอ่ยปากจากใจจริง ชื่นชมในรสชาติอาหารที่มีลักษณะเฉพาะตัว หรือที่ภาษาปะกิตเรียกว่า “ยูนี๊ค” แล้ว จึงถือโอกาสคารวะและร่ำลาคุณตา ซึ่งออกมายืนโบกมือกับรถตู้ของคณะเรา จนกว่าจะลับสายตา

เป้าหมายต่อไปของเรายังอยู่ในเมืองซุรุกะ เพราะชื่อเสียงของศาลเจ้าเคอิ (Kehi Shrine) ที่ว่ากันว่าสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.702 หรือราวกว่า 1,600 ปีมาแล้ว เพียงแรกเห็นซุ้มประตูไม้ทางเข้าของศาลเจ้าแห่งนี้ ก็นับว่าโดดเด่นเป็นสง่ามากทีเดียว

ศาลเจ้าญี่ปุ่นแห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบ อาจเป็นเพราะเป็นวันธรรมดา ทั้งที่โดยเฉลี่ยมีผู้ศรัทธาเดินทางมากราบไหว้บนบานศาลกล่าว ถึงปีละกว่า 6 ล้านคน จัดเป็นศาลเจ้ายอดนิยมอันดับ 5 แค่รองจากศาลเจ้าที่เมืองโตเกียว, นาริตะ, โอซากา และนาโกยาเท่านั้น

“โอซามุซัง” บอกว่า เหตุผลหลักเป็นเพราะคนญี่ปุ่นยังนิยมแต่งงานกันตามศาลเจ้า ซึ่งถือเป็นความเชื่อตามปกติ นอกจากนี้ ในแต่ละปี ศาลเจ้า ซึ่งก็เหมือนวัดไทยที่ต้องมีเทศกาลอันเต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งส่วนมากมักเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน อันเป็นช่วงย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิต ที่อากาศคลายความอบอ้าวลงไปมากแล้ว

ไม่เพียงซุ้มประตูเก่าแก่เท่านั้น ในศาลเจ้าแห่งนี้ยังมี “มิซุยะ” หรือบ้านน้ำ ที่มีกระบวยให้ตักดื่ม ซึ่งมีอายุเป็นพันปีแล้วเช่นกัน โดยน้ำเหล่านี้เป็นน้ำธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากดิน แล้วมีการเดินท่อน้ำมาให้บริการอีกทีหนึ่ง

ณ มุมหนึ่งของศาลเจ้าแห่งนี้ ยังมีประติมากรรมรูปหล่อท่าน มัทซุโอะ บาโช (Matsuo Basho) กวีไฮกุคนสำคัญประดิษฐานอยู่ด้วย ทั้งที่ท่านเป็นชาวเมืองโอซากา มิได้พำนักอยู่ที่เมืองนี้ เมื่อสอบถามจากคนท้องถิ่นจึงได้ความว่า ครั้งหนึ่ง ท่านมัทซุโอะ เคยเดินทางมาเยี่ยมศาลเจ้าแห่งนี้ ด้วยหวังจะได้ชื่นชมความงดงามของพระจันทร์ เพราะสมัยนั้น ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นจุดนิยมของผู้คนในการมาชื่นชมแสงจันทร์

ทว่า โชคไม่ดี วันนั้นสภาพดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ฝนพรำและจันทร์เร้นหายไปในกลีบเมฆ นั่นจึงกลายมาเป็นที่มาของบทกวีไฮกุที่มีชื่อเสียงอีกบทหนึ่งของท่าน ซึ่งมีเนื้อหารำพึงรำพันถึงอากาศแปรปรวนในเขตโฮขุริขุนั่นเอง !

-2-

ดูเหมือนทริปนี้ จะเริ่มต้นกับของเก่า หรืออะไรที่ดูคลาสสิกทั้งนั้น เพราะลำดับถัดไป คือการเดินทางไปเมืองเอชิเซน (Echizen City) ซึ่งที่นี่มีหมู่บ้านผลิตกระดาษทำมืออายุ 260 ปี ที่ชื่อว่า Echizen Washi no Sato

บรรยากาศภายในสถานที่ของบ้านผลิตกระดาษ พลิกจากความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะเต็มไปข้าวของรกรุงรังมากมาย แต่บ้านแห่งนี้จัดวางสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ และดูเหมือนจะคุ้นชินกับการมาเยือนของอาคันตุกะ สังเกตได้จากการจัดวางข้าวของ เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการผลิต

ทามามุระ ฮิซาชิ (Tamamura Hisashi) เจ้าของบ้านวัย 77 ปี เชื้อเชิญพร้อมสาธิตการผลิตกระดาษทำมือให้ดู ตั้งแต่เยื่อไม้จากพืชที่จะใช้ทำเป็นกระดาษสา การย่อยให้เป็นชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กลง การต้มเคี่ยวให้เยื่อเปื่อย จนถึงการผสมเยื่อลงเป็นสารแขวนลอย แล้วใช้กรอบไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีตัวกรองช้อนซับน้ำเยื่อเหล่านั้น โดยเกลี่ยให้มีความเข้มข้นอย่างเท่าเทียม ก่อนจะสะเด็ดน้ำ แล้วคลี่เป็นแผ่นกระดาษนำไปตากให้แห้ง

“ที่นี่ เราผลิตกระดาษได้วันละ 1,000 แผ่นนะ เห็นอย่างนี้ เชื่อหรือไม่ว่า กระดาษของเรามีความคงทนแข็งแรงมาก นี่คือตัวอย่างกระดาษที่อายุเป็นร้อยปี” ทามามุระซัง พูดพลางยื่นปึกกระดาษออกมาให้ดู พร้อมยินยอมให้จับดูสภาพความแข็งแรงของกระดาษ จากนั้นเขาหยิบตัวอย่างกระดาษที่พันเป็นเกลียวออกมา ให้ลองใช้ความแข็งแรงในการทำลาย

“ลองดูว่า คุณจะดึงให้กระดาษขาดได้หรือไม่” หลังจากความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า กระดาษไม่ขาด มีสภาพเหนียวอย่างน่าอัศจรรย์ แต่เมื่อเขาเปลี่ยนมาใช้กระดาษที่ผลิตจากโรงงานทั่วไป มันขาดคามือลงอย่างง่ายดาย

เสร็จจากบ้านทำกระดาษสา ถึงคราวขยับตัวไปยังร้านเวิร์คช็อปที่เปิดให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้มีโอกาสผลิตกระดาษทำมือของตัวเอง ด้วยค่าใช้จ่ายคนละ 800 เยน หรือราว 200 กว่าบาทเท่านั้นเอง ซึ่งที่นี่ ทุกคนจะได้ทดลองร่อนกรอบไม้หาเยื่อกระดาษ ตกแต่งกระดาษด้วยใบไม้แห้งหรือสีสันต่างๆ ก่อนจะผ่านกระบวนการทำให้แห้ง ด้วยดรายเออร์ที่เสร็จสรรพในเวลาไม่กี่นาที

ก่อนออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ มีป้ายเขียนไว้เป็นเสมือนปฏิญญาของท้องถิ่น อย่างน่าทึ่งว่า

“ที่นี่ - สะอาด , ปราศจากสารพิษ, งานทำมือ, ไม่ใช้เครื่องจักร, เมืองสีเขียว”

อ่านแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า หากผู้นำชุมชนในบ้านเราริเริ่มจากทำเรื่องดีๆ แบบนี้ ก็ไม่น่าจะยากเย็นสักเท่าใดกระมัง

เสร็จจากเวิร์คช็อปกระดาษ ในเมืองเอชิเซน ยังมีพิพิธภัณฑ์แว่นตา (Megane Museum) ที่หนุ่มน้อย ทากามิยะซัง ออกมาต้อนรับ พร้อมพาชมแว่นตาทำมือที่สืบทอดกิจการมายาวนาน พร้อมด้วยพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงกระบวนการผลิตแว่นตา นับตั้งแต่ยุคโบราณเป็นต้นมา ก่อนจะลงเอยด้วยการให้แต่ละคนทดลองทำแว่นตาของตัวเอง ด้วยสนนราคาเพียง 500 เบน หรือราว 100 กว่าบาทเท่านั้น

หลังจากค้างคืนที่โรงแรมยากิ อายุ 200 ปี ในเมืองอวารา (Awara City) วันรุ่งขึ้น การเดินทางของคณะมุ่งสู่พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาของจังหวะฟุคุจิ โดยมี ดร.มิชิฮารุ โกะโตะ ภัณฑารักษ์คอยให้คำแนะนำ บังเอิญในช่วงนั้น มีการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนชิ้นส่วนไดโนเสาร์ พร้อมการขุดค้นจากแหล่งขุดค้นไดเสาร์ที่จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทยพอดี

“จากการขุดค้นซากฟอสซิล เราพบว่า เมื่อ 3 ล้านปีก่อนเคยมีไดโนเสาร์อยู่ในพื้นที่ของฟุคุอิ เราดำเนินการมา 30 ปีแล้ว พบชิ้นส่วนอยู่ราว 4-5 พันชิ้นด้วยกัน จากนั้นเราเริ่มตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว”

เมื่อสำเริงกับซากไดโนเสาร์จนน้ำย่อยเริ่มทำงาน ก็ถึงเวลาสำราญกับอาหารเที่ยงที่ร้าน “คือบ่อซัง” ด้วยเมนุสุขภาพ เพราะเป็นเต้าหู้ล้วนๆ ตั้งแต่อาหารจานหลัก จานรอง จนถึงขนม !

ภาคบ่าย นับเป็นโปรแกรมสำคัญ เมื่อคณะมีโอกาสได้เยี่ยมชมวัดเอเฮจิ (Eiheiji Temple) ซึ่งเป็นวัดเซนที่ก่อตั้งโดย โดเจน เซนจิ เมื่อ 800 ปีที่แล้ว ภายในวัดช่างเงียบสงบดีแท้ คล้ายๆ กับบรรยากาศในนิทานเซนทั้งหลาย ตัวอาคารไม้อายุหลายร้อยปีมีส่วนช่วยเสริมจินตนาการไปกันใหญ่ เติมด้วยเสียงบรรยายของหลวงพี่มัคคุเทศก์ซึ่งคอยเล่าถึงน้ำอดน้ำทนของพระ โดยเฉพาะพระหนุ่มทั้งหลาย ในการต่อสู้กับอุปสรรค เช่น ภัยจากความหนาวเย็น หรือระเบียบปฏิบัติ การทำงาน การทำวัตร อื่นๆ อีกมากมาย

นับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าในการได้สัมผัสบรรยากาศอันเคร่งขรึมในการประพฤติปฏิบัติของพระเซน โดยที่ผู้เยี่ยมชมพึงสำรวมและปฏิบัติตามกฎที่ทางวัดกำหนดอย่างเคร่งครัด

วันนั้นสิ้นสุดลงด้วยการเยือนหน้าผาโทะจินโบะ ยามตะวันกำลังลับหายในไปท้องทะเล ซึ่งเป็นช่วงเวลางดงามที่สุดของสถานที่แห่งนี้

-3-

รุ่งขึ้น ถึงเวลาของการไปเยือนเส้นทางแอลป์ ทาเทยามะ-คุโรเบะ ซึ่งถือเป็นสุดยอดของการเที่ยวชม “หลังคาแห่งญี่ปุ่น” โดยสามารถเข้าได้ทั้งทางทาเทยามะ จังหวัดโทะยะมะ และทางโองิซาวะ จังหวัดนากาโน

จาก ฟุคุมิ มายังจังหวัดที่อยู่ใกล้ชิดกัน โทะยะมะ ทำให้ผมนึกถึงข้อความจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของจังหวะโทะยะมะ โปรยเป็นตัวอักษรขนาดเขื่องเรียกความสนใจแต่แรกเห็น

“โทะยะมะ มีเสน่ห์มากมายที่ดึงดูดให้มาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี”

ด้วยการเดินทางที่มีทั้งกระเช้าไฟฟ้า ยานพาหนะแบบต่างๆ แม้กระทั่งการเดินสำรวจธรรมชาติ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลต่างหลั่งไหลมากันไม่ขาดสาย แม้ผู้สันทัดกรณีจะบอกว่า นักท่องเที่ยวหลักๆ ของที่นี่ เป็นชาวไต้หวัน, ไทย เกาหลี และฮ่องกง แต่เท่าที่ประเมินดูสายตา อาจจะฟันธงได้ว่า เกือบทั้งหมดนั้นเป็นชาวจีน!

การเดินทางจากสถานีทาเทยามะ เริ่มจากเคเบิลคาร์ ผ่านช่องเขาคุโรเบะ ต่อด้วยรถบัสขึ้นที่ราบสูงทาเทยามะ มุ่งหน้าสู่มูโรโดะ ที่ความสูง 2450 เมตร จากระดับน้ำทะล ช่วงที่ไปอากาศกำลังสบาย แต่ไม่วายได้ยินคนรอบข้างบ่นว่าหนาว ที่นี่มีจุดเดินชมวิว อ่างน้ำมิกุริกะ เส้นทางสูงๆ ต่ำๆ ทำเอาหลายคนหอบแฮ่กๆ ผู้อาวุโสบางท่าน เลือกจะนั่งหย่อนใจดูบรรยากาศไป พักเหนื่อยไป อันที่จริง สำหรับคนชอบเที่ยวแล้ว สีสันของทิวทัศน์ระหว่างทางนั้นมีคุณค่ายิ่งกว่าเป้าหมายปลายทางเสียอีก

จากนั้น เรานั่งรถไฟฟ้าลอดใต้อุโมงค์เพื่อไปยัง "ไดกัมโบะ" ซึ่งจะมีจุดชมวิวเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น และทะเลสาบของเขื่อนคุโรเบะ ก่อนจะนั่งเคเบิลคาร์ลงไปยังสันเขื่อน แล้วออกไปทาง "โองิซาวะ" เป็นอันจบทริป

โทะยะมะ ไม่เพียงมีเส้นทางแอลป์เท่านั้น แต่ยังมีรถไฟโบราณหวานเย็นให้ชมสะพานเก่าแก่สวยๆ ที่หาชมได้ยาก ในเส้นทาง คุโรเบะ จอร์จ (Kurobe Gorge) ซึ่งล่องผ่านไปตามสถานีต่างๆ จาก คาเนสึริ ไปจนถึง เคยะคิดาอิระ ซึ่งสถานีสุดท้ายนี้ ยังมีบ่อน้ำร้อนให้ลงไปแช่ตัวอีกด้วย โดยสภาพธรรมชาติอันงดงามเขียวขจีที่ได้สัมผัส ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ ชุบุ-ซังกากุ ที่ชวนให้ตกอยู่ในภวังค์ ราวกับเส้นทางย้อนอดีตกาล
แต่เพราะสมาร์ทโฟนที่คุณใช้ถ่ายภาพสวยๆ เพื่ออัพสเตตัสในโซเชียลมีเดียนั้นเชียว ที่คอยย้ำเตือนคุณว่า อย่าหลงดีใจไปเลย ตอนนี้กำลังอยู่ในยุค 3.0 แล้ว

ออกจากพื้นที่สีเขียว เดินทางเข้าสู่ย่านใจกลางเมืองทากาโอกะ บ้านเกิดของ ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ผู้สร้างสรรค์การ์ตูน โดราเอมอน ที่นี่มีสวนประติมากรรมแอนิเมชันนี้ ซึ่งอาจจะไม่โดดเด่นนัก เมื่อเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปขนาดใหญ่ The Great Buddha of Takaoka ที่มีขนาดความสูง 16 เมตร และใหญ่เป็นที่สามในญี่ปุ่น แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ โดราเอมอน แค่ได้มาเยือนบ้านเกิดขึ้นนักเขียนการ์ตูนคนโปรด ก็ย่อมเพลิดเพลินสุดๆ แล้ว

ในจังหวัดโทะยะมะ ยังมีหมู่บ้านประวัติศาสตร์จากยุคเอโดะ นั่นคือ "โกะคะยะมะ" ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองนันโตะ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี 1995 หมู่บ้านเก่าแก่แห่งนี้ยังคงสภาพเดิมๆ ไว้ เปิดให้เยี่ยมชมได้ในทุกฤดูกาล พร้อมกับการแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าตื่นตา

- 4 -

ไม่ไกลจากโทะยะมะมากนัก ในเขตที่เรียกกันว่า "โฮะขุริขุ" หนีไม่พ้นที่จะต้องไปเยือนเมืองอ่างทองของญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า คานาซาวา (Kanazawa) ในจังหวัดอิชิกาวา นั่นเอง

แปลตามตัว "คานาซาวา" หมายถึง บ่อทอง หรือ อ่างทอง เพราะที่นี่ไม่เพียงมีงานช่างทองฝีมือดีเท่านั้น แต่ยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาล โดยภาพสะท้อนหลักๆ เห็นได้จากสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น "คานาซาวา คาสเซิล ปาร์ค" ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1580 หรือจะเป็นสวนรุกขชาต เคนโรกุ-เอน (Kenroku-en) ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสวนที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งจากยุคเอโดะ และติดอันดับ 1 ใน 3 สวนที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งนี้ชื่อของ เคนโรกุ หมายถึงส่วนผสมทั้ง 6 ตามคติของจีนโบราณ เพื่อมุ่งสู่ความสมบูรณ์นั่นเอง

ในแง่ของชีวิตสมัยใหม่ คานาซาวา มีทั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ที่ทางเมืองเปิดให้แก่การนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ ทั้งศิลปินญี่ปุ่นและศิลปินต่างชาติอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน คานาซาวา ยังมีความเป็นเมืองที่สมบูรณ์ ทั้งแหล่งชอปปิง เช่น ห้าง 109 หรือพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจยามราตรีด้วยเช่นกัน

เพื่อนคนญี่ปุ่นที่ร่วมทริป ชาวเมืองคานาซาวา เล่าว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เขามาทุกสัปดาห์แหละ เพราะพาลูกมาเที่ยวเล่น ชมนั่นชมนี่ไปตามเรื่อง เพราะสะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่าย แถมมีห้องสมุดให้ใช้งานด้วย ดีกว่าไปใช้เวลาอยู่ที่อื่นเป็นไหนๆ

ฟังแล้วอดทอดถอนใจไม่ได้ หากนักการเมืองหรือผู้ใหญ่บ้านเราที่มีอำนาจกุมนโยบาย ทำหน้าที่ดีกว่านี้ ทำไมเราจะทำพิพิธภัณฑ์ดีๆ ใจกลางเมืองบ้างไม่ได้.