วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน 2569

Login
Login

Like Father, Like Son อบอุ่นมิใช่เศร้าโศก

นันทขว้าง สิรสุนทร เขียนถึงผลงานใหม่ของ โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ

หนังสามเรื่องหลังของ โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ในช่วง 10 ปีหลังอย่าง Nobody Knows” (2004), Still Walking (2008) และ I Wish(2011) นั้น มักมีเรื่องของเด็ก บริบทของเมือง และการสูญเสียความไร้เดียงสาของวัยเยาว์ แต่ไม่ว่าจะพาพล็อตไปมุมไหนของชีวิต แง่มุมหนึ่งที่เรารู้สึกเสมอคือ ความอบอุ่นที่อวลอยู่ในหนัง

สิ่งนี้น่าจะอยู่ใน Like Father, Like Son ด้วยเมื่ออ่านข่าวพบว่า คนดูหลายคนได้เสียน้ำตาอยู่บ้างจากบางฉากตอน นิตยสาร Time เอ่ยปากชมผ่านงานเขียนว่า งานด้านภาพในเรื่องนี้มีส่วนอย่างมากในการสร้างอารมณ์ของหนัง คนที่ได้เครดิตก็คือตากล้อง ทาคิโมโตะ มิกิยะ ผู้เคยทำงานมากมายให้กับโฆษณาและสินค้าทางทีวี นี่เป็นการถ่ายหนังยาวเรื่องแรกของเขา ทากิโมโตะ มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ โคเรเอดะ ตั้งแต่ Maboroshi (1995) ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของโคเรเอดะ

ในเวลานั้น ทาคิโมโตะ ทำงานเป็นผู้ช่วยของ ฟูจิอิ ทามัทซึ ที่เป็นคนถ่ายภาพนิ่งของภาพยนตร์เรื่องนั้น อีกทั้ง ทากิโมโตะยังเคยทำงานเป็นคนถ่ายภาพนิ่งให้ภาพยนตร์เรื่อง Air Doll (2009) ด้วย ทากิโมโตะ ได้เข้าร่วมโปรเจ็คต์อย่างกระทันหัน โดยในระหว่างการเตรียมงานสร้าง โคเรเอดะ กำลังมองหาช่างภาพที่มีมุมมองพิเศษ เขาต้องการช่างภาพที่สามารถถ่ายคนได้อย่างน่าดึงดูดใจและถ่ายทอดภาพอารมณ์เมืองได้เหมือนกับมันเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง ด้วยความบังเอิญ โคเรเอดะได้เห็นโฆษณาทางทีวีชิ้นหนึ่งและชอบแนวทางของมันมากจนคิดว่าคนที่ถ่ายได้ขนาดนี้น่าจะสามารถถ่ายหนังยาวได้เหมือนกัน หลังจากนั้นเขาก็เริ่มตามหาว่าใครเป็นคนถ่ายงานโฆษณาชิ้นนั้น

หลังจากได้คนที่ต้องการครบ Like Father, Like Son ก็เริ่มถ่ายทำ ทากิโมโตะ ไม่ทำให้ โคเรเอดะผิดหวัง ฝีมือการกำกับภาพของเขา ตรึงทั้งผู้กำกับและผู้ชม นอกจากภาพสวยๆ จากฝีมือของของ ทากิโมโตะ โคเรเอดะ เลือกที่จะใช้เพลงของบาคมาทำดนตรีประกอบให้กับหนัง: ชื่อเพลง The Goldberg Variations (บันทึกเสียงโดย เกล็นน์ กูลด์ ปี 1981) เขาใช้เพลงนี้ถึงสามครั้งในหนังเพื่อเน้นย้ำถึงความโหยหาและความผูกพัน ระหว่างตัวละคร

มีการใช้ภาพที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองครอบครัว ...คนดูสามารถแยกได้อย่างชัดเจนระหว่างความแตกต่างของสองครอบครัว ครอบครัวของเรียวตะ อาศัยในห้องคอนโดเรียบหรูมีสไตล์ ครอบครัวโดดเดี่ยวแยกออกจากญาติพี่น้องและผู้คนในสังคม ในอีกฝั่งหนึ่ง ครอบครัวของ ยูได ห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนบ้าน พวกเขาพอใจกับความเป็นอยู่ที่สงบและพอเพียง แค่ขอเพียงได้อยู่ด้วยกันทั้งครอบครัว บ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยสิ่งของมากมายที่คุณอาจได้เห็นเครื่องตกแต่งวันปีใหม่คั่งค้างหลงเหลืออยู่ก็เป็นได้

ความแตกต่างถูกนำเสนออย่างชัดเจนผ่านที่พักอาศัยและศิลปะการจัดวาง คุโรซาวะ คาซึโกะ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของภาพยนตร์ปรึกษาหารือกับ โคเรเอดะ และลงศึกษาพื้นที่ที่ตัวละครในหนังอาศัยอยู่ เธอศึกษาชีวิตของการดำรงอยู่จนถึงช่วงราคาสินค้าในห้างร้านละแวกนั้น ต่อมาเธอยังจัดหาเสื้อผ้าที่แตกต่างกันทั้งหมดของสองครอบครัวอีกด้วย

เนื้อหาที่อบอุ่นแม้มีบางมุมที่เศร้าโศกเล่าเรื่องของ ‘เรียวตะ’ คือผู้ชายญี่ปุ่นผู้สมบูรณ์แบบเขาได้รับทุกสิ่งที่คู่ควรจากการทำงานหนัก และเชื่อเสมอว่าครอบครัวของเขาเดินอยู่บนเส้นทางที่เพียบพร้อม จนวันหนึ่ง เขาและภรรยา ‘มิโดริ’ ได้รับโทรศัพท์แจ้งผลตรวจเลือดจากโรงพยาบาล ผลตรวจชี้ชัดว่าลูกชายวัย 6 ขวบ ‘เคตะ’ ไม่ใช่ลูกแท้ ๆของพวกเขา โรงพยาบาลให้เด็กผิดไป …. และนับจากวินาทีนั้นบททดสอบบางอย่างที่จะทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อต้องร้องไห้ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ระหว่าง “สายเลือดของตัวเอง” หรือ “ 6 ปีที่ผูกพันมา ” ถ้าต้องเลือกคุณจะเลือกสิ่งไหน

ถึงจะรู้ความจริงเรื่องลูกชายแต่ มิโดริ ก็ยังคงทุ่มเทความรักให้กับ เคตะ และพยายามติดต่อไปยังครอบครัวที่ดูแลลูกแท้ ๆ ของพวกเขาในตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ต่างจาก เรียวตะที่กำลังสับสนในบททดสอบครั้งนี้ เขาเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อตนเองว่า ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เขาเป็นพ่อที่ดีพอสำหรับ เคตะ แล้วหรือยัง แล้วถ้าวันหนึ่งพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว .... ความผูกพันจะมีค่าพอที่จะทำให้พวกเขาไม่ลืมกันได้หรือไม่ ?

หนังที่ว่าใช้เวลาถ่ายอย่างประณีตเรื่องนี้ เริ่มต้นที่เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2012

ซีนแรกของการถ่ายทำคือการสอบเข้าโรงเรียนชั้นประถมศึกษา ซีนนี้ยังเป็นซีนแรกของภาพยนตร์อีกด้วย โดยการถ่ายทำเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2012 โดยซีนสุดท้ายถ่ายทำใกล้เมืองมะเอะบะชิ ที่เห็นตัวละครอยู่ในรถกำลังเคลื่อนไหว โลเคชั่นอยู่ในพื้นที่ของเขตคันโตทั้งหมด พวกเขาใช้คอนโดมิเนียมสูงในชินจุกุ ในมหานครโตเกียวเป็นสถานที่ถ่ายทำจริง ซึ่งมันดูเหมือนโรงแรมสำหรับการพักอาศัยในเมืองของครอบครัว นะโนะมิยะ

ทั้งสองครอบครัวสนุกสนานกับการย่างบาร์บีคิวริมแม่น้ำในภาพยนตร์ โคเรเอดะยืนกรานว่าริมแม่น้ำต้องใกล้ทางข้ามที่มองเห็นรถไฟวิ่งผ่าน ไม่ต้องใหญ่มาก และไม่ดูจงใจเกินไป ทีมงานโปรดักชั่นพบสถานที่ที่เขาชอบในจังหวัดไซตะมะ ส่วนบ้านและร้านค้าของครอบครัวไซกิ พวกเขาขอเช่าบ้านจริงและร้านค้าจริงในเมืองมะเอะบะชิ

สิ่งหนึ่งที่ทีมงานบอกว่า สามารถช่วยให้หนังเห็นความต่างได้จากสองครอบครัวอีกก็คือ กลุ่มนักแสดงทุกคน ที่ถูกคัดเลือกเข้ามาสำหรับเรื่องนี้ต้องมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ความแตกต่างระหว่างสองครอบครัวที่ถูกบรรยายในหนังสื่อสารกับผู้ชมได้ เรียวตะ ( ฟุคุยามะ มาซาฮารุ ) คือผู้ชายบ้างานที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าเขาเป็นพ่อที่ไม่ดีนัก แต่ ยูได (ลิลลี่ แฟรงกี้ ) รักเด็กและอุทิศตัวเองเพื่อครอบครัว

ส่วนบทของพวกผู้หญิงแม้ว่า มิโดริ (โอโนะ มะจิโกะ) และ ยูการิ (มากิ โยโกะ) จะเกิดที่เมืองเดียวกันในแถบชนบท แต่ มิโดริ เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว จนได้เจอกับเรียวตะ ผู้ชายที่จริงจังกับทุกเรื่องแต่ข้อดีของเขาก็คือเขาเป็นคนที่เชื่อฟังภรรยามาก แตกต่างจากยูการิ สาวสวยผู้รักความเป็นอิสระเหนืออื่นใด เธอจึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิด และแต่งงานกับ ยูได

Like Father,Like Son ว่าเศร้าโศกอบอุ่นแล้ว แต่รอบสื่อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลับน่าสงสารมากกว่า เพราะสถานการณ์ทางการเมืองทำให้รอบสื่อที่ CTW ต้องย้ายไปฉายที่เซ็นทรัลพระราม 9

โดยที่สถานที่จะดูได้จริงๆ ของหนังคือ "ลิโด้" ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมเป็นต้นไป

หนังเริ่มฉายในวันพ่อ เกี่ยวกับความเป็นพ่อ

คงจะดี ถ้าใครทุกคนที่บอกว่ารักพ่อ จะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อพ่อของคนไทยบ้าง

ทำได้ไหม..แต่พนันว่าทำไม่ได้

โดยเฉพาะนักการเมือง.