หากจะหาสถานที่สักแห่งเพื่อระลึกถึงพระจริยวัตรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สถานที่แห่งนี้นับว่าเหมาะสม
"คนที่ถือกำเนิดเป็นคนนั้น ยังไม่จัดเป็นคนโดยสมบูรณ์ เพราะเหตุเพียงเกิดมามีรูปร่างเป็นคน ต่อเมื่อมีการปฏิบัติ ประกอบด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสมกับความเป็นคน จึงเรียกว่าเป็น คนโดยธรรม
เมื่อมีธรรมของคนสมบูรณ์ จึงจะเชื่อว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์ แม้คำในหิโตประเทศก็กล่าวว่าการกิน การนอน ความกลัวและการสืบพันธุ์ของคนและดิรัจฉานเสมอกัน แต่ธรรมของคนและดิรัจฉานเหล่านั้นแปลกกว่ากัน เว้นจากธรรมเสีย คนก็เสมอกับดิรัจฉาน"
(100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช ที่มีการรวบรวมเนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติ เจริญพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 3 ตุลาคม พ.ศ.2556)
. . .
แม้จะยังความโศกเศร้าให้กับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย แต่การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ทำให้หลายคนได้ซาบซึ้งถึงพระจริยาวัตรอันสมถะเรียบง่ายของพระองค์ ตลอดจนเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชประวัติและคำสอนต่างๆ ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รำลึกถึงคุณูปการที่ท่านทรงมีต่อสังคมและพระศาสนา
หนึ่งในพุทธสถานที่ถือว่าเป็นวัดในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งบางคนอาจเคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมแล้ว นั่นก็คือ วัดญาณสังวราราม พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร สังกัดธรรมยุติกนิกาย ที่ตั้งอยู่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
วัดแห่งนี้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นองค์ประธานจัดสร้างเมื่อปี 2519 โดยนายแพทย์ขจร และคุณหญิงนิธิวดี อันตระการ พร้อมด้วยบุตรธิดา ได้ถวายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่เศษเป็นประเดิม ต่อมาคณะผู้ริเริ่มสร้างวัดจึงได้ร่วมกันจัดซื้อที่ดินที่ติดต่อเขตวัดถวายเพิ่มเติมอีกประมาณ 60 ไร่เศษ รวมเป็นเนื้อที่ดินทั้งหมด 366 ไร่ 2 งาน 11 ตารางวา ก่อนจะสร้างวัดขึ้นในพระนาม "วัดญาณสังวราราม"
การสร้างวัดญาณสังวราราม เดิมทีเดียวมีจุดมุ่งหมายให้เป็นสำนักปฏิบัติ คือ เน้นทางด้านสมถะและวิปัสสนา และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ในทางการศึกษาอบรมพระธรรมวินัย รวมทั้งเพื่อให้เป็นที่ยังประโยชน์ในการบำเพ็ญอเนกกุศลต่างๆ จึงมีการก่อสร้างศาลาโรงธรรม สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ต้องการปฏิบัติธรรม และโรงพยาบาลขนาดเล็ก ในอาณาบริเวณของวัดด้วย
ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่น้อย วัดแห่งนี้แบ่งพื้นที่เป็น 4 เขตหลักๆ คือ เขตพุทธาวาส เป็นสถานที่ตั้งปูชนียสถาน โบราณวัตถุ มีพระอุโบสถ พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ พระมหามณฑปพระพุทธบาท ภปร.สก. ศาลาอเนกกุศล สว.กว. และศาลาอเนกกุศลมวก.สธ.
เขตสังฆาวาส แบ่งเป็นสองส่วน คือ พื้นที่ส่วนล่างและพื้นที่ส่วนบน ประกอบด้วยพื้นที่เขาชีโอนและเขาชีจรรย์ และทั้งสองพื้นที่ ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างเสนาสนะกุฏิน้อยใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุ สามเณร
เขตโครงการพระราชดำริ เป็นสถานที่โครงการพระราชดำริ มีเรือนรับรอง อ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โรงพยาบาล ศูนย์การฝึกอบรมพิเศษ วนอุทยาน บริเวณอนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าไม้
และเขตอุบาสกอุบาสิกา เป็นสถานที่ตั้งศาลาโรงธรรม ที่พักอาศัยของบรรดาพุทธศาสนิกชน ผู้มาอยู่ประพฤติธรรม รักษาศีลฟังธรรม ปฏิบัติจิตตภาวนา
สำหรับใครยังไม่เคยมีโอกาสเดินทางมาที่แห่งนี้ เมื่อมาถึง สถานที่สำคัญแห่งแรกที่ไม่ควรพลาดก็คือ พระมหามณฑปพุทธบาท ภปร.สก. ที่สร้างบนยอดเขา ที่นี่...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และพระนามาภิไธยย่อ สก. ประดิษฐานที่องค์พระมหามณฑป
แม้จะไม่สูงเท่าพระธาตุดอยสุเทพ แต่ก็ต้องออกแรงกันพอประมาณ หลังจากไต่ระดับไปตามขั้นบันไดพญานาคประมาณ 200 ขั้น ก็จะถึงองค์พระมณฑปที่ประดับด้วยโมเสกสีทองจรดยอด (โมเสกนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานส่วนที่รื้อมาจากการบูรณปฏิสังขรณ์ พระเจดีย์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ภายในมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทคู่ สงบงามด้วยกระจกสีตกแต่งเป็นลวดลายดอกไม้รับกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา
หลังจากสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว เมื่อเดินออกมาด้านนอกจะเห็นทิวทัศน์มุมกว้างทั่วบริเวณวัด ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบต่างๆ และอ่างเก็บน้ำกว้าง แต่ที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นเจดีย์ที่ละม้ายคล้ายเจดีย์พุทธคยา ในประเทศอินเดีย เราใช้เวลาชื่นชมทัศนียภาพบนนี้ไม่นานจึงกลับลงมายังบริเวณที่ถือเป็นศูนย์กลางของวัด เพื่อไปยังพระอุโบสถทรงจีน ซึ่งสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
แทบไม่เชื่อสายตา ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมารอบบริเวณวัดส่วนใหญ่กลับเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน แม้แต่รถขายไอศกรีม ยังมีภาษาจีนติดอยู่ข้างรถเพื่อความสะดวกในการค้าขาย สอบถามได้ความว่าทัวร์จีนจะมาไหว้พระกันที่นี่เป็นประจำ เราจึงต้องแหวกฝูงชนเข้าไปยังพระอุโบสถ เพื่อสักการะองค์พระประธาน "สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์" ซึ่งสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระพุทธรูปมีขนาดประมาณองค์พระพุทธชินสีห์ในประอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางเททองหล่อ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2523 ณ บริเวณมณฑลพิธีหน้าพระอุโบสถเก่าคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร
จากนั้นเดินลัดเลาะต่อไปยัง พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ ที่สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบรมราชวงศ์จักรี ที่นี่ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่ เพื่อการบำเพ็ญกุศลต่างๆ ชั้นที่สองประดิษฐานพระเจดีย์ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยมีชนวนจากพื้นปฐพีถึงที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ด้านนอกชั้นที่สามมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือ พระภปร.ด้านหน้า พระไพรีพินาศ(ด้านขวาของพระภปร. ) และพระชินราชสีหศาสดา (ด้านซ้ายของพระภปร.) ส่วนชั้นที่ 2 เป็นซุ้มตราพระมหาจักรีซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอันเชิญขึ้นประดิษฐานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2528
เยื้องกับพระบรมธาตุเจดีย์ไปทางทิศเหนือเล็กน้อย คือ พระตำหนักทรงพัฒนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2528 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสมหามงคลพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ สำหรับเป็นที่เสด็จประทับปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามพระราชอัธยาศัย
นอกจากนี้ยังมี พระวิหารพระศรีอริยเมตไตรย รูปแบบศิลปไทยทรงจตุรมุข ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปทองเหลืองปางสมาธิ พระนามว่า พระพุทธศรีอริยเมตไตรย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับน้อมเกล้าถวายจากคณะผู้สร้าง และทรงโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญไปประดิษฐานในพระวิหารพระศรีอริยเมตไตรยแห่งนี้
อีกแห่งหนึ่งที่ควรหาโอกาสเข้าไปชมก็คือ อริยาคาร เป็นสถานที่แสดงหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่เป็นที่เคารพบูชาของคนไทยตั้งแต่อดีต เช่น หลวงพ่อโต, พระอาจารย์มั่น, หรือหลวงปู่แหวน เป็นต้น
ส่วน เจดีย์พุทธคยาจำลองที่มองเห็นจากด้านบน คือปูชนียสถานอีกแห่งที่มีความสวยงามมาก รูปแบบจำลองมาจากเจดีย์พุทธคยา ที่รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา คือเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครที่ไม่มีโอกาสไปสักการะองค์จริง แค่ได้มาอธิษฐานจิต ณ เจดีย์องค์จำลองนี้ก็รู้สึกอิ่มบุญไม่แพ้กัน
เช่นเดียวกับศรัทธาของพุทธศาสนิกชน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในวัดญาณสังวรารามยังมีอีกมากมาย ทั้งเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาและเพื่อสาธารณประโยชน์ รายรอบอ่างเก็บน้ำคลองบ้านอำเภอ เป็นที่ตั้งของ ศาลานานาชาติ ซึ่งเป็นศาลาที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมประจำชาติของแต่ละชาติ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ศาลามังกรเล่นน้ำ" มีรูปมังกรเล่นน้ำเป็นสัญลักษณ์ประจำศาลาแต่ละชาติ มีความหมายว่า "น้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า" มีทั้งหมด 6 ชาติ รวม 7 ศาลา คือ
ศาลาไทยล้านนา และศาลาไทยภาคกลาง ของไทย, ศาลาจีนนอก ของสิงคโปร์, ศาลาจีนใน ของพสกนิกรไทย, ศาลาญี่ปุ่น ของญี่ปุ่น, ศาลาฝรั่ง ของสวิตเซอร์แลนด์, ศาลาอินเดีย ชองอินเดีย การก่อสร้างศาลานานาชาตินี้ สมเด็จพระญาณสังวร ได้ทรงวางศิลาฤกษ์สร้างศาลาไทยล้านนา เป็นหลังแรก เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2529
เพลิดเพลินกับบรรยากาศริมอ่างเก็บน้ำ บางคนอาจเลือกนั่งกินลมชมวิว ปล่อยใจให้ออกห่างจากความวุ่นวาย แต่ถ้าใครอยากจะทำบุญทำทาน ก็มีแม่ค้าหัวใสตั้งเต็นท์ขายปลาให้ไปปล่อย ส่วนคนที่ไม่มีเวลามากนัก แนะนำให้เดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญอีกสองแห่งที่อยู่ห่างออกไปไม่มากแต่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ วิหารเซียน และ หน้าผาเขาชีจรรย์
รับรองว่าหาไม่ยาก โดยเฉพาะเขาชีจรรย์ เพราะพอพ้นจากช่วงต้นไม้รกทึบก็มองเห็นได้แต่ไกล ลักษณะเป็นหน้าผาขนาดใหญ่แกะสลักพระพุทธรูปเด่นเป็นสง่า เขาชีจรรย์นี้ มีความสูงประมาณ 169 เมตร มีฐานกว้าง 255 เมตร อยู่ห่างจากวัดญาณสังวรารามฯ ไปทางใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพของเขาชีจรรย์เดิมมีการขอสัมปทานทำการระเบิดหินเพื่อนำไปใช้งานก่อสร้าง จึงเหลือเฉพาะส่วนที่เห็นเป็นคล้ายหน้าผาหินสูงชัน
ที่มาของการแกะสลักพระก็เนื่องมาจากในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงพิจารณาเห็นว่าเหมาะสมที่จะสร้างพระพุทธรูปแกะสลักที่หน้าผาเขาชีจรรย์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในมหามงคลวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีนี้ อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนาและเป็นการอนุรักษ์เขาชีจรรย์ให้คงอยู่ในสภาพที่ควรเป็น
หลังจากที่วัดญาณสังวรารามฯและคณะกรรมการโครงการจัดสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์ ก็ได้พิจารณาหาข้อมูล และนำขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แกะสลักพระพุทธรูปที่หน้าผาเขาชีจรรย์เป็นแบบลายเส้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสร็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธี บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเริ่มโครงการจัดการสร้างพระพุทธรูป ณ เขาชีจรรย์ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538
พระพุทธรูปที่ได้รับการแกะสลักขึ้นมานี้ มีชื่อเรียกขานว่า "พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดความสูง 150 เมตร หน้าตักกว้าง 100 เมตร ประดิษฐานบนฐานบัว ใช้เวลาดำเนินการแกะสลักหินเขาให้เป็นพระพุทธรูปองค์นี้ประมาณหนึ่งปี เมื่อเสร็จสมบูรณ์สามารถมองเห็นชัดแต่ไกลและมีความสวยงามกลมกลืนกับธรรมชาติ เป็นจุดหมายสำคัญของพุทธศาสนิกชนอีกแห่งหนึ่ง
ครั้งนี้กับการเดินทางมายังวัดญาณสังวรารามในวาระที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ สิ้นพระชนม์ อาจกล่าวได้ว่าไม่เพียงเป็นโอกาสในการรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน แต่ยังได้ระลึกถึงศรัทธาของชาวพุทธที่ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม





