ซอยตัน? 'นิรโทษกรรม' นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม

ซอยตัน? 'นิรโทษกรรม' 
นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม

นิรโทษกรรมสุดซอยแปรเป็นแรงต้านสุดใจ ผลสุดท้ายใคร 'ได้' ไม่รู้ แต่เธอคนนี้คือผู้สูญเสียที่ขอยืนหยัดคัดค้าน

"วันนี้ถ้าหากว่าปรองดองได้ อยากจะปรองดองคนแรกเลย"

นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดใจในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อสามปีก่อน ระหว่างการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า สส.ซีกรัฐบาลจะทั้งผลักทั้งดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านวาระสามในชั่วข้ามคืน

ด้วยความไม่เชื่อมั่นว่าการนิรโทษกรรมโดยปราศจากการค้นหาความจริงและนำคนผิดมาลงโทษจะนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคมไทยเหมือนอย่างที่ใครบางคนตั้งเป้าจะ 'Set Zero' แบบง่ายๆ นิชา ภรรยาพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การปะทะระหว่างทหารกับผู้ชุมนุม นปช. เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย. 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว จึงขอเดินหน้าทวงถามความเป็นธรรมและความรับผิดชอบหากกฎหมายฉบับนี้คือฝันร้ายที่กลายเป็นจริง

ฝันร้ายที่ว่า...ไม่ใช่แค่การปล่อยคนชั่วให้ลอยนวล แต่ยังหมายถึงทำลายบรรทัดฐานเรื่องความยุติธรรมในสังคมนี้ และที่เธอกังวลที่สุดก็คือ วังวนของความรุนแรงอันอาจจะนำมาซึ่งความสูญเสียของครอบครัวอื่นๆ ไม่รู้จบ

-ในฐานะผู้สูญเสียคนหนึ่ง คิดอย่างไรที่รัฐบาลเร่งออก พรบ.นิรโทษกรรม ฉบับที่ถูกเรียกว่า 'สุดซอย'

เรื่องนิรโทษกรรมมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการปรองดอง หลักการที่ทุกคนเห็นว่า การนิรโทษกรรมจะนำไปสู่ความปรองดองได้นั้น มันต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังการเรียนรู้บทเรียนและมีหลักประกันว่าจะไม่เกิดความสูญเสียอีกในอนาคต เพราะฉะนั้นมันต้องกลับไปสู่ขั้นตอนในการค้นหาข้อเท็จจริง เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ค้นหาตัวคนถูกคนผิด มีการสำนึกรับผิด จึงจะเกิดนิรโทษกรรม แต่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ ข้ามกระบวนการเหล่านี้ไปหมด การนิรโทษกรรมแนวนี้จึงไม่อาจนำไปสู่การปรองดองได้ เป็นเพียงการนิรโทษกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ใช่หัวใจของการปรองดอง

การนิรโทษกรรมเพื่อนำไปสู่การปรองดองในวันนี้ดิฉันจึงเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ถ้าหากว่ามีเจตนาทางการเมืองแอบแฝง และเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่รัฐบาลเชิญมาก็ได้เตือนไว้ว่า หลักการนิรโทษกรรมจะต้องไม่เร่งรีบ คำนึงถึงเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ จำเป็นจะต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่สำคัญคือต้องไม่มีเจตนาแอบแฝง จึงจะสามารถนำไปสู่ความสงบเรียบร้อย แต่ขณะนี้การนิรโทษกรรมได้กลายเป็นชนวนที่นำไปสู่การเผชิญหน้า ทำให้การนิรโทษกรรมนี้ไม่ได้นำไปสู่การปรองดองแต่อย่างใด

-หลายคนที่สนับสนุนกฎหมายนี้ อาจมองว่าเป็นการลืมความหลังแล้วให้อภัยกัน?

สามารถทำได้แต่ต้องทำหลังจากมีข้อเท็จจริงและมีการสำนึกรับผิด วันนี้ถ้าใครออกมาบอกได้ว่า การนิรโทษกรรมจะสร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างไร เราก็คุยกันได้ และเชื่อว่าจะสามารถยอมรับการนิรโทษกรรมได้ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครออกมายอมรับได้ว่าจะไม่เกิดความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต

-ถ้าในที่สุดเขาสามารถ 'Set Zero' ได้จริง คิดว่าตนเองได้รับความเป็นธรรมหรือเปล่า

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ครอบครัวทหารที่เสียชีวิตก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่องที่อธิบดีธาริต (เพ็งดิษฐ์) ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การนิรโทษกรรมเป็นการโค่นต้นไม้พิษ แต่ดิฉันคิดว่าการไม่ได้รับความเป็นธรรมนี่แหละ คือยาพิษที่ทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือในการปรองดอง ถ้าเราปล่อยให้เวลามันผ่านไปและให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วม มันก็จะทำให้ถึงจุดที่เราคุยเรื่องของการนิรโทษกรรมและการให้อภัยกันได้

-ในกลุ่มของญาติผู้เสียชีวิต ทั้งฝ่ายทหารและกลุ่มคนเสื้อแดง เคยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องนี้บ้างไหม

ก็มีตอนที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมา เขาเห็นความสำคัญของการพูดคุยกับเหยื่อที่ได้รับความสูญเสีย โดยที่รัฐบาลเราเองไม่เคยเชิญเลย ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ได้เปิดใจคุยกัน ปรากฏว่าทุกคนเห็นด้วย และต้องการให้เรื่องนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

-แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่มีใครสนใจเรื่องคดีเรื่องการค้นหาความจริงแล้ว รู้สึกว่าตัวเองสู้อย่างโดดเดี่ยวหรือเปล่า

ตอนแรกก็รู้สึกอย่างนั้น แต่สิ่งที่เป็นกำลังใจกับตัวเองก็คือ การที่นักศึกษาออกมาแสดงความเห็นแล้วมีการเคลื่อนไหว วันนั้นรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาก เพราะตลอดเวลาจุดยืนของตัวเอง นอกจากความเป็นธรรมแล้ว สิ่งสำคัญคือว่าการสูญเสียมันจะนำไปสู่การสร้างหลักประกันในอนาคตว่าจะไม่เกิดการสูญเสียกับครอบครัวคนอื่นอีก คือการสู้เพื่อสังคมของวันข้างหน้า เราได้เห็นน้องๆ เยาวชนไม่นิ่งดูดายต่อบ้านเมือง มันเป็นกำลังใจว่าอนาคตของบ้านเมืองเรามีคนออกมาดูแลแล้ว วันนั้นจึงได้ไปที่อุรุพงษ์เพื่อให้กำลังใจกับน้องๆ นักศึกษา เพราะดีใจที่เยาวชนลบคำปรามาส ไม่ได้นิ่งดูดายปัญหาของบ้านเมือง และลุกขึ้นมากำหนดอนาคตของบ้านเมืองให้เกิดนิติรัฐนิติธรรม เยาวชนเขายังต้องการกำหนดสังคมของเขา ฉะนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ก็ต้องตอบว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของตน หรือเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมวันข้างหน้า ซึ่งไม่มีใครตอบได้เลย

-ในส่วนของแม่น้องเกด-คุณพะเยาว์ อัคฮาด ได้คุยกันบ้างไหมคะ

คือเราถือว่าเป็นญาติของผู้สูญเสียชีวิตในเหตุการณ์การเมืองด้วยกันในส่วนนี้ แต่ที่ตัวเองไม่ได้เข้าไปร่วมอยู่ในร่าง พรบ.ฉบับของญาติผู้เสียชีวิต ก็บอกเหตุผลกับคุณพะเยาว์ว่า เพราะจุดยืนของเราคือไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่าง พรบ.นิรโทษกรรมในขณะนี้ จึงไม่เห็นว่าควรเสนอร่างฉบับใดเข้าในสภาเลย ถ้าหากว่าทางรัฐบาลยังเดินเกมการเมืองแบบนี้อยู่ จึงไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมใน พรบ.ฉบับญาติผู้เสียชีวิตด้วย แต่ว่าในฐานะที่เป็นญาติของผู้สูญเสียด้วยกัน พี่น้องเสื้อแดงเองก็ยังยืนยันว่าอยากได้ข้อเท็จจริงที่ว่าใครเป็นคนฆ่า ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้ คิดว่าญาติของกลุ่มผู้เสียชีวิตไม่ได้ใจแคบที่จะไม่ให้อภัย แต่มันเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้เกิดผู้ยอมรับผิด แล้วก็สำนึกผิด เพื่อที่จะเป็นหลักประกันว่า คนอื่นจะไม่ต้องตายเหมือนกับที่ครอบครัวเราตาย

-แต่ในที่สุดรัฐบาลก็เร่งผลักดันกฎหมาย จนนำมาสู่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้?

ต้องเรียนว่าไม่ประหลาดใจเลย เพราะเมื่อมันเข้าสู่สภาแล้ว ก็จะต้องออกมาในเกมการเมืองที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปรองดองอย่างแท้จริง แต่ว่าเป็นการมุ่งเอาชัยชนะทางการเมืองที่มันยังไม่จบ เพียงแต่หยิบวาทะการปรองดองขึ้นมาใช้อ้าง ทั้งที่ความจริงแล้วเรายังสู้กันอยู่เลย

เหตุการณ์ความรุนแรงมันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสากลทั่วโลก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว สิ่งที่ทั่วโลกแม้แต่ในแอฟริกาที่เราได้เรียนในบทเรียน เขายังได้บทเรียนจากการสูญเสีย แต่ตอนนี้ย้อนไปเมื่อปี 2553 คิดว่าสังคมไทยเราได้เรียนรู้อะไรไหม เรากำลังเดินถอยหลังไปสู่ความรุนแรงที่หลายคนเกรงว่ามันอาจจะรุนแรงกว่าเมื่อตอนปี 2553

-เมื่อไม่นานมานี้คุณโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า คนตายโชคดีกว่าคนอยู่ อะไรทำให้รู้สึกแบบนั้นคะ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่สมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ตายไม่ต้องรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมที่มันเสื่อมลงทุกวันๆ อย่างในกรณีพลเอกร่มเกล้า ถ้ายังอยู่เขาก็คงจะนึกอึดอัดใจกับสภาพที่เป็นอยู่ เพราะเขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมาและเป็นธรรมมาก เขาคงเป็นทุกข์มากกับสภาพสังคมในปัจจุบันนี้ แต่สำหรับพวกเขาคงต้องเผชิญกันต่อไป

อีกอย่างก็เห็นว่าคนเราพอจากโลกนี้ไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความดีที่ได้สร้างเอาไว้เท่านั้นเอง มีคนบอกว่าปัญหาของบ้านเมืองเรามีก็เพราะว่าเราห่างไกลจากเรื่องของบาปบุญ คนเลยไม่มีขีดจำกัดที่จะทำอะไร ขาดความยับยั้งชั่งใจและไม่ได้นึกถึงว่า เมื่อตายแล้วสิ่งที่เหลืออยู่คือสิ่งที่คุณเคยทำไว้เท่านั้น ตอนนี้กลายเป็นว่าคนบางคน สังคมยินดีในความตายของเขา ก็เลยสะท้อนใจว่า ถ้าเขาตายไปแล้วมีคนยินดี เขาจะรู้สึกอย่างไร

-มองบรรยากาศการเมืองตอนนี้มีความหวังไหมคะว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี?

ถ้าพูดถึงความหวังในขณะนี้ เหมือนกับว่ากลไกอำนาจรัฐมันถูกทำลายไปหมด และกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลไปทั้งหมด ความสะเทือนใจที่ประชาชนรู้สึกคือ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมันถูกจำกัดอย่างมาก มันจะเป็นเหมือนคลื่นที่สร้างกระแสความไม่พอใจให้มากเข้าไปอีก ยิ่งถูกกดมากเท่าไหร่ แรงต้านก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเลยคิดว่า ความหวังมันเลือนรางมาก แต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็นออกมา เพื่อที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

การเคลื่อนไหวต่างๆ ตราบใดที่อยู่ในกรอบการชุมนุมอย่างสงบตามสิทธิในรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ แล้วรัฐบาลก็ควรที่จะเปิดโอกาส เพราะมันเป็นตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้น ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ไปกล่าวสุนทรพจน์ในต่างประเทศ แต่ในประเทศก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพ ถ้ารัฐบาลไม่เปิดโอกาสนี้ มันก็ฟ้องภาพลักษณ์ของรัฐบาลว่าไม่เป็นไปตามเคยพูดไว้ แต่ก็ไม่อยากให้นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งการใช้ความรุนแรงไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็คือชีวิตที่เสียไปแล้ว มันเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ตราบใดที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ยังมีโอกาสที่จะหายใจที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไป ก็อยากให้รักษาชีวิตของประชาชนไว้เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

-คิดว่าสังคมไทยจะออกไปจากวังวนของการชุมชน ความรุนแรง ความสูญเสียได้หรือไม่

มันยากนะคะ มันเป็นสงครามของข้อมูลข่าวสาร ในยุคนี้คิดว่าหลายคนที่ปิดรับข้อมูลข่าวสารแล้วออกมาบอกว่าเบื่อสองฝ่ายทะเลาะกัน ตรงนั้นแหละเป็นกลุ่มคนที่เขาเรียกว่าไทยเฉย ซึ่งคนกลุ่มนี้แหละที่ดิฉันคิดว่าจะพลิกชะตา จะพลิกสถานการณ์ของบ้านเมือง ถ้าเขาตระหนักว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว การเมืองมันคือชีวิตของเขาแล้วหันมาสนใจข้อมูลข่าวสารติดตามข้อมูลข่าวสาร สั่งสอนลูกหลานไม่ให้ติดไปกับโลกวัตถุนิยมแล้วก็กลับมาสนใจเรื่องข่าวสารบ้านเมือง แค่นี้มันก็ทำให้วันที่เราไปใช้สิทธิเลือกตั้งเราสามารถใช้สิทธิบนพื้นฐานที่ถูกต้อง แต่วันนี้ถ้าหากคนไทยไม่เสพข้อมูลเหล่านี้ก็จะกลับมาอยู่ในวังวนเดิมอีก

เพราะฉะนั้นคนที่ถูกเรียกว่าไทยเฉย ดิชั้นไม่ได้เรียกร้องคาดหวังว่าเขาจะต้องออกมาเดินขบวนหรือแสดงพลังในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดอยากให้เขาอย่าปฏิเสธว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว แล้วหันมาสนใจเรื่องการเมือง อย่าพูดว่าเบื่อคนสองฝ่ายทะเลาะกัน การวางตัวเป็นคนดีในวันนี้ คำว่าเป็นกลางในวันนี้มันต่างจากอดีต ในอดีตคนพยายามวางตัวเป็นกลางเพื่อจะบอกว่าเป็นคนดี แต่การวางตัวเป็นกลางในวันนี้มันเท่ากับว่าคุณเลือกข้าง แล้วมันเป็นเพียงการปัดความรับผิดชอบโดยอ้างคำว่าเป็นกลาง เพราะวันนี้มันค่อนข้างชัดเจนระหว่างซ้ายกับขวา มันต่างจากในอดีตที่เราเติบโตกันมาที่มันยังมีพื้นที่ตรงกลางอยู่บ้าง

เพราะฉะนั้นคนที่พูดว่าเป็นกลาง ดิฉันคิดว่าเป็นแค่การไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ปฏิเสธที่จะเผชิญกับความรับผิดชอบในการที่จะเลือกข้างเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีต่อไป ข้าราชการก็ต้องเป็นข้าราชการมืออาชีพที่จะไม่ถูกใครสั่งให้มาทำในสิ่งที่ไม่ใข่ผลประโยชน์ของประชาชน แต่ที่สุดแล้วก็ย้อนกลับไปว่ากลไกของรัฐมันพัง ประชาชนก็ต้องช่วยตัวเอง ใครมีอาชีพในสาขาไหนก็ทำหน้าที่ในอาชีพของตน พื้นฐานก็คือการกลับมาสนใจเรื่องของการเมืองว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว กล้าที่จะแสดงออกโดยที่ไม่ต้องกลัวผลกระทบที่จะตามมา

-ถึงจุดนี้แล้วคิดว่าจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างไร

ในส่วนของตัวเองก็สู้มาตลอด แล้วผลกระทบที่เกี่ยวกับเราคือคดีการเสียชีวิตของสามีซึ่งก็มีหน้าที่ที่จะต้องติดตามคดีต่อไปก็ยังไม่หยุดที่จะติดตาม แล้วก็หาแนวทางที่จะสู้คดีต่อไป แต่ก็ต้องเรียนว่ามูลเหตุจูงใจของญาติผู้เสียชีวิตที่กำลังเรียกร้องในขณะนี้ เราไม่ได้ทำเพราะเราต้องการให้ใครมาสนใจในความรู้สึกสูญเสียของครอบครัวพวกเรา ชีวิตทุกชีวิตมีค่าแล้วเรารู้คุณค่าของชีวิตคนที่จากไป แต่ไม่ได้เรียกร้องให้ใครมาสนใจความรู้สึกเราในส่วนนั้น ยิ่งสภาพปัจจุบันนี้เป็นเรื่องยากให้คนซึ่งมีจิตใจที่ไร้คุณธรรมมาสนใจความรู้สึกของคนอื่น เพราะว่าดูเหมือนทุกคนก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่อยากให้มองในความเสียสละของพวกเราว่า เรากำลังต่อสู้เพื่อบรรทัดฐานในอนาคต

มันไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อเรียกร้องให้ใครหันมาสนใจความรู้สึกของผู้สูญเสียเท่านั้น แต่เรากำลังบอกว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียมันยิ่งใหญ่แล้วเราไม่อยากให้ใครต้องสูญเสียแบบเรา เรากำลังสร้างบรรทัดฐานในอนาคตที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก คนที่บอกให้พวกเราเสียสละ เราได้เสียสละแล้ว เราให้อภัยเป็น แล้วเราก็ทำเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับเยาวชนในอนาคต ดังนั้นคนที่กำลังออกกฎหมายนิรโทษกรรม ต้องกลับมาตอบคำถามในสังคมด้วยว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้นมันสร้างหลักประกันความสงบเรียบร้อยในอนาคตได้อย่างไร คุณต้องตอบคำถามนี้ มันเป็นหน้าที่ของการเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ต้องทำเพื่อบ้านเมือง แล้วเราเป็นตัวแสดงตัวหนึ่งในวันนี้ที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อนำไปสู่บรรทัดฐานนั้น

-ไม่ทราบว่าคดีของพลเอกร่มเกล้าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

คดีหยุดนิ่งไม่มีความคืบหน้าเลย หลังจากในปีแรกที่เสียชีวิต เมื่อปลายปี 2553 ทาง D.S.I อธิบดีธาริตเป็นคนแถลงว่าเป็นการเสียชีวิตจากการกระทำของ นปช. ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นฝีมือของชายชุดดำ และล่าสุดก็บอกว่าไม่มีพยานหลักฐานที่จะระบุตัวคนร้ายในคดีนี้ได้ แล้วก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใดทั้งสิ้น ในขณะที่คดีซึ่งทหารถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำนั้นมีความคืบหน้า แต่คดีที่ทหารตายไม่คืบหน้าเลย

-ตอนนี้ทำใจได้มากน้อยแค่ไหนคะ

นี่ก็สามปีกว่า มันเป็นเรื่องที่เราต้องพยายามอยู่ให้ได้ ถึงบอกว่าคนตายง่ายกว่าคนอยู่ คนอยู่นี่ยากกว่าคนตายอีก ถ้าไม่เจอเหตุการณ์ปัญหาทางการเมือง ลำพังสู้กับการมีชีวิตอยู่ลำพังอย่างเดียวมันก็ยากแล้ว วันนี้ถ้าหากว่าปรองดองได้ อยากจะปรองดองคนแรกเลยเพื่อที่จะได้จบปัญหาที่เราจะต้องเหนื่อยต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอยู่ เข้ามาสู่วิถีชีวิตที่เป็นปกติของเรา ที่จะต้องคิดถึงการดำเนินชีวิตในอนาคตโดยที่ไม่มีพี่เขาอยู่ซึ่งมันยากอยู่แล้ว แต่นี่กลายเป็นว่ายากขึ้นเป็นสองเท่า จึงอยากจะบอกว่ายินดีที่จะรับเงื่อนไขใดๆ ที่ยอมรับได้ แต่เงื่อนไขในขณะนี้มันยอมรับไม่ได้

-ถ้าอย่างนั้นนิรโทษกรรมที่ยอมรับได้ เงื่อนไขหลักๆ ควรมีอะไรบ้าง

อย่างที่เคยบอกไป ถ้ารัฐบาลสนใจในเรื่องของข้อเท็จจริงซึ่งมันก็มีข้อเท็จจริงปรากฏในรายงานอย่างน้อยสามฉบับ ทั้งของคณะกรรมอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ทั้งของทางฝ่ายพี่น้องเสื้อแดงเอง นั่นคือสิ่งเริ่มแรกที่รัฐบาลต้องเอาใจมาใส่ ไม่ใช่โยนรายงานทิ้งไปทั้งสามเล่มแล้วก็ให้เราทะเลาะกันบนอารมณ์มากกว่าเหตุผล

ข้อเท็จจริงคือรัฐบาลไม่เคยเอาข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนดู ซึ่งหลักการนิรโทษกรรมที่ถูกต้อง ต้องให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริง ตรงนี้รัฐบาลควรเปิดเผยข้อเท็จจริง มันมีข้อเท็จจริงใส่ส่วนที่ยอมรับร่วมกันได้ก็ต้องยอมรับร่วมกัน ข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นปัญหาก็นำมาพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานต่อไป นั่นคือสิ่งที่ต้องใช้เวลา ดีกว่าปล่อยให้เป็นสิ่งที่ถูกบิดเบือนในประวัติศาสตร์ในอนาคตต่อไป แต่รัฐบาลไม่เคยให้ความสนใจกับเรื่องนี้เลย แล้วก็เป็นสิ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบทุกคนต้องการ

มีผู้ใหญ่บางคนบอกว่า ข้อเสนอดิฉันทำไม่ได้ การหาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องทำไม่ได้ เขาลืมไปหรือว่ามันทำมาแล้ว เพียงแต่คุณไม่สนใจ คุณตั้งใจที่จะโยนมันทิ้งไป วันนี้เราพูดกันเรื่องนิรโทษแต่รัฐบาลไม่เคยให้ตัวเลขข้อมูลเลยนะคะ เรื่องของคดี เรื่องของนักโทษ เรื่องของการประกันตัว เรื่องของผู้ที่ยังถูกคุมขังอยู่ อะไรเหล่านี้มันเป็นข้อมูลที่ต้องนำมาใช้ประกอบการนิรโทษกรรมด้วย เราไม่เคยอยู่บนข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้เลย

ครั้งหนึ่งเราเคยมีเหตุผลของผู้เสนอร่างนิรโทษกรรมบอกว่า ต้องนิรโทษเพื่อช่วยพี่น้องซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจำนวนมากออกมา แล้วก็เป็นเหตุผลที่เขาเสนอเพื่อหลักมนุษยธรรม แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มที่เขามีโอกาสเข้าถึงข้อมูลก็เปิดเผยว่าจริงๆ แล้วไม่ได้มีพี่น้องอยู่ในคุกจำนวนมากมายเรือนร้อยเรือนพันอย่างที่ว่ากัน เพราะได้รับการประกันตัวไปแล้ว สิ่งเหล่านี้มันเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องออกมาให้ข้อมูลให้ชัดเจน ดิฉันถึงได้ทำหนังสือเสนอนายกรัฐมนตรีไป ขอให้ติดตามคดีแล้วขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี แต่ก็ไม่ได้มีการเปิดเผย

-ด้วยจุดยืนแบบนี้ การทำงานที่ทำเนียบกดดันบ้างไหมคะ

ทำงานที่นี่ตั้งแต่เริ่มรับราชการ มีคนบอกว่าอยู่ได้ยังไงทำไมไม่ย้ายไปที่อื่น แต่รู้สึกว่านี่มันคือหน่วยงานราชการแล้วเราคือข้าราชการ เราไม่ต้องย้ายหนีใคร มันเป็นอาชีพราชการ ไม่ใช่อาชีพที่อยู่ภายใต้การเมือง เพราะฉะนั้นก็ไม่คิดว่าจะต้องหนี แต่การได้รับผลกระทบก็เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญ ถ้าเราตัดสินใจที่จะต่อสู้และแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งถ้ารัฐบาลเปิดใจว่านี่คือเสียงจากผู้สูญเสียแล้วนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ก็จะได้รับแนวทางในการแก้ปัญหามากขึ้น แต่ถ้าไม่เปิดใจมองว่าเราเป็นฝ่ายตรงข้าม มองว่าเราแสดงความเห็นในทางโต้แย้งก็เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญ ซึ่งก็วางใจเป็นกลางที่จะยอมรับถ้าจะได้รับผลกระทบในทางลบก็ยินดี

ตำแหน่งหน้าที่การงานมันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งเสียความเป็นมนุษย์ เราก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ถ้าเราไม่เอาใจไปวางไว้ การตายของพี่ร่มเกล้าสอนว่าตำแหน่งหน้าที่เกียรติยศต่างๆ มันไม่มีความหมายอะไรในวันที่เขาตายไป สิ่งที่ควรจดจำคือผลงานที่ได้ทำ ความดีที่ได้ทำไว้ สิ่งที่ทำให้ยืนอยู่จุดตรงนี้ได้กล้าเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ได้ก็คงเป็นเพราะว่าความตายของพี่ร่มเกล้าสอนเราอยู่ทุกวันนี้

-คิดอย่างไรกับ 'ข้าราชการ' ณ วันนี้

ตัวเองเป็นข้าราชการ แล้วมีความรู้สึกแรงมากกับความเป็นราชการในวันนี้ คงไม่เฉพาะในทำเนียบแต่ข้าราชการของประเทศไทยต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน กลไกการเมืองจะเป็นอย่างไรอย่างน้อยประชาชนจะต้องมีข้าราชการเป็นที่พึ่ง ข้าราชจะการต้องรู้สึกว่าเมื่อถึงวันที่ต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ของประชาชนกับผลประโยชน์ของนักการเมือง คุณต้องกล้าที่จะยืนหยัดอยู่ข้างประชาชน แต่สิ่งที่น่าเสียใจในวันนี้คือระบบราชการมันถูกทำลายแล้ว สำนึกของข้าราชการตรงนั้นมันหายไป วันนี้ข้าราชการนิ่งเฉยแล้วคิดว่าเป็นการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ต้องตีความให้ดี

คำว่าความเป็นกลางทางการเมืองแปลว่าอะไร ข้าราชการจำนวนมากปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น อย่างน้อยที่สุดข้าราชการสามารถให้ข้อเท็จจริงได้ อย่างที่บอกว่าเรื่องการนิรโทษกรรมไม่เคยมีข้อมูลพื้นฐานเลย ข้าราชการมีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงกับสังคม เราก็ไม่ค่อยเห็นการทำหน้าที่ตรงนี้ แล้วถ้าข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือนักการเมืองก็ทำผิดไม่ได้มากเท่านี้ เพราะฉะนั้นถึงได้เสียความรู้สึก

-เบื้องหลังเคยมีคนมาเจรจาว่าให้หยุดเคลื่อนไหวบ้างหรือไม่

ก็มีค่ะ มีคนเข้ามาคุย พยายามให้ข้อมูลการเสียชีวิตของพี่ร่มเกล้า แต่ตัวเองก็ไม่เคยพูดออกไปโดยไม่มีหลักฐาน ที่ผ่านมาถึงแม้จะมีคนพยายามให้ข้อมูล แต่เราก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถึงได้ผิดหวังกับหน่วยงานเหล่านั้นมาก ปีแรกให้เกียรติมากไม่เคยพูดถึงเรื่องคดีเลย แต่พอเขาไม่ทำหน้าที่มันทำให้เราผิดหวังเลยต้องออกมาพูด ตรงนี้ต้องพยายามใช้สติเยอะๆ ในการเผชิญปัญหา ถ้าเราเชื่อคำพูดของใครแล้วออกมาพูด ต้องชั่งน้ำหนักว่าคำพูดมันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นหรือจะทำให้สังคมสงบสุข บางทีก็ต้องกลืนเลือด อะไรที่พูดแล้วมันไม่เป็นประโยชน์ก็ต้องเก็บไว้ แล้วก็ต้องใช้สติอย่างมาก ความสับสนของบ้านเมืองนี้คงต้องใช้สติเป็นเครื่องมือในการฝ่าฟัน เพราะสิ่งที่ต้องเผชิญในวันข้างหน้ามันอาจเลวร้ายกว่าที่ผ่านมาอีก

-แต่ในความโชคร้ายก็ย่อมมีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง?

ดิฉันได้กำลังใจมหาศาลจากพี่น้องประชาชนซึ่งไม่ใช่ญาติไม่ใช่เพื่อนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วเขารักพลเอกร่มเกล้าโดยที่เขาไม่ได้รู้จักมาก่อน ตรงนี้มันประจักษ์แล้วว่าคนเรามันเหลือแต่คุณงามความดีเท่านั้นจริงๆ ให้กับคนที่ยังอยู่ พี่ร่มเกล้าไม่ได้รู้จักกับพี่น้องเหล่านี้เลย แต่ทุกวันนี้ก็มีคนบอกว่าตื่นมาใส่บาตรให้พี่ร่มเกล้าทุกวัน อนุโมทนาให้ทุกวัน เวลาเดินไปเจอตามถนนไม่ว่าจะศาสนาไหนเขาก็จะบอกว่าทำบุญให้นะ เป็นเรื่องที่ซาบซึ้งมาก เราไม่ได้รู้จักกันไม่ใช่ญาติไม่ใช่เพื่อน แต่ว่าได้กำลังใจมหาศาลจนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เราจะต้องต่อสู้ต่อไป

แม้จะไม่ได้อะไรจากการต่อสู้นี้ แต่มิตรภาพเหล่านี้เหมือนเป็นกำลังใจว่า ยังมีสิ่งที่ดีงามอยู่ในสังคม แล้วคนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเสียสละ ตรงนี้ก็เป็นเหมือนกับแรงกำลังใจส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้เราอยู่ได้