วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

'วัง' สนาน...วันล่องสะเปา

'วัง' สนาน...วันล่องสะเปา

แม่น้ำวัง หนึ่งในสี่ของต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ เหมือนเป็นคลองเล็กๆ

ช่างแตกต่างกันมากมายกับแม่น้ำวังในอดีตที่ผมเคยฟังมาว่า กว้างขนาดขบวนแพซุงล่องผ่านได้สบาย เรือสินค้าขนาดเล็กที่ขนถ่ายของจากไทยลุ่มเริ่มจากปากน้ำโพ ล่องทวนน้ำมา แล้วบรรทุกของป่าจากเมืองเหนือลงไปไทยลุ่ม หนึ่งในท่าน้ำที่ค้าขายขึ้นล่อง คือท่าสิงห์ชัยในตัวเมืองลำปาง ใกล้กับท่าเรือขนถ่ายสินค้ากลายเป็นย่านค้าขายริมแม่น้ำวัง ถนนตลาดเก่า ปัจจุบันคือถนนคนเดิน “กาดตองก้า” ที่มีอาคารเก่าแก่ครั้งการขนส่งค้าทางน้ำรุ่งเรือง ปรากฏเป็นประจักษ์พยาน


อันที่จริง ไม่ว่าจะมองในแง่ประวัติล้านนาเก่าแก่ที่ลำปางมีเจ้าหลวงปกครองดูแล เฉกเช่นเมืองในอาณาจักรล้านนาอื่นๆ ที่เคยมีเจ้าหลวงปกครอง ในช่วงเปลี่ยนผ่านการปกครอง ยุคสมัยที่การทำไม้ของอังกฤษเจริญรุ่งเรือง พ่อค้าไม้ชาวพม่า ไทยใหญ่ มาลงหลักปักฐานในเมืองลำปางมากมาย ร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ปรากฏเด่นชัดผ่านวัดวาอารามที่เป็นเป็นศิลปะแบบพม่า-ไทยใหญ่อย่างชัดเจน อย่างวัดศรีรองเมือง หรือวัดศรีชุม


ส่วนอาคารตึกเก่าที่บ้างเคยเป็นบ้านของคหบดีในสมัยนั้น ยังคงโดดเด่นเป็นบ้านเรือนอยู่อาศัยที่สืบทอดมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน หรืออาคารร้านค้าแบบยุโรปที่สร้างมา 70-80 ปี เรือนแถวค้าขายแบบไทยๆ เราย้อนไปเมื่อ 60 ปี ล้วนแล้วแต่ยังปรากฏร่วมในสังคมเมืองลำปางอย่างกลมกลืน ทำให้ลำปางที่เคยถูกมองผ่าน กลายเป็นเมืองที่น่าเดินเที่ยวชมอย่างมาก หรือจะนั่งรถม้าอันเป็นเอกลักษณ์ชมเมืองลำปางก็ประหยัดแรงกายได้เป็นอย่างดี นอกจากสองวัดที่ผมบอกมาแต่ต้น อย่าลืมแวะไปดูวัดปงสนุก ที่อยู่ในตัวเมือง ศิลปะแห่งล้านนาจริงๆ


แม่น้ำวังในปัจจุบันลดความสำคัญทางการคมนาคมเฉกเช่นแม่น้ำลำคลองทั่วไป คงเป็นเพียงที่ระบายน้ำ หรือนั่งพักผ่อนยามเย็นได้แค่นั้น แต่ในวันที่ลำปางเขามีการ "ล่องสะเปา" ผมว่าแม่น้ำนี้สวยขึ้นมาทันใด


ล่องสะเปา หรือ “สำเภา” ในภาษาภาคกลาง เป็นประเพณีการลอยเรือลำเล็กๆ ซึ่งในทางคติความเชื่อของชาวล้านนา ใช้ สะเปา เป็นพาหนะใส่ของกินของใช้ อุทิศไปให้ผู้ที่ล่วงลับและสะสมกุศลบุญแด่ตนในภพหน้า หรืออาจเป็นการลอยเคราะห์ลอยบาปไปตามแม่น้ำ โดยเอาสิ่งของใส่ไปในเรือลำเล็กๆ แล้วนำไปถวายพระสงฆ์ แล้วตั้งจิตอธิษฐานอะไรก็ว่าไป พอพระสงฆ์อนุโมทนาแล้วจึงแห่สะเปานั้นไปลอยในแม่น้ำ โดยมีการจุดประทีปโคมไฟให้ดูสวยงามไปด้วย จริงๆ ก็คล้ายลอยกระทงในภาคกลางนั่นเอง เพระทำในคืนวันเพ็ญเดือน 12 เช่นกัน แต่ที่นี่เขาไม่เรียกยี่เป็งแบบเชียงใหม่ เขาเรียก ล่องสะเปา จึงถือเป็นเอกลักษณ์ของลำปางไปโดยปริยาย


จะเรียกว่าเป็นเรือไฟฉบับภาคเหนือก็ว่าได้ สิ่งที่คนลำปางจะต้องทำในวันล่องสะเปา คือการล่องสะเปา ที่ไม่เรียกลอย เพราะเขาทำเป็นรูปเรือ เพราะเชื่อว่าเรือนี้จะนำพาข้ามสู่สวรรค์ อีกอันคือการปล่อยโคมลอยเพื่อลอยเคราะห์ลอยความทุกข์ไป (ส่วนจะไปตก หรือไหม้บ้านเผานาใคร อันนั้นก็ว่ากันเอาเอง) อีกอย่างคือการจุดผางประทีป ประดับตามบ้านเรือน รั้ว ทางเดิน เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย จะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาดี เหมือนดวงประทีปที่จุด

ผมไปคราวนี้ถือว่าดีมาก ไปถึงก็ได้ไปเที่ยววัดต่างๆ ในตัวเมือง เดินดูอาคารเก่าๆ และชอบจริงๆ แวะไปดูพิพิธภัณฑ์ธนบดี โรงงานทำชามตราไก่เอกลักษณ์ของลำปางที่ได้ความรู้มาก ใครผ่านไปมาไม่ควรพลาด พอตอนเย็นก็มาเดินกาดตองก้า ที่บางอย่างผมเพิ่งเคยเห็น เช่น ข้าวปั้น (เหมือนขนมถ้วยแต่เป็นของคาว กินกับกระเทียมเขียวและซีอิ๊วดำ) เดินไปจนถึงสะพานรัษฎาภิเศกที่อายุครบ 110 ปี เขาแต่งไฟสวยงามทีเดียว


มีการตกแต่งโคมสารพัดไว้ย่านจัดงานตั้งแต่ห้าแยกหอนาฬิกาทั้งถนนที่ไปบรรจบท่าน้ำสิงห์ชัย (สะพานสีส้ม) ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน ร้านขายของน่ารักๆ แบบทำมือ ของกินเล่น กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ รวมทั้งเรือสะเปาลำเล็กๆ จะหาร้านขายเสื้อผ้า สินค้าก็อปปี้จากจีน รถบั๊มเหมือนงานวัด ที่นี่ไม่มีเลย อันนี้ต้องขอชมเทศบาลว่าจัดแนวทางของงานได้ดีมาก ให้มันเป็นล้านนาจริงๆ แบบนี้แหละที่นักท่องเที่ยวอยากเห็น ผมยังเสียดายงานลอยกระทงสายที่ตาก กลายเป็นงานวัดไปซะแล้ว

บรรยากาศกลางคืนคึกคักมาก ตามบ้านเรือนเขามีจุดผางประทีปไว้ตามบ้าน ตามทางเข้าบ้าน ดูโรแมนติกดี พอเข้าไปย่านที่จัดงานยิ่งดูสนุกไปใหญ่ เห็นเด็กๆ วัยรุ่น หนุ่มๆ สาวๆ หรือครอบครัวจูงมือกันมาลอยประทีปบ้าง โคมลอยบ้าง เขาอธิษฐานกันจริงจัง ซึ่งเป็นภาพที่ผมไม่เคยเห็น (หรืออาจไม่ได้สังเกต) ในกรุงเทพมานาน


ยิ่งปีนี้เทศบาลลำปางเขาจัดการประกวดสะเปาเล็กตั้งแต่กลางวัน พอเย็นมีสะเปาน้ำล่องในแม่น้ำวัง ส่วนบนบกเป็นสะเปารถใหญ่แห่ไปกลางเมือง ตรงที่จัดงานที่สะพานสีส้มนั้นก็มีการตกแต่งไฟวูบวาบ มีน้ำพุดนตรีกลางน้ำวัง กลางคืนเดือนแจ่ม (แม้จะมีเมฆบังแสงในบางช่วง) เสียงหัวเราะ พูดคุยกันอย่างสนุกสนานของหนุ่มๆ สาวๆ ความตระการตาของม่านน้ำประกอบดนตรีเฉลิมพระเกียรติในหลวง โคมลอยที่ถูกส่งขึ้นไปตกแต่งท้องฟ้าในคืนเดือนหงาย ค่ำคืนนั้น ผมนั่งชมบรรยากาศริมแม่น้ำวังอย่างมีความสุขจริงๆ เป็นอีกครั้งของการเดินทางที่ออกจะประทับใจมาก


จะมีขุ่นใจบ้างก็ในเรื่องการเล่นพลุ ประทัด ตะไล ไฟพะเนียง ของคนที่ไปเที่ยวงาน ที่บางครั้งออกจะคะนองเกินไปหน่อย เช่นเอาพลุยิงใส่กัน หรือใส่คนที่นั่งอยู่ริมน้ำ โยนปะทัดใส่กลุ่มคน หรือเอาไฟพะเนียงไปตั้งตรงที่คนแน่นๆ พอไฟมันพุ่งขึ้นคนก็แตกฮือ ไอ้คนจุดก็หัวเราะชอบใจไป รวมทั้งโคมลอยที่คนจุดไม่เป็น ไปติดป้ายโฆษณา สายไฟสายโทรศัพท์ จนเจ้าหน้าที่ต้องไปเขี่ย ไปดับ โกลาหลกันไปทั้งเมือง ฯลฯ เหล่านี้ ปีหน้าเทศบาลที่จัดงานอาจต้องเข้มงวดสักหน่อย


แต่เมื่อมองโดยรวม ผมค่อนข้างประทับใจในคืนล่องสะเปาของลำปางที่ยังรักษาเอกลักษณ์งานได้เป็นล้านนาแท้ ไม่ใช่งานวัด (แม้เรือสะเปาจะน้อยไปนิด มีแต่กระทงภาคกลาง) ลำปางคนอาจจะเห็นว่ามีอะไรไม่มาก แต่ถ้าได้ลองมาดู โดยเฉพาะในคืนล่องสะเปา ผมว่าอาจจะมากกว่าที่เราคิดก็ได้ ลำปางนักท่องเที่ยวไม่หนาแน่น ไม่พลุกพล่านเท่าเชียงใหม่ ที่พักไม่แพง เสียดายที่ยังไม่มีของกินหรือของฝากอะไรเป็นเอกลักษณ์ ถ้าให้คะแนนเต็มสิบ ปีนี้ผมให้ "แปด" ส่วนอีกสองค่อยไปว่ากันคราวหน้า


มาลำปาง อาจจะไม่หนาวมากอย่างคำฮิตติดปาก แต่รับรองว่ามาแอ่วลำปาง...“ม่วนแต้หนา” อย่างแน่นอน...