วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"โลเคชั่นไทย" ฉบับ อินเตอร์ Like

ชาวต่างชาติรู้จักเมืองไทยจากอะไรบ้าง หนึ่งในคำตอบนั้น คือ "หนัง" ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย

เคยนึกแปลกใจบ้างหรือไม่ว่า ทำไมชาวต่างชาติจึงรู้จักประเทศไทย และพากันหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมความงดงามของสยามเมืองยิ้มอย่างไม่ขาดสาย


แน่นอนว่า การประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในสื่อต่างๆ ย่อมมีผล และ "ภาพยนตร์" ก็เป็นสื่อหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ ซึ่งมันเรียก "แขก" ได้ดีพอสมควร

ยืนยันได้จากภาพยนตร์ต่างประเทศหลายๆ เรื่องที่ถ่ายทำในประเทศไทย ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น James Bond 007, Good Morning Vietnam, The Beach หรือล่าสุด Lost in Thailand ที่เรตติ้งดีกระจาย พลเมืองแดนมังกรพากันล่องใต้มาเยี่ยมชมความสวยงามของเมืองไทยจนเจ้าของประเทศตั้งรับแทบไม่ทัน


อย่างไรก็ตาม การมี "ต้นทุน" ที่สมบูรณ์ทั้งในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม หรือประเพณีที่ดีงาม อาจไม่ใช่ทั้งหมดของการเลือกใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของชาวต่างชาติ เพราะจากการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการต่างประเทศส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เลือกเมืองไทยเพราะ "คนไทย" ฝีมือดีและมีความพร้อม


"จริงๆ สภาพธรรมชาติ บ้านเมืองอาจไม่แตกต่างกันมาก แต่สำหรับผมสิ่งที่ประเทศไทยไม่เหมือนใครเลยก็คือผู้คน" Arslan Hafiz Location manager และ Production Manager จากประเทศฝรั่งเศส บอกอย่างนั้น


เช่นเดียวกับ Ada Shen Production manager สาวชาวจีน ที่มีผลงานชื่อดังอย่างภาพยนตร์ Kill Bill ยืนยันว่า "คนไทยเก่งจริงๆ" และเธอก็กำลังตัดสินใจว่า จะเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ในประเทศไทย

หากย้อนกลับไป ประเทศไทยเปิดรับผู้ผลิตภาพยนตร์ชาวต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเป็นเวลานาน และนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ตัวเลขของรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยก็ไม่เคยต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท หรือบางปีก็ทะลุ 2,000 ล้านบาท จะมีเพียงปี 2552 เท่านั้นที่มีรายได้รวมเพียง 897.83 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากความไม่สงบทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนาน แต่สถานการณ์หลังจากนั้นก็ดีขึ้นเป็นลำดับ จนปี 2556 นี้ตัวเลขทำท่าว่าจะกระโดดขึ้นไปแตะที่เลข 2,000 ล้านบาทแบบสบายๆ


"เราตั้งเป้าไว้ที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาเรามีรายได้แล้ว 1,443 ล้านบาท และยังมีคณะที่จะเข้ามาถ่ายทำอีกมากในปีนี้ ก็มั่นใจว่าจะสำเร็จตามเป้าแน่นอน" อุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงความมั่นใจ


ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ ย้ำว่า การประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้รู้จักในฐานะ "shooting location" หรือ "สถานที่ถ่ายทำ" มีความสำคัญต่อการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ดังนั้นกองกิจการภาพยนตร์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงจัดกิจกรรม Thailand Inbound Roadshow ขึ้นเพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมความสวยงามของเมืองไทย ตลอดจนแนะนำเครื่องมือ อุปกรณ์ สตูดิโอ รวมถึงบุคลากรที่มีฝีมือของไทย โดยปีนี้เชิญผู้กำกับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ และ Location manager ร่วมกิจกรรมทั้งหมด 8 ประเทศ คือ อเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อินเดีย และจีน ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ แม่ฮ่องสอน และกระบี่


"เมื่อปีที่ผ่านมาที่เราจัดเป็นปีแรก ณ ตอนนี้มี 2 ประเทศที่ยืนยันเข้ามาถ่ายทำแล้ว ก็คืออินเดียกับไอร์แลนด์ สำหรับในปีนี้ หลังจากที่เราได้พูดคุยกับผู้เข้าร่วมโครงการ ณ ตอนนี้ทราบว่ามีผู้สร้างจากรัสเซียและอินเดียที่จะมาถ่ายทำปีหน้า ราวๆ ต้นปี ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญอันหนึ่งที่กรมการท่องเที่ยวได้ส่งเสริมเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์"


อย่างที่อุบลวรรณว่า ผู้สร้างหลายคนเห็นประเทศไทยแล้วอยากกลับมาอีก Charles Newirt โปรดิวเซอร์ผู้ผลิตหนังดังอย่าง Iron Man3, Hugo และ Forest Gump ก็ทำทีว่าจะหลงเสน่ห์เมืองไทยเหมือนกัน ซึ่งเขาบอกอย่างติดตลกว่า จะกลับมาเมืองไทยอีกแน่นอน เพราะเขาต้องมา "กิน" ให้หนำใจ


"ผมประทับใจในสปิริตของความเป็นไทย ไม่ใช่แค่ผม แต่เราทุกๆ คนได้คุยกันทุกวัน ในเรื่องของสปิริตและการต้อนรับของคนไทย ในเวลาอันสั้นที่ผมมาเยือนเมืองไทย ผมได้เห็นสิ่งสวยงามต่างๆ ของประเทศไทย ได้เห็นโลเคชั่นที่แตกต่างกันไปในแต่ละที่ ผมค่อนข้างจะทึ่งกับ production facility ในเมืองไทย เมืองไทยมีอะไรที่สามารถตอบสนองคนทำหนังต่างประเทศได้ ทั้งหนังสเกลใหญ่และสเกลเล็ก อย่างที่เราเห็นๆ กัน อย่างหนัง Hang Over ที่มาถ่ายทำในประเทศไทย หรือหนังสงครามอย่าง The Killing Fields ศักยภาพในการผลิตของประเทศไทยค่อนข้างจะแข็งแรงและดีมาก


อีกอย่างผมเห็นว่าโอกาสที่จะใช้เมืองไทยเพื่อถ่ายหนังที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับประเทศไทยก็ทำได้ เพราะเมืองไทยมี facility ที่สามารถตอบสนองได้ มีเครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายหนังใหญ่ๆ ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามองเมืองไทยในแง่ของการเป็น shooting location ที่ไม่จำเป็นต้องถ่ายทำเมืองไทยเป็นเมืองไทยอย่างเดียว แต่สามารถสมมติให้ประเทศไทยเป็นประเทศอื่นๆ ก็ทำได้ ซึ่งมีการใช้กันค่อนข้างบ่อยในการถ่ายทำ"


อย่างไรก็ดี ในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศหลายๆ ครั้ง มักมีปัญหาตามมา ไม่ใช่เรื่องของการรุกล้ำทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป ก็เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น เรื่องนี้ Supervising location manager จากสหรัฐอเมริกาอย่าง Laura Matteson บอกว่า สำคัญมาก


"เมื่อเข้าไปถ่ายทำแล้วก็เหมือนเราเข้าไปเยี่ยมไปเยือนบ้านคนอื่น เราต้องเข้าใจว่า เมื่อเราเข้าไปถึงแล้วมันมีอะไรที่เราทำได้ หรือไม่ควรทำ ความเข้าใจตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทีมโลเคชั่นอย่างเราที่ต้องมาดูสถานที่ก่อน" Laura บอก


ด้าน Elena Teplova Creative Producer สาวสวยจากรัสเซียที่ร่วมกิจกรรมโรดโชว์ในครั้งนี้ บอกว่าประเทศไทยแตกต่างจากประเทศรัสเซียโดยสิ้นเชิงในหลายๆ ด้าน เมื่อเธอมีโอกาสได้เดินทางมาเมื่อไทยก็เหมือนได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ และมันก็ทำให้เธอตัดสินใจได้ว่า ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีที่มีโครงการว่าจะถ่ายทำในปีหน้านั้น เธอเลือกเมืองไทยเป็นโลเคชั่นหลัก


"ฉันมีแพลนอยู่แล้วว่าจะมาถ่ายทำภาพยนตร์ที่นี่ แต่พอดีได้รับเชิญจากกองกิจการภาพยนตร์ มันก็เหมือนกับเป็นประสบการณ์เพิ่มเติม คือในช่วงกุมภาพันธ์ปีหน้า ฉันจะเอาหนังแฟนตาซีเข้ามาถ่ายที่เมืองไทย แล้วก็อาจจะมีพวกหนังคอมเมดี้ด้วย" สาวสวยจากรัสเซีย บอก


หลายๆ คนในวงการภาพยนตร์ต่างประเทศมองว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสต้อนรับทีมผู้สร้างภาพยนตร์จากต่างประเทศได้มากขึ้น หากมีมาตรการที่ดีเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษี เหมือนที่มาเลเซียและสิงคโปร์มีการยกเลิกการเก็บภาษี ก็น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ดี


"จะทำยังไงให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้นั่นก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการผลิตหนังใหญ่เราต้องประเมินความคุ้มทุน ความคุ้มค่า หลายๆ ประเทศมีข้อเสนอที่น่าสนใจ จะเป็นในรูปแบบของ Tax rebate(ส่วนลดภาษี) ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้กันเยอะ แต่ประเทศไทยก็ยังมีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูง มันก็เลยยังน่าสนใจ แต่ถ้ามีตัวจูงใจอื่นเข้ามาประกอบ การตัดสินใจก็น่าจะง่าย และเข้ามาในสเกลที่ใหญ่ขึ้น" Charle Newirth บอก

ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ เสริมข้อมูลว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายสั่งการไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาไปเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะมีมาตรการออกมาในเร็ววันนี้ แต่ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ส่วนปัญหาด้านความมั่นคงภายในที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุบลวรรณ บอก อาจมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้ประกอบการที่จะเข้ามาบ้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ


"ถ้าถามกันตรงๆ ผลในเรื่องของการทำงานคาดว่าไม่มี เพราะว่าการถ่ายทำบางทีเขาไม่ต้องมาถ่ายในที่ที่เกิดเหตุ เขาไปถ่ายที่อื่น คือในแง่ของการทำงานไม่มีปัญหา แต่ในแง่ของจิตใจ โอเคอาจจะกลัว หรือขาดความเชื่อมั่น ตรงนั้นก็มีส่วน ที่ผ่านมาเขาก็ถามกัน มีครั้งหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์อยู่ เขาก็มาถ่ายนะ ไม่ได้ยกเลิก เขาก็ไปภาคเหนือบ้าง ภาคใต้บ้าง คือมันเกิดเหตุการณ์เฉพาะจุด ไม่ได้เกิดเหตุทั่วไป เพราะฉะนั้นเขาตั้งใจมาแล้ว เขาก็ไม่อยากล้มเลิก แต่โอเค...คนที่คิดอยากมาอาจจะเริ่มลังเล ถือว่ามีผลกระทบ แต่ไม่ถึงกับทำลายความเชื่อมั่น"


Ada Shen จากเมืองจีนก็เห็นตรงกัน เธอบอกว่า หลายๆ ประเทศในโลกนี้ก็มีปัญหา ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลในประเทศนั้นๆ ให้ความมั่นใจกับทีมผู้สร้างได้มากน้อยแค่ไหน เท่านั้น


"ไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัยที่สุดหรอก ไม่เว้นแม้แต่ในอเมริกาเอง แต่สิ่งที่สำคัญในการตัดใจฉันว่ามาจากความสัมพันธ์ระหว่างคนในพื้นที่กับรัฐบาลมากกว่า การประสานงานที่ดี หรือการให้ข้อมูลจากรัฐบาลว่ามันมีความปลอดภัยแค่ไหน เราก็ค่อนข้างมั่นใจ มันเป็นเรื่องที่ต้องระวังนะ แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่จะต้องแบบไม่ควรมาเลย หรือน่ากลัว"


คงจะไม่ใช่เรื่องยากหากเมืองไทยจะก้าวขึ้นไปเป็น HUB ด้านสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในอาเซียน เพราะศักยภาพของประเทศไทยถึงพร้อม ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรบุคคล