วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักดนตรี กับ เบาหวาน

ครูโน๊ตเป็นนักดนตรี ป่วยเป็นเบาหวานมากกว่า 10ปี น้ำตาลสะสมเกินปกติอยู่ตลอด หลังจากปรับเปลี่ยนตารางชีวิตใหม่ สามารถคุมเบาหวานได้แล้ว!!

ครูโน๊ต นักดนตรี เป็นเบาหวานมากว่า 10 ปี เดินเข้ามาปรึกษาเพราะเพื่อนแนะนำ บอกหมอว่าก่อนหน้านี้ เคยกินยามาเยอะ พร้อมทั้งเอายามาให้ดูและบอกว่าเคยมีอาการมาหมดทั้งน้ำตาลสูงและต่ำ ระยะหลัง แต่อยากหาหนทางเพื่อลดยาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะอายุยังไม่มากและเห็นเพื่อนผอมลงดูสดชื่นขึ้นเลยอยากเป็นอย่างเพื่อนบ้าง

เบื้องต้นของการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และแน่นอน คือการเจาะเลือดดูค่าน้ำตาลสะสมพบว่าครูโน๊ต มีน้ำตาลสะสมเกินค่าปกติอยู่พอสมควรเรียกได้ว่า กินตามยา เพราะถ้าไม่กินอาหารมาก จะหน้ามืด แต่พอหมอลดยาให้ก็น้ำตาลสูง เลยบอกว่า น้ำตาลขาดๆ เกินๆ มาโดยตลอด อยากหาความลงตัวแล้ว

หมอจึงเริ่มทำการคุมอาหารแนวกินเนื้อกินผักให้กับคุณครูโน๊ตได้ระยะหนึ่ง ซึ่งความที่เป็นคนเอาจริงเอาจัง ครูโน๊ตสามารถควบคุมน้ำตาลของตนเองลงมาได้ในระดับที่น่าพอใจอยู่ช่วงใหญ่ๆ แต่ต่อมาพักหนึ่งจากการติดตามผลเลือดพบว่าน้ำตาลของครูโน๊ตเริ่มแกว่งๆ ไม่ค่อยดีเหมือนเดิม หมอจึงถามว่า "เกิดอะไรขึ้นหรือคะช่วงนี้" "ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ... อาหารก็กินเคร่งครัดเหมือนเดิม ไม่มีแตกแถวไปกินขนมเลยนะครับ" "ครูโน๊ตลองนึกดูดีๆ สิคะ อาจเป็นปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวกับอาหารก็ได้" ครูโน๊ตคิดอยู่พักหนึ่งก็บอกว่า "อ๋อ... ช่วงนี้ชีวิตยุ่งเหยิงน่ะครับ พอดีแม่ไม่ค่อยสบาย ตารางสอนก็เปลี่ยนเยอะ จัดจังหวะชีวิตไม่ได้เลย"

แท้ที่จริงแล้วชีวิต คือ จังหวะและการเปลี่ยนแปลงในตนเอง การที่เราจะบอกได้ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีชีวิตหรือไม่ ต้องอาศัยการสังเกตดูว่าสิ่งนั้นมีกระบวนการชีวิต (Life Process) หรือไม่ ตั้งแต่การ กินหรือรับเข้า (Intake), การเผาผลาญพลังงาน, การย่อยอาหาร, การไหลเวียน, การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ,การเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ หากเซลล์ต่างๆ สูญเสียความสามารถเหล่านี้ สิ่งมีชีวิตนั้นก็จะค่อยๆ กลับสู่ความตาย

การดูแลสุขภาพในอีกแง่หนึ่งก็คือ การจัดระเบียบจังหวะชีวิตนั่นเอง แม้แต่งานวิจัยทางการแพทย์แนวหน้าล่าสุดของการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็เริ่มที่จะให้ความสำคัญกับจังหวะชีวิตมากขึ้น จนเกิดเป็นแขนงการแพทย์ที่เรียกว่า Chronobiology หรือ วัฏชีวภาพขึ้นมา และสังเกตได้ว่าตั้งแต่ระดับเซลล์ประสาทไปจนถึงการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง จะมีคาบการเปลี่ยนแปลงที่แน่นอนระดับหนึ่ง

หากมองในระบบร่างกายหรือกายเนื้อ ระบบประสาท (Neurosensory System) จะทำงานเร็วที่สุด คือใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที ส่วนระบบหายใจและไหลเวียนโลหิต (Rhythmic system) จะใช้เวลาในช่วงหนึ่งวินาทีถึงหนึ่งนาที และระบบเผาผลาญอาหาร (Metabolic system) จะใช้เวลาทำงานในคาบ 1 วัน

แม้แต่ธาตุทั้ง 4 ที่ทำงานอยู่ในร่างกายของเราก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงในคาบเวลาที่ต่างกันอีกด้วย

ธาตุไฟซึ่งทำงานสัมพันธ์กับสติรู้ตัวจะเปลี่ยนแปลงเป็นจังหวะของการหลับและการตื่น เมื่อเราหลับตัวจะเย็นลง คือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงทุก 24 ชั่วโมงหรือ 1 วัน

ธาตุลม หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบหายใจจะเปลี่ยนแปลงทุก 1 สัปดาห์ และมีการสังเกตกันว่า หากใครเป็นปอดบวมเฉียบพลัน ช่วงจังหวะที่อาการจะแย่ลงจะอยู่ราววันที่ 7-8 หากคุณหมอช่วยประคับประคองอาการของระบบหายใจจนผ่าน 7 วันดังกล่าวไปได้ คนไข้ก็จะมีอาการดีขึ้นได้

ธาตุน้ำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะในเพศหญิงจะเห็นได้ชัด เพราะธาตุน้ำทำงานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบบสืบพันธุ์หรือฮอร์โมนเพศหญิงบางคนจะบวมน้ำได้ง่ายช่วงก่อนมีรอบเดือน ซึ่งสอดคล้องไปตามการขึ้นลงของน้ำหรืออิทธิพลของดวงจันทร์ ทำให้คาบการเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนจึงใกล้เคียงกับ 28 วัน หรือ 1 จันทรมาศ

ส่วนธาตุดินหรือกายเนื้อจะเปลี่ยนแปลงช้าสุด การเจริญเติบโตทางกายต่างๆ จึงต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงเป็น 10 เดือน หรือหลักปี เวลาที่ทารกอยู่ในท้องแม่จึงต้องใช้เวลาประมาณ 1 ทศมาส (10 เดือนทางจันทรคติ) ก่อนที่กายเนื้อของเขาจะแข็งแรงพอที่จะถูกแยกออกมาเพื่อเติบโตต่อภายนอกร่างกายแม่ได้

โชคดีที่ครูโน๊ตเป็นนักดนตรีที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ทำงานกลางคืน รับสอนเด็กๆเท่านั้น สิ่งที่หมอพบจากการพูดคุยกันคือ ครูโน๊ตช่วงนี้มีจังหวะชีวิตที่ไม่แน่นอนเลยซักสัปดาห์ เพราะลักษณะงานรับจ้าง ไปสอนตามที่ต่างๆ อาหารการกินไม่แน่นอน เคยสังเกตว่าเมื่อไหร่ที่สอนที่เดิมนานๆ ใช้ชีวิตไม่เร่งรีบจะคุมน้ำตาลได้ดีกว่า

ดังนั้นเบาหวานที่แกว่งๆ ของครูโน๊ตก็น่าที่จะมาจากจังหวะชีวิตที่ไม่แน่นอนในช่วงนี้นั่นเอง หมอจึงร่วมมือกับครูโน๊ตในการวางแผนจัดตารางชีวิตของครูโน๊ตซะใหม่ ซึ่งเมื่อปรับไปได้ประมาณ 1 เดือน พบว่าครูโน๊ตกลับมาควบคุมเบาหวานได้อย่างดีเหมือนเดิมในที่สุด