วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ดาวดวงน้อยของ "พ่อ"

ดาวดวงน้อยของ "พ่อ"

...เจ้าคือดาวดวงน้อยของพ่อ จับมือพ่อเอาไว้ พ่อจะพาเจ้าเดินข้ามไป สู่ปลายทางที่ดี...

ไม่มีใครกำหนดได้ว่า ลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมา มีความสมบูรณ์พร้อมในทุกๆ ด้านหรือไม่ พ่อแม่ทุกคนรู้แต่เพียง "ลูก" คือก้อนเนื้อของหัวใจ และเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต


และเมื่อรู้ว่า "ลูก" ที่เป็นแก้วตาดวงใจ "ไม่ปกติ" เหมือนคนอื่นๆ โลกทั้งใบก็แทบถล่มทลาย แต่ด้วยหัวใจของความเป็น "พ่อ" พวกเขาสะกดคำว่า "ย่อท้อ" ไม่เป็น

1.


เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ เมื่อลูกชายสุดที่รักต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ด่วน!!!


"ผมเป็นคนทำข่าวมานาน เติบโตมาจากหนังสือพิมพ์สายอาชญากรรม เห็นความสูญเสียมาเยอะ แต่ตอนที่รู้เรื่อง สิ่งหนึ่งที่วูบเข้ามา ทำไมต้องเป็นเรา เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ" เอกระพีร์ สุขกุลพิพัฒน์ อดีตผู้อำนวยการสายงานธุรกิจสิ่งพิมพ์ กลุ่มบริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย จำกัด(มหาชน) เริ่มต้นเล่า


เอกระพีร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "เอก อัคคี" บอกว่า ลูกชายคนโต "น้องโมโม่-พชรกฤตย์ สุขกุลพิพัฒน์" ป่วยกระทันหันเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยในครั้งแรกนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับตา แต่พอตรวจไปตรวจมากลับพบว่า เป็นมะเร็งในกระบอกตา ซึ่งจะเกิดขึ้น 2 คนใน 1 ล้านคนเท่านั้น


"การรักษาก็คือต้องเลาะเนื้อเยื่อในกระบอกตามาตรวจ นั่นเท่ากับว่า ต้องควักตามาตรวจทั้ง 2 ข้าง" เอก อัคคี บอกอย่างเจ็บช้ำ


ระยะทำใจอาจต้องใช้เวลาเนิ่นนาน แต่สำหรับแกนหลักของบ้าน เขาต้องกลั้นความรู้สึกเศร้านั้นให้อยู่แต่ภายในใจ แล้วยิ้มสู้กับความโชคร้ายนั้นอย่างอดทน


"ตอนนั้นคิวที่เราจะผ่าได้คือราวๆ เดือนตุลาคม แต่หมอบอกว่า เพื่อความรวดเร็ววันที่ 13 สิงหาคม ให้มาตรวจเลือดก่อน เพราะการผ่าตัดเลาะชิ้นเนื้อต้องใช้เลือดเยอะ มีความเสี่ยงสูง ผมก็โอเคตามนั้น วันที่ 13 เราก็จูงมือกันไปทั้งครอบครัว คิดว่าแค่เช็คเลือดแล้วคงกลับ ผมก็ไปทำงานต่อ ปรากฏว่า ตอนบ่ายๆ ภรรยาผมโทรมาบอกว่าซีเรียสนะ เกล็ดเลือดต่ำ ต้องแอดมิดเลย แล้วหมอก็เจาะไขสันหลังทันที"


เมื่อถึงวินาทีนั้น นักเขียนคนดังตอบอย่างไม่อายเลยว่า หัวใจของเขาอ่อนแรงเกินกว่าจะรับไหว จึงต้องหลบออกจากโรงพยาบาลออกไปทำใจอยู่เงียบๆ คนเดียว


"ผมบอกภรรยาว่า ผมจะไปทำบุญที่วัดเล่งเน่ยยี่ ไปซื้ออาหารเจ ผมบอกไปอย่างนั้นแหละ จริงๆ แล้วผมหนีมา ผมรับไม่ได้ ภรรยาผมเขาเข้มแข็งกว่าผม คือเจาะไขสันหลังเรารู้กันอยู่แล้วว่าคืออะไร"


ผลสรุปออกมาว่า น้องโมโม่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในไขกระดูก ต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือ คีโม ทั้งหมด 6 ครั้ง แต่ผ่านไปได้เพียง 3 ครั้ง ปัญหาใหม่ก็ตามมา นั่นคือ น้องโมโม่ติดเชื้อราในปอด ต้องทำการรักษาเชื้อราก่อนจะให้เคมีบำบัดครั้งต่อไปได้


"เวลาเจาะเลือด เส้นเลือดจะแตก แล้วพอเจาะไม่เจอก็ต้องเจาะใหม่ เจาะเป็นสิบๆ ครั้ง ซึ่งน้องโมโม่เองเขาผ่านไปได้ แต่เราเจ็บมาก ผมก็พยายามเรียนรู้ มันเหมือนใบไม้ ไม่ถึงเวลาร่วงมันก็ไม่ร่วง ถ้าไม่อยากให้มันร่วงเราต้องใส่ปุ๋ย ให้อาหาร ดูแลทะนุบำรุงมันจนให้ออกดอกออกผล


"ผมกลับไปลาออกจากงาน เพราะผมต้องดูแลลูกสาวคนเล็ก ส่งลูกไปโรงเรียน ส่วนแฟนผมก็ดูโมโม่ ตอนนั้นผมอยู่สยามอินเตอร์ เป็นผู้บริหาร ก็จะมีการประชุมเยอะ ซึ่งสติไม่ค่อยมีแล้ว ผู้ใหญ่ไม่อยากให้ออก แต่ผมคงทำใจได้ไม่สะดวกนักถ้าจะต้องรับเงินเดือนทั้งๆ ที่ไปทำงานบ้าง ไม่ไปบ้าง ผมว่ามันเอาเปรียบลูกน้องเกินไป ก็เลยลาออก แล้วมาดูแลลูกอย่างเต็มที่"


ถึงวันนี้โมโม่สุขภาพดีขึ้นมาก มีกำลังใจเต็มร้อย ซึ่งคนเป็นพ่อก็พลอยใจชื้นขึ้นมาด้วย เอก อัคคี บอกว่า เมื่อรักษาอาการเชื้อราในปอดเรียบร้อยก็จะถึงขั้นตอนการรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดจนครบ 6 ครั้ง จากนั้นจะไปสู่ขั้นตอนการทำสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นการรักษาขั้นสุดท้าย


"หมอบอกตัวเลขให้สบายใจไว้แล้วว่า 2 ล้าน ผมก็พาลูกสาวไปเจาะเลือดตรวจ เพราะเขาอยากช่วยพี่เขา ปรากฏว่าตรงกันทุกตัว ลูกสาวก็สแตนด์บายไว้แล้ว" เอก อัคคี บอกอย่างสบายใจ

2.


บุคลิกที่สนุกสนานของนักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อมอย่าง ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กลบเกลื่อนภาพ "คุณพ่อยอดนักสู้" ออกไปจนหมดสิ้น


"ผมมีลูก 2 คน คนโตเป็นเด็กสมาธิสั้น ส่วนอีกคนเป็นโรคลำไส้สั้น" ดร.ธรณ์ เริ่มต้นอย่างสบายๆ ตามสไตล์คนอารมณ์ดี ก่อนจะบอกว่า ลูกทั้ง 2 คนนี้ทำให้เขามีความสุขที่สุดในโลก


รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าว่า ลูกชายคนแรกของเขา คือ "ธรา ธำรงนาวาสวัสดิ์" เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งอาการของเด็กที่เป็นโรคนี้คือจะอยู่ไม่นิ่ง ชอบพูดคนเดียว และย้ำคิดย้ำทำ ซึ่ง ดร.ธรณ์ ย้ำว่า โรคสมาธิสั้นไม่ใช่โรคใหม่ และไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมไทย เพียงแต่ต้องดูแลให้เขาอยู่ในสังคมให้ได้อย่างมีความสุขก็พอ

"จริงๆ คุณหมอบอกว่า ผมก็เป็นนะ (หัวเราะ) คือเขาอาจจะมีเพื่อนน้อยหน่อย คุยกับเพื่อนลำบาก เป็นคนทำอะไรย้ำๆ อยู่เรื่องเดิม บางทีก็คุยกับตัวเองคนเดียว ซึ่งเรื่องคุยกับตัวเองนี่ผมก็เป็นมาตลอดชีวิต เขียนอะไรอ่านไม่ออก ไม่ใช่ลายมือหวัดนะ แต่มันไม่เป็นคำเลยคือมันเป็นอาการที่ผมเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นตอนที่ผมรู้ ผมก็ไม่ได้ตกใจ เพราะผมรู้สึกว่าคล้ายผม"(หัวเราะ)


เมื่อคุณพ่ออารมณ์ดีบอกว่า ลูกชายคนโตไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นวิธีเลี้ยงดูน้องธราจึงไม่แตกต่างจากที่ตัวเองทำอยู่ นั่นก็คือ อ่านหนังสือให้มาก


"วิธีเลี้ยงลูกของผมก็ง่ายๆ เอาลูกเข้าห้อง โยนหนังสือเข้าไป ปิดประตู แค่นี้แหละเขาก็อยู่ของเขาได้ จริงๆ ผมเลี้ยงอย่างงี้เลย คือธราต้องแก้ด้วยการอ่านหนังสือ ปกติที่บ้านเราจะไม่ดูทีวีกันอยู่แล้ว จะชอบอ่านหนังสือกัน ธราก็เลยติดหนังสือ"


สนุกสนานกับการเลี้ยงลูกคนแรกได้ไม่เท่าไร ปัญหาใหม่ก็มาเยือนครอบครัว "ธำรงนาวาสวัสดิ์" เมื่อ "ธรรธ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ลูกชายคนที่ 2 ของครอบครัว เกิดมาพร้อมกับโรคลำไส้สั้น นั่นทำให้คนอารมณ์เย็นอย่าง ดร.ธรณ์ ยิ้มไม่ออก


"เรามาทราบตอนคลอดน้องมาแล้ว ตอนนั้นลูกมีอาการท้องเสีย พอทราบก็ไปโรงพยาบาลจุฬาฯ คุณหมอคลำอยู่เป็นเดือน เพราะเขาไม่มีลำไส้ ซึ่งธรรธเป็น case study แรกๆ ของโรงพยาบาลจุฬาฯ เลย ก็ต้องอยู่โรงพยาบาลตลอด 3 ปี เพราะมันทำอะไรไม่ได้ ต้องค่อยๆ เลี้ยงให้โต


"ผมจะไม่ถามว่า เมื่อไรจะหาย เพราะรู้อยู่แล้วว่า ไม่หาย เราก็ทำวันต่อวันไปให้ดีที่สุด มันคิดไกลไม่ได้ คือผมมองว่ามันไม่ใช่โรค แต่เป็นความพิการมากกว่า ตอนนั้นคุณแม่(บุญยรัตน์ ธำรงนาวาสวัสดิ์)ก็อยู่ดูน้องธรรธ ส่วนผมก็อยู่บ้านดูน้องธรา แล้วผมก็ต้องหาตังค์ด้วย"


ปัจจุบันน้องธรรธมีอาการดีขึ้น และลำไส้ก็คงจะยาวมากกว่าตอนเกิดใหม่ แต่ถ้าจะถามว่ายาวแค่ไหน คุณพ่อสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ทะเลไทยบอก "ต้องผ่าตัดแล้วลองเอามาวัดดู"

"ไม่เคยนึกท้อนะ จะท้อก็เรื่องคนโกงชาติ(หัวเราะ) ไม่มีเลยคำว่าท้อ คิดว่าทำไมตัวเองเกิดมาซวยขนาดนี้ ไม่เคย เพราะจะเป็นยังไง จะเกิดอะไรขึ้น เราต้องสู้กัน อีกอย่าง ผมไม่เคยคิดว่าลูกสำคัญกว่าผม ผมไม่เคยคิดว่าลูกเป็นความหวัง เพราะทุกอย่างผมต้องทำของผมเอง ส่วนลูกคือสิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบ เพราะเขาเกิดมาอยู่กับผม"


ดร.ธรณ์ เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของคนเป็นพ่อก็คือ หน้าที่และความรับผิดชอบ


"หน้าที่ คือเราจะต้องมอบสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับเขา ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดนะ แต่เป็นสิ่งที่เหมาะสม พิจารณาว่าลูกเราเป็นอย่างไร แล้วก็มอบสิ่งที่เหมาะสมให้ สำหรับผม ผมต้องรับผิดชอบหน้าที่ของผมให้สม่ำเสมอ ความรักมากมายมันอาจจะไม่จำเป็น แต่หน้าที่ของความเป็นพ่อที่ดีที่สุดคือความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่พ่ออย่างรับผิดชอบ"

3.


"เราใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะทำใจได้"


คำสารภาพของผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านบุมะขามป้อม สพป. บุรีรัมย์ เขต1 ทำให้คนฟังอึ้งไปเหมือนกัน


ธนภัทร สิริวาส คือคนที่กล่าวประโยคนั้น เขาบอกว่า "นัทธภัทร สิริวาส" ลูกชายคนโตเป็นเหมือนความหวังของครอบครัว เมื่อมี "ความผิดปกติ" เกิดขึ้น ก็เหมือนสิ่งที่หวังไว้นั้นล้มครืนลงไปต่อหน้า


ผู้บริหารสถาบันการศึกษา บอกว่า นัทธภัทร เป็นเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับพัฒนาการที่ล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเรียนรู้ หรือปฏิกิริยาตอบโต้ ทำให้คนเป็นพ่ออดห่วงไม่ได้ จึงพาลูกชายตระเวนไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ


"สิบปีที่แล้ว ความรู้เรื่องออทิสติกยังไม่ค่อยมีมาก หมอคนหนึ่งบอกเป็นออทิสติก แต่หมออีกคนกลับบอกว่าสมาธิสั้น ซึ่งก็ไม่ได้ข้อสรุปสักทีว่าลูกเราเป็นอะไร จนในสุดก็มาได้ข้อสรุปที่ว่า เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ ไม่ได้เป็นออทิสติก ไม่ได้สมาธิสั้น ซึ่งโรคของน้องจะมีพ่วงอีก 2-3 โรค คือเรื่องสติปัญญาค่อนข้างต่ำ เรียนรู้ยากมาก"


คุณพ่อนักการศึกษายอมรับว่า แวบแรกเขานึกโทษโชคชะตาอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยท้อ เพราะ "ลูก" เกิดมาจากความรัก เมื่อเขาเกิดมาแล้วก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด


"เรื่องลูกเราสตาร์ทใหม่ไม่ได้ เราสร้างเขามาแล้ว เราต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิต ซึ่งสิ่งที่ผมห่วงที่สุดก็คือการใช้ชีวิต ห่วงว่าเขาจะใช้ชีวิตยังไงถ้าไม่มีผมอยู่แล้ว ก็ต้องฝากเขาไว้กับน้อง และพยายามให้เขาดูแลตัวเองได้


"พอลูกเป็นแบบนี้มันทำให้เราได้ศึกษาค้นคว้ามากขึ้น และก็รู้ว่ามันไม่ได้มีเฉพาะลูกของเรานะ บางคนมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคม ลูกเขาก็เป็นเหมือนกัน มันทำให้เรายอมรับและทำใจได้มากขึ้น ทำให้เราคุมอารมณ์ได้ดี เพราะบางทีพูดกับลูกคนหนึ่ง พูดอะไรกับเขาก็ได้ แต่คนนี้ไม่ได้ เราก็ต้องใจเย็น อดทน และสอนเขาซ้ำๆ เน้นการสอนซ้ำ ผมเคยส่งเขาไปโรงเรียนพิเศษ แต่ทางโรงเรียนบอกว่า ลูกเราไม่ได้ปัญญาอ่อน ไปเรียนจริงๆ ก็จะเป็นคนนำคนอื่น เพราะเขามีสติปัญญา เพียงแต่ช้า ก็เลยออกมาเรียนกับเด็กปกติ ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านบุมะขามป้อม"


"ความอาย" ไม่เคยมีอยู่ในหัวใจของคนเป็นพ่ออย่างธนภัทร เขาภูมิใจที่จะพาลูกชายตระเวนไปในที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การเข้าสังคม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้นัธทภัทรทำกิจกรรมพิเศษหลายๆ อย่าง เพื่อหวังว่าพัฒนาการของเขาจะดีขึ้น


"ส่งไปเรียนดนตรี เรียนว่ายน้ำ แต่เขาก็ทำไม่ได้ เราพยายามเข้าใจลูก ก็หาสิ่งที่เขาพอจะทำได้ ช่วงหลังมีฟุตบอล เขาสนใจเรื่องพวกนี้ มีซ้อมฟุตบอล เล่นกีฬาได้ และดูว่าเขาจะชอบ ฟุตบอลทำให้เขากล้าขึ้น ถามว่าเล่นดีมั้ย ไม่ดีหรอกแต่เขากล้า เราเลยสนับสนุนเขาในเรื่องนี้"


ความสามารถของนัทธภัทรพัฒนาขึ้น กระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งกีฬาฟุตบอล สเปเชียล โอลิมปิก ระดับอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย และคว้ารางวัลรองชนะเลิศมาให้คุณพ่อชื่นใจสำเร็จ


" เขาเอาเหรียญมาอวด เราก็ดีใจกับลูก ผมชื่นชมเขา จริงๆ ผมไม่ได้ทำแค่ลูกตัวเองนะ ยังมีเด็กพิเศษอีก 4-5 คน ที่ผมดูแลอยู่ เป็นเด็กในโรงเรียน เราก็ดูแลเขาทุกคนเหมือนลูกเรา พาเขาไปแข่ง ดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ เราทำเพื่อลูก และทุกคนคือลูกของเรา"


สุดท้ายคุณพ่อผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า อาการบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่ใช่โรคที่จะรักษาให้หายขาดได้ สิ่งที่คนเป็น "พ่อ" ต้องทำ ก็คือให้กำลังใจตัวเอง และพยายามส่งเสริมให้ลูกช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด


"กำลังใจของผมคือเห็นคนอื่นเป็นหนักกว่าเรา ลูกเรายังช่วยตัวเองได้ แต่หลายคนหนักมาก บางคนนอนนิ่งอยู่บนเตียง บางคนช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ลูกเราช่วยตัวเองได้ ก็ถือว่ายังโชคดีกว่าคนอื่น"