วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

Foreverly เพลงร้องประสานและความสามัคคี

Foreverly เพลงร้องประสานและความสามัคคี

อนันต์ ลือประดิษฐ์ เขียนถึงผลงานใหม่ที่ บิลลี โจ อาร์มสตรอง นักร้องนำวงกรีเดย์ ทำร่วมกับ นอราห์ โจนส์

การเมืองร้อนระอุในเวลานี้ ไม่เพียงเรื่องความผิดชอบชั่วดี แต่ยังลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งอันมีที่มาจากจุดยืนและมุมมองที่แตกต่างกันอีกด้วย แม้กระทั่งสมาชิกในครอบครัวเดียวกันก็ยังไม่เว้น นับประสาอะไรกับคนที่มาเจอกันแบบ “ร้อยพ่อพันแม่”

นั่นพลอยทำให้แต่ละคนต้องคุมสติ มองหาพื้นที่ส่วนตัว เพื่อลดแรงปะทะ หลบเลียแผลในใจ และถนอมรักจิตวิญญาณของตัวเองขึ้นมาใหม่

แต่ละคนต่างมีวิถีทางของตัวเอง แต่ละคนต่างเลือกพื้นที่ปลอดภัย หรือ comfort zone เพียงเพื่อจะลุกขึ้นมาปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองได้อีกครั้ง

ป่วยครั้งใด ผมเลือกฟังเพลงเพื่อบำบัดอาการป่วยมากกว่ารับประทานยา และเชื่อว่าคุณๆ แฟนคอลัมน์ “เพลงในโลกดิจิตัล” หลายท่าน คงมองไม่ต่างกัน

เมื่อใดเห็นคุณค่าของเสียงดนตรี เมื่อนั้นย่อมเห็นธรรม

Foreverly เป็นอัลบั้มง่ายๆ ที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิตช่วงสัปดาห์นี้ ผมเปิดฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเสียงร้องคู่ประสานเสียงกัน กับภาคดนตรีอันหมดจด ใสสะอาด ทำให้ตะกอนขุ่นๆ ในอารมณ์ พลอยสงบนิ่งลงอย่างน่าอัศจรรย์

ผลงานชุดนี้คลี่คลายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติอยู่มากสักหน่อย เพราะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับแผนงานการตลาด หรือทิศทางจังหวะก้าวของศิลปินที่ต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม แต่ทำออกมาในลักษณะ “ตามใจฉัน”

เริ่มต้นโดยนักร้องวงพังค์ร็อก “กรีนเดย์” นาย บิลลี โจ อาร์มสตรอง ซึ่งโดยพื้นฐานเป็นนักเล่นแผ่นเสียง (ไวนิล) แล้ววันดีคืนดี บังเอิญไปเจอะเจอกับอัลบั้ม Songs Our Dad Thought Us ของพี่น้อง “ดิ เอฟเวอร์ลี บราเธอร์ส” ที่อัดไว้เมื่อปี 1958 เข้า เขาก็เลยเกิดอาการอยากเป่านกหวีดดัง ปรี๊ด ! ขึ้นมา

ไม่เพียงมนต์เสน่ห์ที่ “ดิ เอฟเวอร์ลี บราเธอร์ส” ถ่ายทอดเสียงประสานได้อย่างงดงาม และมีเอกลักษณ์ แต่บทเพลงเก่าๆ ที่พี่น้องคู่นี้นำมาขับขาน ก็ล้วนมีเรื่องราวในตัวเองให้ชวนหลงใหล หลายเพลงเป็นทำนองเก่าแก่ ที่มีการใส่เนื้อร้องเข้าไปใหม่ ให้สอดคล้องกับบรรยากาศของยุคสมัย

บิลลี โจ อาร์มสตรอง หลงใหลบทเพลงทั้ง 12 เพลงอย่างหนัก ถึงขั้นอยากจะ “รีเมค” งานบันทึกเสียงชุดนี้อีกครั้ง แต่มาคิดได้ว่า หากจะหาคนร่วมร้องด้วย เขาขอเลือกเอานักร้องสาวสักคน น่าจะเหมาะกว่าการไปร้องเพลงคู่กับผู้ชายด้วยกัน พอนำความไปปรึกษากับ ผบ.ทบ. ที่บ้าน เลยได้คำตอบว่า ทำไมไม่ชวน เจ๊ นอราห์ โจนส์ มาร้องด้วยล่ะจ๊ะ เธอเลิกกับผัว อกหักอยู่ (อันหลังนี้ผมเติมเอง เพราะผลพวงจากอัลบั้มซึม เศร้า เหงา แฮงก์ ชุดหลังของเธอนั่นแหละ – ฮา)

นั่นแหละครับ บิลลี เลยเกิดอาการ “ซาโตริ” (หรือ ตื่นรู้อย่างฉับพลัน) เพราะจดจำได้ว่า เคยไปร่วมงานของนักร้องอาวุโสนัยน์ตาพิการ สตีวี วันเดอร์ มาครั้งหนึ่ง และได้รู้จักมักคุ้นกับ นอราห์ โจนส์ ในคราวนั้น นั่นจึงกลายมาเป็นที่มาของโปรเจ็คท์นี้

ตามประสาผู้หญิง นอราห์ โจนส์ ออกอาการเล่นตัวนิดนึงก่อน เธอบอกไม่แน่ใจว่า จะทำความคุ้นเคย เพื่อทำเพลงทั้งโปรเจ็คท์กับหนุ่มที่ไม่ได้สนิทสนมกันไหวมั้ย เพราะการร้องแบบ “ดูโอ” นั้น มันก็ต้องมีจังหวะจะโคน ต้องคอยสอดผสานกันอย่างใกล้ชิด ถึงขนาดว่า ควรจะหายใจเข้าออกพร้อมๆ กันด้วยซ้ำ เพลงจะได้แนบเนียน ไร้ตะเข็บ

ไม่รู้ว่า บิลลี โจ อมอะไรไปพูดนะครับ แต่ในที่สุด นอราห์ โจนส์ ก็เซย์เยส โดยเธอจัดการหาพลพรรคนักดนตรีแบ็คอัพมาให้ กระทั่งกลายมาเป็นงานบันทึกเสียงที่ทำกันอย่างว่องไว อัดกันสดๆ อาจจะมีเว้นวรรคบ้าง ก็แค่เพลงสองเพลงเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

ภาคเสียงร้องเป็นโจทย์บังคับที่ บิลลี โจ กับ นอราห์ ต้องช่วยกัน “รีเมค” ให้บทเพลงเก่าๆ เหล่านี้มีความไพเราะน่าฟัง บางเพลง อย่าง Barbara Allen บิลลี ทำหน้าที่ร้องนำ บางเพลง นอราห์ เป็นฝ่ายร้องนำ โดยส่วนใหญ่ทั้งคู่ร้องร่วมกันได้อย่างลงตัว

ภาคดนตรีนั้น แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นเก่าของ “ดิ เอฟเวอร์ลี บราเธอร์ส” พอควร เพราะไม่ได้มีเพียงกีตาร์ กับดับเบิลเบสเท่านั้น แต่มีทั้งกีตาร์ เบส กลอง ไวโอลิน ฮาร์มอนิกา เปียโน ออร์แกน ฯ เรียกว่า ขนมาพอสมควรเพื่อให้ได้ “โทนคัลเลอร์” ที่แตกต่าง แต่ก็มิได้ยัดทุกอย่างให้เต็มจนเกินงาม

ยังคงรักษาแนวคิด small is beautiful เอาไว้ได้อย่างแม่นยำ

ในบริบทของการ “รีเมค” มิใช่การคัฟเวอร์ให้เหมือนกันไปหมด เพราะแต่ละเพลงจะมีกระบวนการเรียบเรียงดนตรีขึ้นใหม่ เพลงฮิตที่คุณอาจจะรู้จัก อย่าง Down in the Willow Garden ซึ่งเป็นเพลงโฟล์คของคนไอริช ที่ย้อนความเป็นมากลับไปได้ไกลถึงคริสศตวรรษที่ 19 ในเวอร์ชั่นของ บิลลี-นอราห์ นอกจากจะมีการปรับคีย์ ให้เข้ากับเสียงร้องของทั้งคู่แล้ว ภาคดนตรีก็จะมีการเลือกใช้คอร์ดและคู่เสียงแปร่งๆ ไว้ด้วย

Long Time Gone ปรับใหม่ให้กลายเป็นเพลงคันทรีไปเลย ด้วยการเดินเบสสลับ (คู่ 5) ซึ่งดูๆ แล้วเข้าทางของ นอราห์ โจนส์ ไม่น้อย เพราะแม้ภาพลักษณ์ภายนอกหลายคนจะคุ้นเคยกับความเป็นนักร้องแจ๊สของเธอ ผ่านผลงานที่ออกกับสังกัดแจ๊สเก่าแก่อย่าง “บลู โน้ต” ก็ตาม แต่โดยดีเอ็นเอ ผมคิดว่า นอราห์ โจนส์ ซึมซับอิทธิพลของเพลงคันทรีมามากมาย

That Silver-Haired Daddy of Mine เพลงเก่าของ จีน ออทรี ที่ร้องประชันกับ จิมมี ลอง จนกลายเป็นเพลงฮิตมาตั้งแต่ปี 1935 ในเวอร์ชั่นของ “ดิ เอฟเวอร์ลี บราเธอร์ส” มาในแบบโลกหมุนช้า เฉื่อยๆ เนือยๆ ด้วยน้ำเสียงลากๆ แต่ บิลลี-นอราห์ เปลี่ยนลีลาเสียงใหม่ ให้กระฉับกระเฉง สนุกสนานและมีชีวิตชีวา นี่คือแบบฉบับของเพลงร้องคู่ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขาไม่ได้เสียเวลาเปล่า แต่ทำให้เพลงจากโลกอดีตมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

ทั้งลีลาการร้องของ นอราห์ ที่สวมหัวใจเข้าถึงเพลง กับทักษะอันจัดเจนในการพรมนิ้วลงบนคีย์เปียโน ทุกอย่างจัดวางได้อย่างเหมาะเจาะอย่างยิ่ง

สำหรับแฟนเพลงของ กรีนเดย์ ... บิลลี โจ ได้กลายเป็นอีกบุคคลหนึ่งไปแล้ว จากปกติ จะเน้นการร้องเพลงแบบ “แหกปาก” มากๆ ไว้ก่อน ตามเพลงสไตล์พังค์ร็อก คราวนี้ เขาเปลี่ยนลุคมาในแบบฉบับของหนุ่มละเมียด โดยมี นอราห์ โจนส์ ร่วมประสานเสียง ทั้งคู่สลับกัน ร้องนำและร้องตาม ประสานเสียงกันอย่างสามัคคีกลมเกลียว

ชนิดที่ “กำนันสุเทพ” กับ “นายกปู” (ณ เวลาเขียนต้นฉบับ ยังไม่ลาออกหรือยุบสภา) คงไม่มีวันได้ทำอะไรร่วมกันอย่างสวยสดงดงามเยี่ยงนี้แน่นอน.

ตีพิมพ์ครั้งแรกในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 6 ธันวาคม 2557