วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทศกาลเวิลด์ฟิล์ม 11 จากหนังนอกกระแส ถึงฟิวชั่น

แม้ปีนี้จะอยู่ในช่วงอุณหภูมิการเมืองร้อนแรง แต่เสียงตอบรับจากผู้ชมกลับอบอุ่นเกินคาด

เวิลด์ฟิล์มเดินทางมาถึงปีที่ 11 ในช่วงภาวะการเมืองกำลังร้อน แต่เทศกาลหนังเวิลด์ฟิล์มในห้างกลางแยกราชประสงค์ไม่ได้เงียบเหงาซบเซาตามไปด้วย แม้จะเป็นการเปิดฉายแบบไม่ฟรีมาถึง 10 วัน กับภาพยนตร์ 80 เรื่อง กลับได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากคอหนัง ที่มาอุดหนุนภาพยนตร์แบบหนาตาในหลายรอบ รวมทั้งหนังไทยอินดี้อย่าง Isthmus ที่แม้จะไม่ได้แรงโปรโมทใดๆ แต่การฉาย 2 รอบในหนึ่งเทศกาล ยังทำให้หนังได้รับความสนใจจากผู้ชมจนล้นโรงเลยทีเดียว

-1-

วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ผู้อำนวยการเทศกาลและผู้คัดเลือกภาพยนตร์เข้าร่วมงาน เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ หรือเวิลด์ฟิล์ม ครั้งที่ 11 ปี 2013 นี้ ได้บอกถึงความสำเร็จในปีนี้ ที่ค่อนข้างไม่หวือหวา ไม่มีดาราระดับโลก แต่มีคนเข้าโรงดูหนังมากพอสมควร

"จำนวนหนังเท่าเดิมนะ ประมาณ 60 เรื่อง (จาก 25 ประเทศ) และมีแขกมาร่วมงานใกล้เคียงของเดิม และมีทีม 13 Little Film LAB จากสิงคโปร์มาร่วมงานอบรมภาพยนตร์ดิจิทัล ราว 30 คน ขณะที่ไฮไลต์ในเทศกาล มีตั้งแต่ภาพยนตร์เปิดเทศกาล The Rocket ที่เป็นหนังตัวแทนของประเทศออสเตรเลีย ส่งไปชิงรางวัลออสการ์ภาษาต่างประเทศ ประจำปี 2013 (จะประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงและผู้ชนะต้นปี 2014) แต่เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในประเทศลาว และนักแสดงเป็นคนไทย โดยเฉพาะเด็กน้อยที่เป็นตัวเอกของเรื่อง สิทธิพร ดีเสมอ ซึ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังไทรเบคกา ของโรเบิร์ต เดอ นีโร ที่นิวยอร์ก เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา"

The Rocket เป็นภาพยนตร์ที่ชนะใจคนดูได้ไม่ยาก ทั้งตัวละครเด็ก และการนำเสนอเรื่องราวที่ดูง่าย มีดรามาให้ลุ้นกัน และการเปิดฉายที่เทศกาลเวิลด์ฟิล์มถือเป็นรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทยของหนังที่มีผู้ร่วมทุนสร้างเป็นนักธุรกิจชาวไทยด้วย

ขณะที่ภาพยนตร์ปิดเทศกาล By the River เป็นหนังสารคดีถ่ายทอดมุมมองของชาวชุมชนคลิตี้ล่าง ที่ได้รับชะตากรรมจากสารตะกั่วรั่วไหลลงในแม่น้ำที่เป็นแหล่งเลี้ยงชีพของชาวบ้าน เป็นอีกมุมที่เล่าเรื่องด้วยบรรยากาศ และการนำเสนอภาพบนจอ ในจังหวะที่ไม่หวือหวา แต่เป็นหนึ่งในหนังที่ทำให้ภาพของเวิลด์ฟิล์มชัดเจน ในแง่แพลตฟอร์มของหนังนอกกระแส และไม่จำกัดกรอบของแนวทางหนัง รวมทั้งเป็นพื้นที่การฉายของคนทำหนังอิสระในเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เทศกาลหนังนานาชาติอย่าง 'บางกอก ฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล' ออกอาการซวนเซ ตั้งแต่มีคดีคอรัปชั่นกับออร์แกไนเซอร์ในฮอลลีวู้ดเมื่อหลายปีก่อน

เทศกาลเวิลด์ฟิล์ม วางสถานะของตัวเองเป็นผู้นำเสนอภาพยนตร์โลก ซึ่งจากปีที่ผ่านๆ มา เน้นหนังนอกกระแส รวมไปถึงหนังอาร์ต ที่นำภาพยนตร์จากซีกโลกอื่น นอกจากหนังฝรั่งเศส และหนังจากประเทศในยุโรปแล้ว หนังจากแดนไกลอย่างละตินอเมริกา และหนังตะวันออกกลาง อย่าง อิสราเอล ก็เป็นส่วนหนึ่งของจุดเด่นของเทศกาล ที่เสนอต่อคอหนังได้ชม

ขณะที่เป็นพื้นที่ของภาพยนตร์นอกกระแสของผู้กำกับอิสระ ที่ "นำเสนอ" ภาพยนตร์ของพวกเขาในแบบที่เป็นอิสระเสมอมาด้วย

แม้ชื่อเสียงของเวิลด์ฟิล์ม จะเคยเป็นเทศกาลหนังขายยาขม รสชาติแปลก ที่อาจจะไม่คุ้นลิ้นของผู้ชมหนังบันเทิงมากนัก แต่ปีนี้ หนังเด่นเป็นไฮไลต์ที่ลบเลือนอคติเดิมไปได้หลายเรื่องทีเดียว

หนังเด่นเวิลด์ฟิล์มครั้งที่ 11 รวมถึงหนังไต้หวัน ที่เพิ่งคว้ารางวัลม้าทองคำครั้งที่ 50 ที่เปรียบเป็นออสการ์ของหนังภาษาจีนจัดที่ไต้หวัน อย่าง Stray Dog ผลงานของผู้กำกับแนวทางเฉพาะตัวอย่าง ไช่มิ่งเหลียง และนักแสดงนำ หลี่คังเซง ซึ่งถือเป็นแขกรับเชิญและมีผลงานร่วมงานเวิลด์ฟิล์มหลายครั้งในปีที่ผ่านๆ มา

"หนังไต้หวันยังมีหนังแนวกระแสหลักอย่างโรแมนติกคอเมดี้ Apolitical Romance ที่ได้รับการตอบรับดีนะ ซึ่งคิดว่าไต้หวันเนี่ยคนไทยจะถูกจริต วัฒนธรรมเราคุ้นเคย จากยุคที่ดาราไต้หวันดังมาก คนไทยคลั่งไคล้กันตั้งแต่ยุค 70s มาจนถึงทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ก็คุ้นกับวัฒนธรรมป๊อปบันเทิงจากไต้หวันกันอยู่" เกรียงศักดิ์กล่าว

-2-

ในส่วนของหนังไทย ไฮไลต์อยู่ที่โปรแกรมฉาย เนื่องในวาระที่จารุณี สุขสวัสดิ์ เป็นผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ 'โลตัส อวอร์ดส์' จากเทศกาลเวิลด์ฟิล์ม โดยมีผู้ชมตีตั๋วเข้าชม "บ้านทรายทอง" และ "พจมาน สว่างวงศ์" อย่างล้นหลาม

จารุณี สุขสวัสดิ์ เปิดเผยว่า ไม่เคยดูบ้านทรายทองในอดีต ไม่กล้าดูตัวเองในจอใหญ่ ดังนั้น พอมาดูในงานเทศกาลนี้ จึงรู้สึกขำและตลกกับหนังที่เป็นเมโลดรามา กับงานแสดงที่เธอรับบท 'พจมาน' อันโด่งดัง ตั้งยังอยู่ในวัยรุ่น และส่งให้เธอเป็นหนึ่งในดาราไทยที่มีผลงานโด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งที่เคยมีมา

รางวัลโลตัส อวอร์ด เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติสำหรับผู้มีคุณูปการหรือทุ่มเทตัวเองให้แก่ภาพยนตร์ วัดจากผลงานที่ออกสู่สายตาประชาชนตลอดอาชีพของพวกเขา รางวัลนี้เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2004 คนแรกที่ได้รับมอบโลตัส อวอร์ด คือ ดอกดิน กัญญามาลย์ ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์ไทยโด่งดังในแนวตลก

"คุณจารุณี เธอเป็นตำนานหนังไทยตัวจริง และเธอเองก็ถือว่า เป็นดาราที่ขายหนังได้ เคยช่วยให้ผู้สร้างหนังหลายๆ คนปลดหนี้มาด้วยนะ" เกรียงศักดิ์ เล่าเกร็ดประวัติของจารุณี

ขณะภาพยนตร์นอกกระแสในไทย ยังมีผลงานหลากหลายสไตล์จากคนทำหนังอิสระ ไม่ว่าจะเป็นหนังสารคดีที่เป็นแนวติดตามชีวิตสาวคาราโอเกะใน Karaoke Girl หรือหนังบันเทิง เรื่อง ตั้งวง หนังคัมมิงออฟเอจ ของวัยรุ่นไทยยุคที่ความเชื่อและศรัทธาถูกตั้งคำถาม

ในส่วนของเจ้าภาพฝ่ายโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนมา สถานที่จัดฉายและจัดงานเวิลด์ฟิล์มปีนี้ สุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ ผู้บริหารของเครือเอสเอฟ มองภาพรวมของเทศกาลภาพยนตร์นี้ว่า การเพิ่มภาพยนตร์หลากหลายเข้าฉายในโรง เชิงธุรกิจมองภาพในแง่เป็นตลาดของการ "สร้างความคุ้นเคย" และเพิ่มความรู้ความเข้าใจกับหนังอื่นๆ นอกจากกระแสหลัก เปรียบภาพยนตร์นอกกระแสในยุคนี้เหมือนอาหารฟิวชั่น ให้คนดูได้ลิ้มรส ซึ่งพบว่ามีกลุ่มที่ชอบดูอยู่ไม่น้อย

"เรามองว่า เทศกาลภาพยนตร์ไม่ได้สร้างรายได้มากมายก็จริง แต่เราเห็นในแง่การ educate คน ในการชมภาพยนตร์ มันมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากชมภาพยนตร์นอกกระแส และกลุ่มนี้ก็โตขึ้นนะ การมีภาพยนตร์นอกกระแสมาฉายเรื่อยๆ ก็ทำให้เขาโตขึ้น เปรียบเหมือนคนทานอาหาร ที่ทานอาหารไทยไปเรื่อยๆ อาหารต่างชาติบ้าง แล้วตอนนี้ก็มาทานอาหารฟิวชั่นน่ะค่ะ" สุวรรณี กล่าว

รสชาติหนังที่เปรียบเป็นอาหารฟิวชั่น ยังสามารถใช้เป็นคำเปรียบเปรยกับภาพยนตร์ ที่เข้าฉายในเวิลด์ฟิล์ม ซึ่งหลายเรื่องที่ไม่สามารถจำกัดไว้เฉพาะ "สัญชาติ" หนัง หรือการเล่าเรื่องราวที่จะสะท้อนมากกว่าขอบเขตสัญชาติ อาทิ หนังฝรั่งเศส Cambodia After Farewell เล่าถึงชีวิตของครอบครัวชาวกัมพูชาอพยพที่กลับมาจากปารีส ตามหาครอบครัวหลังผ่านความบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองยุคเขมรแดง หลังเวลาผ่านไป

ขณะที่หนังสัญชาติออสเตรเลีย เล่าถึงชีวิตคนลาว และหนังสัญชาติไทยอย่าง Isthmus ที่พูดถึงแรงงานพม่า ในเรื่องราวผู้หญิงชื่อดา ที่ลูกสาวของเธอสูญเสียทักษะการพูดภาษาไทยของเธอไปเฉยๆ ภายหลังการตาย 'กี' ของสาวใช้ชาวพม่า นั่นทำให้ดาเกิดความสงสัยว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับวิญญานของกีก็เป็นได้ เธอจึงตัดสินใจพาลูกสาวออกเดินทางไปยังชายแดนพม่าที่จังหวัดระนอง เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เป็นต้น

-3-

เทศกาลภาพยนตร์กลายเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่เครือเอสเอฟ บรรจุเข้าฉายตลอดปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมจากประเทศต่างๆ อาทิ เทศกาลภาพยนตร์รัสเซีย ภาพยนตร์สเปน ภาพยนตร์อิตาลี ภาพยนตร์สวีเดน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น และภาพยนตร์ฮ่องกง ซึ่งงานหนังเป็นเพียงเหตุการณ์พิเศษวันเดียว แต่ช่วยให้คนดูเริ่มคุ้นเคยกับการมีหนังนานาชาติในโรงมัลติเพล็กซ์มากขึ้น

ผู้บริหารเอสเอฟ เผยว่า "งานที่เกิดขึ้นที่ร่วมจัดกับสถานทูตจากแต่ประเทศที่เอ่ยมา ถือเป็นงานระดับรัฐบาลแล้ว ทางเราจะพยายามบอกให้สถานทูตเปิดฉายให้ชมฟรี และการจ่ายงบประมาณให้ทางโรงเป็นผู้จัดการบริหารงานประชาสัมพันธ์ ตอนแรกทางสถานทูตยังอิดออด แต่เมื่อเห็นผลที่เกิดขึ้น มีผู้ชมล้นหลามในงานของเขา เขาก็ยอมรับได้"

ทั้งผู้จัดโปรแกรมและฝ่ายผู้บริหารโรงภาพยนตร์ เห็นตรงกันว่า ทำเลที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ มีผลต่อจำนวนผู้ชมในเทศกาลหนัง เช่นเดียวกับราคาบัตร

"กรณีเทศกาลฯที่มีการเก็บตังค์(ค่าชม) เราจะดูแลเรื่องราคาบัตรให้ต่ำกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่เข้าฉาย เพื่อเป็นการบิลต์ให้คนดูตัดสินใจง่ายขึ้น และคนดูมาดูก็ชอบนะ" สุวรรณี กล่าว โดยราคาบัตรชมภาพยนตร์ในเทศกาลเวิลด์ฟิล์ม ราคา 100 บาท/เรื่อง เป็นมาตรฐานของเทศกาลไปแล้ว ไม่ว่าค่าชมภาพยนตร์กระแสหลักจะพุ่งสูงแบบกู่ไม่กลับแล้วก็ตาม

เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ หรือเวิลด์ฟิล์ม (World Film Festival of Bangkok ) ก่อตั้งเมื่อปี 2003 โดยบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป หลังจากที่แยกตัวจากการร่วมจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ หรือบางกอกฟิล์ม (Bangkok International Film Festival ) จากปี 1998-2002 โดยยังจัดต่อเนื่องเป็นเทศกาลประจำปีทุกปี และครั้งล่าสุดปีที่ 11 จัดเมื่อวันที่ 15-24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟเวิลด์ ซีนีมา ห้างเซนทรัลเวิลด์

สำหรับปีหน้า ทางผู้บริหารโรงภาพยนตร์เอสเอฟเผยว่า จะมีประเทศในอาเซียน อย่าง เทศกาลหนังสิงคโปร์ มาร่วมขบวนเทศกาลหนังที่เปิดฉายในโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ของไทยด้วย ส่วนงานหนังนานาชาติเทศกาลเดียวหลายประเทศอย่าง เวิลด์ฟิล์ม อนาคตต่อไปนั้น ทางผู้บริหารโรงภาพยนตร์เห็นว่า

"สำหรับคนทำเฟสติวัล อย่างเวิลด์ฟิล์ม เราเห็นว่าถ้าไม่ขาดทุนก็น่าจะทำต่อไปได้ เราเองก็อยากให้ทางเวิลด์ฟิล์มมีกำลังใจทำต่อไปในปีหน้า เพราะการทำฟิล์มเฟสติวัลนี้ มันไม่ง่ายนะคะ คนทำต้องรักจริงๆ " ผู้บริหารเอสเอฟกล่าว