วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

แหล่งทำเงินของโรงงานฮอลลีวู้ด

นันทขว้าง สิรสุนทร เขียนถึงทิศทางของ superhero และ graphic novel

เมื่อมาถึงปลายปี 2013 เคยมีคนถามเล่นๆ ว่า 7 ใน 10 อันดับหนังทำเงินตลอดกาลที่เป็นแนว superhero นั้น สิ่งที่ทำให้ฮีโร่ยังคงครองใจคนอเมริกันก็คือ คนเก่งห้าวหาญอย่างนั้นหรือ ?

คำถามนี้อาจตอบได้ว่า พวกซูเปอร์ฮีโร่มีบทบาทพิชิตหัวใจคนอเมริกันมาช้านาน เห็นได้จากหนังต่อหลายเรื่องที่สร้างกันมามิขาดสาย ตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะ Iron Man ; Hellboy ; The Incredible Hulk ; Batman ใน The Dark Knight และอีกหลายต่อหลายเรื่อง

ในมุมวิเคราะห์ การ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่ เป็นวรรณกรรมประเภทหลีกหนีความเป็นจริงรูปแบบหนึ่ง (escapism) ลองมองอีกแง่มุมหนึ่งมันมีความเป็นอเมริกันมากทีเดียว นอกจากความบันเทิงที่ให้แล้วภาพสะท้อนของเหล่าวีรบุรุษนี้ก็เป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่รู้สึกมั่นคงต่อโลกที่เราอาศัยอยู่ ในยุคสมัยที่เศรษฐกิจตกต่ำบวกกับมีผู้นำประเทศที่อ่อนแอ เหล่าซูเปอร์ฮีโร่จึงเป็นที่มาของความหวังและความฝัน เราจึงต้องการวีรบุรุษให้ออกมาช่วยกอบกู้โลกให้รอดพ้นจากความชั่วเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ

เคยมีนิตยสาร Sight & Sound ทำนายเล่นๆ ว่าวันหนึ่งข้างหน้า สินค้าที่ก้าวมาแทนที่บนแผงฮอลลีวู้ด อาจจะเป็นพวกการ์ตูนมังงะของญี่ปุ่น แต่ว่าถึงที่สุด มันก็ยังไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ทำเงินมากกว่าก็คือ graphic novel

graphic novel ก็คือนิยายขนาดยาวที่มีภาพประกอบสำหรับนักอ่านวัยผู้ใหญ่ที่โดยมากจะมีฮีโร่ปรากฏ สำหรับเรื่องที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของปีที่แล้วคือ Naruto ของ มาซาฮิ คิชิโมโต้ ที่มียอดขายกว่า 80,000 ฉบับ ส่วนนิยายที่นับว่ามาแรงที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ A Thousand Splendid Sun ของ คาลิด ฮอส์เสจนิ โดยมียอดจำหน่ายมากกว่า 1.5 ล้านฉบับเลยทีเดียว

ประเด็นสำคัญของการ์ตูนคอมิกก็คือ เรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์กันเป็นว่าเล่น

“มันเป็นการละเมิดสื่อขั้นสุดท้าย” มิลลาร์ นักเขียนชาวสก็อตที่ปรึกษาบริษัท Marvel Comics ได้บอกไว้

ยังมี graphic novel อีกหลายเรื่องที่เคยขึ้นชั้นหนังทำเงิน เช่นงานของ มาร์ก มิลลาร์ เรื่อง Wanted ก็ได้รับการดัดแปลงเป็นหนังโดยผู้กำกับที่เปี่ยมจินตนาการอันน่าทึ่งอย่าง ทิมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ ผู้สร้างหนังแฟรนไชส์รัสเซียเรื่อง Night Watch และจากนั้นโลกก็ได้รู้จักกับฮีโร่ของคนรุ่นใหม่ที่ชื่อ เวสลีย์ กิ๊บสัน ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง

บางคนตั้งข้อสังเกตไว้น่าฟังว่า การที่สตูดิโอในฮอลลีวู้ด กับคนแวดวงการ์ตูน ทำอะไรที่จริงจัง (จากที่กะจะทำเล่นๆ) กลับกลายเป็นการร่วมมือกันที่ได้ผลไปแล้ว” มิลเลอร์ เป็นผู้สร้าง Sin City กับ 300 บอกว่า ครั้งหนึ่งสินค้าแบบนี้ก็เคยถูกตำหนิว่ามีมิติเดียว

“ปี 1997 จอร์จ คลูนีย์ ทำลายความน่าเชื่อถือของหนังที่สร้างจากการ์ตูนเรื่อง Batman and Robin ผลงานที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ของ Joel Schumacher โดยที่เขาสวมชุดมนุษย์ค้างคาวครบเครื่องด้วยหัวนมยางที่กลายเป็นตำนานจนทุกวันนี้ ปล่อยให้แฟนๆ ทิ้งคำตำหนิ” เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัทภาพยนต์ก็หันความสนใจไปยังวรรณกรรมแนวแฟนตาซีอย่าง Harry Potter กับ Lord of the Ring แต่พลันที่ Spider-Man ถึงคราวกอบกู้โลก หนังพ่อมดแฟนตาซีทั้งสองเรื่อง รวมทั้ง Star War ปี 2002 และ X2: X-Men United ก็ล้มละลายย่อยยับถึง 200 ล้านดอลลาร์ ใน US box office เมื่อปี 2003 การสร้างตัวละครฮีโร่ด้วยมือก็ "ถูกสวิง" กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

เคยมี turning point ในแวดวงของการ์ตูนแบบนี้เหมือนกัน นั่นคือตอนที่ผู้กำกับ แซ็ค สไนเดอร์ เจ้าของผลงานหนังเรตอาร์บ้าเลือดเรื่อง Battle of Thermopylae ถูกนำกลับมาถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มอีกครั้ง 300 ทำเงินรวมทั้งหมด 200 ล้านดอลลาร์เฉพาะในสหรัฐอเมริกา

“บางทีหนังแบบนี้ มันก็ยากที่จะทำหนังให้เรารู้สึกจริงใจกับมันเต็มร้อย"

ดิสนีย์ก็เป็นอีกค่ายหนึ่ง ที่จับจ้องสินค้าจากตลาดของ graphic novel ตาเป็นมัน ผู้บริหารคนหนึ่งเคยบอกว่า

“เราไม่ได้ตั้งใจจะทำการ์ตูนมิกกี้เมาส์ เป้าหมายของ Kingdom Comics คือการสร้างจินตนาการใหม่จากคุณสมบัติที่ตัวละครเหล่านั้นมีแต่ผู้คนไม่คุ้นเคย” ซัปปา กล่าวถึงความชอบในการ์ตูนไว้อย่างน่าสนใจว่า “แต่หลายคนไม่ได้อ่านหนังสือ จนกระทั่งมีหนังสือการ์ตูนเข้ามา Spider-Man เป็นสิ่งที่ทำให้บางคนรักการอ่าน นั่นคือสิ่งที่น่าทึ่ง"

แฟรงค์ มิลเลอร์ มองเทรนด์การทำหนังจากนิยายภาพว่ามันค่อนข้างจะเป็นแรงขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์มากกว่า เขาบอกว่า ฮอลลีวูดกัดกินไอเดียไปจนหมดอย่างรวดเร็ว หากแต่หนังสือการ์ตูนมีวิธีคิดดีๆ อย่างน้อยก็ 300 แบบไม่ซ้ำกันต่อเดือน

การ์ตูนเล่มใหม่ของเขาจะเป็นเกี่ยวกับสงคราม 100 ปีของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลางที่จะมีพวกทหารมหาอำนาจกับมุสลิมแบบฟันดาเมนทัลลิสต์บินได้ มันเป็นไอเดียที่จะโดนบดขยี้ในที่ประชุมแน่นอน แต่ถึงอย่างไร มิลลาร์ ก็ไม่ต้องการใบเบิกทางจากใคร เขาแค่ต้องการศิลปินกับปลายปากกา

ในแวดวงของนักวิจารณ์ เคยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อหนังอย่าง 3D 4D มาถึง อุตสาหกรรมหนังอาจจะต้องเปลี่ยนเนื้อหาไปเล่นกับแอ็คชั่นที่อยู่กับอุปกรณ์มากขึ้น แต่ถึงปีนี้ มันพิสูจน์แล้วว่า คนดูก็ยังคงต้องการดูหนัง ที่ตัวของเนื้อหาและความสนุกที่มาจากหนัง มากกว่ามาจากอุปกรณ์ข้างๆ ตัวและมือเท้า

ที่สุด graphic novel ก็อาจจะเป็นช่องทางใหม่ แผงสินค้าที่มีอายุยาวนานอีกหลายปี

ไม่เหมือน "หนังคาวบอยและหนังเพลง" ที่เจ็บป่วย และตายลง.