คนวงในอุตสาหกรรมร่วมแสดงความเห็นต่อ ความสนใจในการชมหนังอาเซียน ในโรงภาพยนตร์ไทย
ปีสองปีทีผ่านมาได้เห็น โปรแกรมภาพยนตร์ อินเดีย และ ฝรั่งเศส เข้าฉายรอบปกติ นอก "เทศกาลภาพยนตร์" มากขึ้น แต่ความหลากหลายนั้นยังไม่รวม "หนัง" จากเพื่อนบ้าน "อาเซียน" คนวงในอุตสาหกรรมร่วมแสดงความเห็นต่อ หน้าหนัง ที่ยังไม่เป็นที่นิยม
ขณะที่ หนังไทย สามารถออกไปสู่ตลาดหนังในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะหนังในแนว ผี และสยองขวัญ แต่ในเมืองไทย ตลาดหนังจากอาเซียน ยังไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ชมนอกเทศกาลมากนัก
ชื่อหนังอย่าง "งูเก็งกอง" ที่ยังคงเป็นหนึ่งในหนังอุษาคเณย์ที่สร้างกระแสฮิตข้ามพรมแดนประเทศ มาถึงเมืองไทย เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ในยุคโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ จำนวน "จอภาพยนตร์" ที่มากขึ้น และความหลากหลายของภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ที่มีภาพยนตร์หลากหลายสัญชาตินอกเหนือจาก ฮอลลีวู้ดและไทยแล้ว ปีสองปีทีผ่านมาได้เห็น โปรแกรมภาพยนตร์ อินเดีย และ ฝรั่งเศส เข้าฉายรอบปกติ นอก "เทศกาลภาพยนตร์" มากขึ้น แต่ความหลากหลายนั้นยังไม่รวม "หนัง" จากเพื่อนบ้าน "อาเซียน" อีก 9 ประเทศ อันได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์
แง่คิดผ่านวงเสวนาหัวข้อ “การเปิดเสรีในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และแนวโน้มความร่วมมือในธุรกิจภาพยนตร์ของกลุ่มประเทศอาเซียน” เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร คนวงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย ร่วมแสดงความเห็นต่อ หน้าหนังอาเซียน ที่ยังไม่เป็นที่นิยมสำหรับผู้ชมชาวไทย
ภาณุ อารี เจ้าหน้าฝ่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศ บริษัทมงคลภาพยนตร์ ผู้นำเข้าภาพยนตร์นานาชาติรายใหญ่ของไทย ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการนำหนังอาเซียนมาฉายในโรงภาพยนตร์ว่า เท่าที่ผ่านมา ยังสามารถฉายแค่ "ในวงจำกัด" เฉพาะในโรงภาพยนตร์รองรับคอหนังนอกกระแสอย่าง โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ และโรงลิโด้ สกาลา ในเครือเอเพ็กซ์ ย่านสยามสแควร์ของกรุงเทพฯเท่านั้น
"ประสบการณ์ของสหมงคล(หรือมงคลภาพยนตร์)ที่เคยฉายหนังจากอาเซียนมาครบทุกประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังดีหนังรางวัลจากฟิลิปปินส์หรือสิงคโปร์ สุดท้ายก็ฉายได้แค่วงแคบ" ภาณุ กล่าว ตัวอย่างสนับสนุนคำกล่าวของเขา รวมถึง หนังรางวัลกล้องทอง(สำหรับผู้กำกับมือใหม่)จากคานส์ เรื่อง ILo ILo ซึ่งเป็นหนังสิงคโปร์ นำแสดงโดย นักแสดงสาวฟิลิปปินส์ และนักแสดงนำเด็กชายชาวสิงคโปร์ เปิดฉายในโรงเฮ้าส์ อาร์ซีเอ ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ภาณุให้ความเห็นต่อปัจจัยการฉายหนังอาเซียน "ในวงกว้างไม่ได้" ว่า มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นแง่ตลาดหนังที่ถูกยึดพื้นที่โดย หนังไทยและหนังฮอลลีวู้ด อันเป็นผลลัพธ์จากการก่อเกิดโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับหนังฮอลลีวู้ดเป็นหลัก
เมื่อเทียบกับสถานการณ์หนังไทย ไปได้ดีในอาเซียน รวมถึง "ปรากฏการณ์มาริโอ้" ซึ่งหมายถึง มาริโอ เมาเร่อ พระเอกลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่มีแฟนคลับในภูมิภาคนี้ นับจากหนัง รักแห่งสยาม ต่อเนื่องถึง สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก จนกระทั่งได้ไปแสดงหนังฟิลิปปินส์และหนังจีน ที่ภาณุ มองว่าเป็นปัจจัยว่าด้วย ความคุ้นเคยของผู้ชมต่อหนังไทย ที่สร้างชื่อมาพักใหญ่
ตั้งแต่ยุค นางนาก ของนนทรี นิมิบุตร จนถึง สตรีเหล็ก ของ ยงยุทธ ทองกองทุน และ องค์บาก ของปรัชญา ปิ่นแก้ว จนถึง หนังผีต่างๆ ในยุคนี้ที่น่าจะเริ่มจาก Shutter กดติดวิญญาน และไปจนถึง "เสน่ห์ของดารา" ที่หน้าตาแบบลูกครึ่งยูเรเชีย(ยุโรป+เอเชีย) ของมาริโอ้ สามารถชนะใจผู้ชมนอกประเทศไทยได้ไม่ยาก
"อาจจะด้วยเทรนด์ของพระเอกลูกครึ่ง ขอให้หน้าตาดี คนดูไม่สนหรอกว่า เนื้อหาจะเป็นอย่างไร เขาก็จะอยากดูก่อน" ภาณุอ้างถึงเหตุผลที่เขาเคยสอบถามกระแสความสำเร็จของมาริโอ้ในต่างแดน แต่เมื่อกลับมาในโรงภาพยนตร์ไทย หนังอาเซียน กลับยังไม่มีใครเป็น "ฟีเวอร์" หรือ "มีเสน่ห์ดึงดูด" ผู้ชมไทยไปชมไทย
กรณีหนังเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่สุดอย่าง ลาว ซึ่งปี 2013 มีหนังงานสร้าง ทั้งเรื่องราวและ นักแสดงจากฝั่งลาว เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กลางกรุงเทพฯ อย่าง "ฮักอ่ำหล่ำ" ซึ่งมีพระเอกเป็นนักร้องนำวง Cell วงป๊อปร็อกที่มีเพลงฮิตติดหูคนไทย รวมทั้งถูกใช้ในหนังข้ามชาติไทย-ลาวอย่าง สะบายดี 2 คำตอบอยู่ที่ปากเซ ด้วย
แม้หนังจะมาเปิดรอบปฐมทัศน์ที่พารากอน ซีเนเพล็กซ์เมือ่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่รอบต่อๆมา ก็แทบไม่มีผู้ชมเอาเสียเลย
ไม่รวมหนังที่ถูกตีเป็นสัญชาติลาว แต่กำกับและเขียนบทโดยคนไทยชื่อ ศักดิ์ชาย ดีนาน แห่ง สะบายดีฯ ไตรภาค ที่นำหนัง "ผ้าพันคอแดง" นำแสดงโดยนักแสดงชาวลาว คำลี่ พิลาวง และ อนุสอน วงคำมนตรี ที่นำเอาตำนานผีของชาวบ้านแถบเวียงจันทน์ มาเปิดฉายในโรงภาพยนตร์ไทยปลายปี 2012 ก็ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร
ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ องค์บาก หนังแอ็คชั่นชูมวยไทยไม่ใช้สลิงและ พระเอกนักบู๊ จา พนม ยี่รัมย์ ได้ให้ความเห็นที่สะท้อน อุปสรรคและปัญหาของการเติบโตในตลาดหนังผู้ชมอาเซียนว่า ประเด็นสำคัญเขามองว่าเป็นปัจจัยเรื่อง "การยอมรับและทัศนคติ" ต่อหนัง ที่หน้าตาเป็นเอเชีย หรือโดยเฉพาะ อาเซียน
การฉายในวงแคบหมายถึงคนดูน้อย ผู้นำเข้าภาพยนตร์ จึงไม่สามารถจะขยายวง เพิ่มโรงหรือเพิ่มรอบการฉายได้ จึงเป็นเหตุผลของที่หนังบางเรื่องได้ฉายแค่โรงเดียวในรอบที่ทดสอบความศรัทธาของผู้ชมอย่างที่สุด
ปรัชญาได้เอ่ยถึงมุมมองของผู้ชมฝั่งอเมริกัน ที่มักจะนิยม "หนัง รีเมค" (จากหนังชาติอื่นมาเป็นหนังอเมริกัน) มากกว่าจะเอาหนังที่มีหน้าตาและบริบทเรื่องราวของชนชาติอื่นไปฉายในโรงภาพยนตร์วงกว้าง และสะท้อนกลับมาสู่สภาพการณ์ คนไทยกับการ "รับ" ชมหนังอาเซียน ว่า อุปสรรคนั้นก็ยังเป็นเรื่องของ ทัศนคติกับความเป็นชาติ
"ลองหลับตานึกถึง หนังจากประเทศที่เราไม่ยอมรับ(ในแง่ความชื่นชม) ต่อให้หนังที่ดีที่สุดของประเทศเขา มาฉาย เราจะดูไหม ผมว่าคุณไม่ดู" ปรัชญา เอ่ยในวงเสวนาฯ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา
และยกตัวอย่างประสบการณ์ตรงของเขา ในวัยเด็ก ที่ได้รับชม หนังกัมพูชา ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ฮิตในเมืองไทยอย่างเรื่อง งูเก็งกอง (ที่ออกฉายในปี 1970 หนังประสบความสำเร็จจนมีภาคต่อ มี อรัญญา นามวงศ์ นักแสดงชาวไทยไปร่วมแสดงนำกับนักแสดงกัมพูชา ก่อนจะถูกนำมาสร้างใหม่เป็นลูกครึ่งไทย-เขมร นำแสดงโดย วินัย ไกรบุตรและนางเอกกัมพูขาในปี 2001-ข้อมูลจากวิกิพีเดีย) เทียบกับการดูหนังงูเก็งกอง เวอร์ชั่น 2001 ว่า
"ตอนเด็กๆ เราดูก็ไม่คิดอะไร สนุกไม่สนใจว่าเป็นหนังเขมรหรือหนังไทย แต่พอหนังสร้างใหม่เราได้ดูตอนโตแล้ว เรามีอคติกับตัวละคร รู้สึกว่าไม่สวย ไม่หล่อ และยังหัวเราะในสิ่งที่เขาไม่ได้อยากให้เราหัวเราะ คือเราไม่คล้อยตามเรื่องเลยน่ะ" ปรัชญา เผยมุมมองส่วนตัว
และสะท้อนถึงทัศนคติเป็นจุดสำคัญในการ "ซื้อ" หรือ "ไม่ซื้อ" (ตั๋ว)หนังของผู้ชม และชี้ถึงทางออกในการก้าวข้ามอุปสรรคนี้ว่า การที่ผู้ชมอาเซียนจะยอมรับหนังเพื่อนบ้านได้นั้น มันต้องเกิดจากการยอมรับกันในสังคมโดยรวม "เราชาวอาเซียนเป็นเพื่อนกันก่อน เรายอมรับกันและกันได้แล้ว หนัง(ภาพยนตร์)มันจะตามมาเอง"
ตัวอย่างของหนังอาเซียนที่ประสบความสำเร็จ อย่าง The Raid : Redemtion หนังแอ็คชั่นทำเงินถล่มทลายของอินโดนีเซีย ที่สามารถเข้าฉายในอเมริกาและทำสถิติติด 1 ใน 10 บ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกาเหนือ เมื่อเดือนมีนาคม 2012 และเปิดฉายในไทยอย่างเงียบเชียบในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน (หนังจะมีภาคต่อ The Raid 2 or The Raid: Retaliation เตรียมออกฉายในปี 2014)
ประเด็น ทัศนคติต่อเพื่อนบ้านอาเซียน นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยถูกกล่าวถึงในเวทีระดมความเห็นและเวทีวิชาการอื่นๆ ว่าเป็นหนึ่งในปัญหาและอุปสรรคหนึ่ง ที่คนไทยต้องพัฒนา จากการ "รู้สึกดูถูกคนลาว พม่า และกัมพูชา ว่าด้อยกว่าเรา" (อ้างจากเวทีการประชุมระดมสมอง "Roadmap สู่ประชาคมอาเซียน" โดยศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2012)
เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ผู้อำนวยการภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ หรือ เวิลด์ฟิล์ม เฟสติวัล ที่จะจัดงานประจำปี 2013 กลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ในฐานะผู้คร่ำหวอดภาพยนตร์โลก และจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์อาเซียนในเวิลด์ฟิล์มมาต่อเนื่องหลายปี ได้ให้ความเห็นต่อเรื่อง ทัศนคติผู้ชมว่า คงเป็นปัจจัย ที่ต้องก้าวข้ามกันอีกนาน
พื้นเพของเกรียงศักดิ์ จากชายแดนไทย-มลายู ให้มุมมองในแง่บวกว่า สำหรับผู้ชมที่เสพสื่อ (ทีวี ละคร ภาษาและวัฒนธรรม)ข้ามพรมแดนภาคใต้ ที่สามารถรับชมทีวีจากมาเลเซีย คุ้นเคยกับภาษาจีนและมลายู นั้น ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเท่ากับ คนไทยทางตอนกลางของประเทศ แต่ในมุมมองแง่ลบ เกรียงศักดิ์ ได้ชี้ประเด็นว่า วัฒนธรรมที่เชิดชูคนตะวันตกผิวขาว ยังคงตกค้างอยู่ในสังคมไทย
"การจะให้คนไทยออกไปดูหนัง ลาว อินโดฯลฯ เลย มันต้องนับหนึ่งกันใหม่ จะให้บูม(คนแห่ไปดู)เลยมันคงยาก ยกตัวอย่างหนังเรื่อง ฮักอ่ำหล่ำ ก็ยังไม่มีคนดู ทั้งๆที่คนไทยก็พอจะเข้าใจภาษาลาวได้นะ" การนับหนึ่งที่เกรียงศักดิ์ เสนอรวมถึงการปูพื้นฐานการศึกษา เรื่องมุมมองเกี่ยวกับหนัง หรือการชมภาพยนตร์ ซึ่งกูรูหนังนานาชาติเห็นว่า คนดูหนังควรจะให้ความสนใจเนื้อหาของหนัง โดยไม่ต้องกังวลสนใจ หน้าตา ของตัวละคร หรือคนแสดงมากนัก เพราะการดูหนังเป็นการทำความสนุกกับเรื่องราวและวิธีการนำเสนอที่หนังพาไป มากกว่าจะปล่อยให้นักแสดงหน้าตาดีทำให้คุณเสียเวลากับการดูหนังที่ไม่ได้ให้อรรถรสอื่นใดอีกเลย
และสถานการณ์ที่ว่านี้ ได้ เกิดขึ้นกับ หนังแนวผีของไทย ที่ไปตีตลาดแถบอาเซียนในปัจจุบัน ผู้ชมตอบรับโดยไม่ต้องแคร์ หน้าตา ว่าใครเป็นนักแสดงนำเสียอีก





