การกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เป็นเรื่องเดียวกันกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านคำบอกเล่าของด็อกเตอร์หนุ่มที่กุมบังเหียน อพท.
ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารองค์การมหาชนที่อายุน้อยที่สุด ชีวิตกับหน้าที่การงานในวันนี้ของ พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท จึงเปี่ยมด้วยพลังและความท้าทายอยู่เสมอ
ในฐานะผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท. หรือ DASTA) นาฬิกอติภัค เห็นว่า ภารกิจของเขาคือการทำอย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้คนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
"ในเมื่อเรารับผิดชอบหลักทางด้าน supply side ก็ต้องไปเทคแคร์ทางด้าน demend side ด้วย เพราะถ้าคนด้าน demand side ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนก็ไม่มีทางเกิด"
ทั้งผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เป็นเสมือนเหรียญสองด้านของอุตสาหกรรมนี้ แต่สำหรับเมืองไทย ลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นยังมีส่วนที่น่าสนใจในอีกหลายๆ มุมด้วยกัน ดังที่เขาสะท้อนว่า
"เป็นนิสัยคนไทยไง คนไทยเอาใจเก่ง คนไทยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวอยากได้อะไร ได้หมด บางทีเราต้องบอกว่า ไม่ใช่นะ ที่จังหวัดตราด เขาจะไปดูโลมาสีชมพู นักท่องเที่ยวเมืองนอกมา ถ้าไม่เห็น ก็คือไม่เห็น ก่อนขึ้นเรือ เป็นที่รับรู้กันนะว่า ถ้าโชคดีก็เห็น แต่คนไทยไม่คิดอย่างนั้น นักท่องเที่ยวคือพระเจ้า เขาก็ไปทำโลมาเสียนิสัย ก่อนเรือจะออก ก็ให้คนไปให้อาหาร สรุปนั่งเรือไปทีไร ก็เห็นทุกครั้ง ใช่ไหม ก็ใช่ในมุมเขา แต่ไม่ใช่ความยั่งยืน เพราะมันจะเป็นตู้เลี้ยงปลา ถึงเวลาเคาะกระจกปลามาว่ายน้ำให้ดู ก็จำเป็นต้องไปพูดคุยให้ความรู้กันมากขึ้น"
"จุดประกาย ทอล์ค" สัปดาห์นี้ พาคุณไปสัมผัสหนุ่มใหญ่คนนี้ ที่ดูเผินๆ ตัดสินใจกระทำบางเรื่องเพื่อความสะใจ แต่ลึกลงไปกว่านั้น เขาพยายามพิสูจน์คุณค่าบางอย่างให้เราเห็น
ดูจากหน้าที่ความรับผิดชอบ อะไรคือเรื่องที่คุณให้ความสำคัญมากที่สุด
การทำให้เกิดความมั่นใจว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวนั้น กระจายไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แปลว่ารายได้ต้องลงไปถึงระดับชุมชน ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศได้มากขึ้น ทำได้อย่างไร นั่นคือความท้าทาย อย่างแรก คือการไป empower community เขาเสียก่อน พัฒนาส่งเสริมศักยภาพเขา ซึ่งมันก็จะหลากหลายในกิจกรรมที่ต้องทำ เพราะชุมชนไม่ได้พร้อมสำหรับเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวบ้านเรา run โดยภาคเอกชน ภาคเอกชนคือคนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวไปมากที่สุด ไม่มีใครเคยดูว่ามันกระจายไปที่ชุมชนน้อยแค่ไหน ไม่ใช่มากแค่ไหนนะ น้อยแค่ไหน
ที่ผ่านมา เราไม่เคยคิดถึงคนระดับชุมชนเลย สะท้อนว่าโมเดลเดิมมีปัญหาใช่ไหม
ก็ไม่ถึงกับว่ามีปัญหานะ เพียงแต่ว่าโมเดลนั้นมัน run โดย... เหมือนบอกว่าพรรคเดโมแครต กับพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ โมเดล 2 พรรคใหญ่ มีปัญหาก็เปล่า เพียงแต่จุดเน้นไม่เหมือนกัน
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมันดำเนินโดยภาคเอกชน แล้วตัวเลขที่วัดความสำเร็จที่ผ่านมา คือจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว ไม่เห็นมีใครพูดถึงตัวชุมชนเลยนะ เพราะต้องกระจายรายได้ทั่วถึงและเป็นธรรม ทีนี้ก็กลับมาว่า มันผ่านมาครึ่งศตวรรษแล้ว ตัวเลขที่ชุมชนได้อะไร เพราะว่านักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทย นักท่องเที่ยวมีความสุขแล้ว เรา request อีกหนึ่งข้อคือชุมชนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวต้องมีความสุขด้วย อันนั้นจึงจะยั่งยืน
เราก็จะตัดเอาเรื่องปัญหาเฉพาะหน้าออกไป เรื่องเฉพาะหน้าเป็นเรื่องคนที่รับผิดชอบต้องแก้ปัญหาก็ว่ากันไป แต่เรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องของหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยงานทางยุทธศาสตร์ ที่ต้องมองในภาพระยะยาวและภาพรวมเป็นบูรณาการ เช่นว่าใครได้อะไร อย่างไร จำเป็นต้องบูรณาการ ก็เป็นอีกโมเดลหนึ่งต่างหาก
ไม่ใช่โมเดลเก่ามันผิดมันบกพร่อง แต่เรามองอีกมุมหนึ่ง มองในมุมความยั่งยืน เราจึงต้องมองเรื่องการกระจายรายได้ให้ทั่วถึงและเป็นธรรม เรามองในเรื่องของการรักษาสมดุลในการพัฒนา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมันเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีใครพูดว่าต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ต้องสูญเสียไป ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ต้องเสื่อมโทรมไปเพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมันมากน้อยแค่ไหน ไม่รู้ และไม่มีใครอยากรู้ด้วย เพราะถ้ารู้แล้วอาจจะตกใจว่ามันคุ้มไหมกับที่ขายท่องเที่ยวไป คือกินบุญเก่าท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ มันก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งแล้วกันว่าให้เกิดความยั่งยืน
คือที่มาในการจัดตั้ง อพท. เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลสมัยนั้นที่มองเห็นมิติความยั่งยืนว่า มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมนะ ฉะนั้นพึงตระหนัก แต่ก็แบบไทยๆ คือเราจะไม่ประกาศตัวเลขออกมาว่า ต้นทุนสิ่งแวดล้อมเท่านี้ ต้นทุนสังคมวัฒนธรรมเท่านี้ ต้นทุนเศรษฐกิจเท่านี้ คุ้มไม่คุ้ม นั่นมันแบบโลกตะวันตก แบบไทยๆ อยู่อย่างประนีประนอมก็ให้หน่วยงาน อพท. นี้แหละไปพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืนในสามมิติ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ต้องพูดถึงตัวเลขก็ได้
แต่ตัวเลขมีอยู่จริงใช่ไหม
ตัวเลข ถ้าจะทำก็มีจริง แต่ถ้าทำปุ๊บ มันไม่เป็นความลับแน่นอน เพราะเราเป็นคนกำกับดูแล เราก็คงต้องให้สถาบันการศึกษาเป็นคนทำ แล้วมันก็คงไม่เป็นความลับเพราะอาจารย์ทั้งหลายก็คงอยากตีฆ้องร้องป่าวว่า มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย
คุณอยู่กับงานด้านสถิติมาก่อน ยิ่งเป็นเรื่องไม่ยากเลยที่จะหาตัวเลขเหล่านี้ การได้เห็นตัวเลข จะทำให้คุณตระหนัก ตระหนกตกใจ หรือเป็นอย่างไร
ไม่ตระหนก แต่ตระหนักว่า ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมศักยภาพของตัวชุมชนให้เขาเก็บเกี่ยวรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้มากขึ้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะว่าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อเสาอีกแท่งหนึ่งด้านเศรษฐกิจอาเซียนมันเกิดขึ้น เงินก้อนใหญ่ กลุ่มทุนก้อนใหญ่มันไหลเข้ามาได้ แล้วเงินก็ซื้อได้เกือบทุกอย่าง โรงแรมก็ได้ ร้านอาหาร กิจกรรมนันทนาการ กิจการขนส่ง ก็คงเป็นของซื้อของขายได้หมด
มีสิ่งหนึ่งที่ขายไม่ได้คือชุมชนของไทย ซึ่งแปลว่าถ้าเราทำให้เขาเข้มแข็งเสียแต่วันนี้ก็ย่อมดี เป็นฐานรากของประเทศไทยเพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่ขายไม่ได้ และเป็นสิ่งที่อพท.ต้องชูคุณค่าขึ้นมา ในเรื่องของอัตลักษณ์ ความแปลกแตกต่างของชุมชนที่เขาหลอมรวมกันเป็นสังคมนั้นๆ นั่นก็เป็นจุดขายของการท่องเที่ยวไทยอีกต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะว่าถ้าเปิดเสรีในการเดินทาง นึกภาพแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ในพม่า ในลาว ในกัมพูชา ในเวียดนาม มันสดใหม่ทั้งนั้น มันน่าสนใจนะ นักท่องเที่ยวก็คงอยากจะไปเห็น ไปดู ไปรู้ ไปถ่ายรูป โอ้โห..วาดภาพทุ่งเจดีย์ที่พม่า คงต้องไปที่อื่นๆ ทั้งหลายมันน่าไปทั้งนั้น
แล้วทำอย่างไร ก็ต้องกลับมา ในเมื่อรู้ว่าอาจมีปัญหานี้เกิดขึ้น ก็ต้องชิงความได้เปรียบก่อน บอกว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง อาจจะตั้งแต่ศูนย์กลางการบิน ซึ่งเราก็เป็นอยู่ ใช้ key word ว่า connectivity ใส่หู ใส่หัวคนทั้งหมดให้เห็นภาพ connectivity เพราะการที่พูดอย่างนั้นคือการพูดว่าประเทศไทยเป็น hub ประเทศไทยเป็น hub มันแสลงหูสิงคโปร์ พูดไปใครเขาจะยอม connectivity ดูลื่นไหลกว่า ดูเป็นศัพท์ทางการทูต เราก็บอกว่าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยของเรา ก็เป็นมรดกโลก แล้วสุโขทัยก็มีสนามบิน ทำอย่างไรถึงจะให้สุโขทัยมาเป็นศูนย์กลางมรดกโลกของอาเซียน คือทุกประเทศมีมรดกโลกหมด เพียงแต่ว่าเปลี่ยนมาสุโขทัยก่อนจะบินไปพุกาม จะบินไปหลวงพระบาง จะบินไปเสียมราฐ มะละกา หรือบินไปไหนต่อไหน
พูดได้ไหมว่า โดย know how ของเราในเรื่องของการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน น่าจะเป็นกรณีศึกษา หรือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเพื่อนบ้านที่กำลังจะเปิดตัวอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
เป็นตัวอย่างได้ดีมาก เพราะว่าสหประชาชาติเมื่อเดือนเมษายนที่ผมไปประชุมที่อินเดีย เขาก็ตื่นตาตื่นใจว่า มันมีหน่วยงานอย่างนี้ด้วยหรือ เพราะ UN เขาเขียนหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกเอาไว้ 41 ข้อ มันเป็นหลักวิชาการ เขาก็นึกว่าคงลอยๆ ไว้เพราะเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ เราก็ไปนำเสนอบนเวทีนั้นว่า ประเทศไทยมีหน่วยงาน ซึ่งจาก 41 ข้อ เราทำไป 29 ข้อแล้ว ก็เลยตื่นเต้นตกใจสอบถามกันใหญ่ว่า มีคนเอาไปทำด้วยเหรอ
ภาคนักวิชาการก็ดีอกดีใจเพราะไม่เคยรู้ว่า framework ที่ตัวเองทำนั้นสามารถไป practice ได้ เราก็เลยบอกว่าผมเป็นทั้งผู้กำหนดนโยบายเเละผู้ปฏิบัติในพื้นที่พิเศษซึ่งประกาศในราขกิจจานุเบกษา ผมก็ไปเล่าให้ฟังว่ามีปัญหาอุปสรรคแนวทางแก้ไขอย่างไร เขาฟังดูแล้วก็ตื่นเต้นมากเลย
มีอะไรอีกหลายข้อที่เรายังไม่มี ใน framework ที่ UN กำหนดไว้ ?
ที่เหลือมันไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเรา เพราะว่าวัตถุประสงค์จัดตั้งหน่วยงานของรัฐ บอกให้ทำอย่างนี้ก็คือ 29 ข้อ ซึ่งเราทำหมดแล้ว ปี 57 นี้ก็จะทำให้ 29 ข้อ ชัดเจนขึ้น ที่เหลือจะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่น แต่ประเทศไทยกินขาดตั้งแต่มีหน่วยงานที่ประเทศอื่นไม่มีเลยใน 25 ประเทศที่ร่วมประชุม ไม่มี ไม่มีอาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าไม่จำเป็นต้องมี เพราะว่าประชาชนเขาอยู่ดีมีสุขแล้วก็กินอิ่มหลับสบายอยู่แล้ว ไม่ต้องมีใครมาคอยบอกเขา เขาคิดเองก็ได้นั่นคือแบบที่หนึ่ง แบบที่สองคือ ยังก้าวไม่พ้นว่าจำเป็นต้องมีหรือไม่มีหน่วยงานที่บริหารในเชิงพื้นที่ ผมต้องเน้นว่าเป็นเชิงพื้นที่ ในแง่เป็นกระทรวงการท่องเที่ยว ประเทศไหนก็มีทั้งนั้นเป็นลักษณะ function แต่ที่รับผิดชอบเป็นพื้นที่แบบบูรณาการไม่มี
พอบอกได้ไหมครับว่า 10 ปีของ อพท. ทำให้แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่ของใหม่ แล้วพอพูดถึงคำๆ นี้ ทุกคนจะมีมโนภาพหรือความเข้าใจที่ตรงกัน
จริงๆ แล้ว มีคนที่รับผิดชอบเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่จะต้องไปพูดตามเวทีต่างๆ ว่า ตระหนักเถอะว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่ทุกๆ คนมีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง ท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องห่างไกลเลย คุณก็มีส่วนช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียเงินเพิ่ม ต้องใช้ทรัพยากรอะไรเพิ่มเติม เปล่าเลย มันเป็นพฤติกรรมของทั้งตนเองและผู้ประกอบการเอามาจับหลอมรวมกันแล้วก็บอกว่านี่คือ practice ที่พึงกระทำเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มันมี 2 ขานะ คือขานักท่องเที่ยวเอง นั่นคือด้าน demand แล้วก็ด้าน supply side ด้วยที่ต้องไปด้วยกัน
ก่อนหน้านี้มีหน่วยงานอื่นๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับชุมชนในมิติอื่นๆ แต่มิติการท่องเที่ยว คุณมองว่าชุมชนเรียนรู้ เติบโต และพัฒนากับเรื่องนี้อย่างไร
ชัดเจนแน่นอน เพราะว่า หนึ่งเราไม่ได้ไปบอกเขาว่านี่ดี ทำตาม เราไม่เคยไปชี้นำ แต่ไปชี้แนะเฉยๆ ว่าจะทำเรื่องท่องเที่ยวกันเคยคุยกันรึยัง ไม่ใช่ว่าอยากทำกันอยู่ 3 คนแล้วก็ไปทำการท่องเที่ยว ไม่ใช่ แต่เราเอาทุกคนในชุมชนมาพูดมาคุยกัน ทั้งครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ ใครต่อใครมานั่งคุยกันว่า เราจะทำท่องเที่ยวกันนะ แล้วจะทำในรูปแบบไหน มาวางแผนกัน แล้วก็มาบอกด้วยว่าใครจะทำอะไร รับผิดชอบอะไร แล้วจะร่วมรับผลประโยชน์อะไร เพราะว่านั่นคือแนวคิดของผม เรื่องของ co-creation ว่าจะต้องร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบ ท้ายที่สุดคือร่วมรับผลประโยชน์ คืออันที่ยากที่สุด เพราะหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่จะเริ่มต้น มา มา มาทำเวทีประชาคม ฟังความคิดเห็นแล้วก็จะจบอยู่แค่นั้น
แต่เราบอกว่า เปล่านะ คุณมาอยู่กับผมตั้งแต่ต้นจนจบจนร่วมรับผลประโยชน์ ซึ่งชุมชนที่เขาไม่ถนัดก็มี คือความรู้สึกว่า พูดเสร็จแล้วก็สะบัดก้นไปล่ะ ภาครัฐต้องไปทำต่อ ผมบอกว่าไม่ใช่ คุณและผมต้องมาทำงานร่วมกันต่อ มาดูว่าขาดอะไร ถ้าขาดองค์ความรู้ก็เอาวิทยากรไปให้กระบวนการจัดการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พอ...บอกว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนรู้เองทั้งหมด แต่เรารู้ว่าคนที่รู้ดีที่สุดเรื่องนั้นๆ อยู่ที่ไหนก็ไปเชื้อเชิญเขามา ฉะนั้น วิสัยทัศน์ อพท. จึงบอกว่า...ประสานทุกภาคีเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พอบอกว่า ทุกคนคือภาคีในการพัฒนา สื่อมวลชนก็เป็นภาคี เป็นกระบอกเสียงเพื่อจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ใครๆ ก็ทำได้
จากพื้นที่พิเศษทั้งหมดที่มีอยู่ คุณพึงพอใจกับ performance ของพื้นที่ไหน
แต่ละแห่ง เกิดมาต่างกรรมต่างวาระกัน อายุมากสุดสิบปี อายุน้อยสุดปีกว่าเอง พัฒนาไม่เหมือนกัน ลูกอายุไม่เท่ากัน แล้วจะตอบว่าคนนี้ performance ดีกว่า เมื่ออายุสิบปีมันอาจจะดี อาจจะดีตอนอายุสองปี แต่ปีหน้าอาจจะไม่ดีแล้ว และเนื่องจากแต่ละพื้นที่มี theme การพัฒนาแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจะวัด performance ว่าอันนี้เด่นกว่า มันก็จะลำบากเพราะ theme ไม่เหมือนกัน กระบวนการทำงานก็ไม่มีทางเหมือนกันเลย ธุรกิจท่องเที่ยวเมืองเก่าน่านกับเมืองพัทยา หน้าตาไม่เหมือนกัน ลักษณะงานก็ไม่เหมือนกัน เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีทางเหมือนกันเลย เพราะว่าความต้องการแตกต่างกันเยอะมาก และแผนแม่บทก็แทบจะไม่มีอะไรใกล้เคียงกันเลย เพราะฉะนั้น มันยากที่จะประเมินว่าอันนี้ลูกรักมากรักน้อย
โดยลักษณะนี้ อพท. ไม่น่ามีปัญหากับใครเลย แต่ในทางปฏิบัติเคยเกิดแรงเสียดทาน หรือไม่เห็นด้วย?
ลักษณะการทำงานเราเป็นผู้ให้ ถ้าจะมีก็ไม่ใช่ปัญหาจากเรา แต่เป็นปัญหาจากผู้รับว่าเขามีความคาดหวังกว่าที่เราให้เขาได้ ซึ่งก็ไม่แปลกเขาเป็นมนุษย์นะ ได้คืบก็ต้องเอาศอก เพียงแต่ว่าคนในพื้นที่พิเศษของเราต่างหากทำความเข้าใจเขามากน้อยแค่ไหน เพราะคุยกับชาวบ้านคุยกับชุมชนบางทีไปรับฟังความคิดเห็นเขามาสามครั้ง เขาบอกสามรับฟังเท่ากับหนึ่งรับปาก เปล่านะไม่เคยรับปาก เพราะมันขึ้นอยู่กับบริบทอื่นๆ อีกตั้งเยอะ สิ่งที่เขาร้องขอมากับสิ่งที่เราทำได้หรือไม่ได้ เราชัดเจนแต่เขาอาจจะไม่ชัดเจน ปีนี้ไม่ได้ปีหน้าขอใหม่ก็ได้ แต่เราใช้แผนแม่บทเป็นตัวขับเคลื่อนในทุกพื้นที่พิเศษ เพราะฉะนั้นโครงการที่หน้าตาไม่ใช่ ที่จะมาบรรจุในแผนแม่บท มันก็ต้องไม่ใช่ แต่ก็มีความพยายามจะให้มันใช่ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการ ซึ่งผมก็คิดว่าน่าสนุกแทนเขาที่อุตส่าห์คิดได้ว่า มันใช่เรื่องงานท่องเที่ยว
ก็มีพื้นที่หนึ่งสภาพเป็นเมืองใหญ่ แล้วเขาบอกว่าต้องการมีบ้านพักคนชรา ต้องการมีศูนย์บำบัดยาเสพติด ต้องการมีโรงเรียน ม.ปลาย ผมบอกแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการท่องเที่ยว เขาบอกเกี่ยวที่สุดเลย เพราะคุณภาพความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวมาอันดับหนึ่ง พวกที่ติดยาในพื้นที่พิเศษของ อพท. ควรจะต้องมีที่บำบัดเป็นอย่างดี บ้านพักคนชราเหมือนกัน บ้านคนไทยเป็นครอบครัวขยาย ต้องดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ไม่มีเวลาทำมาหากินในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคบริการ มีบ้านพักคนชราก็จะได้มีแรงงานที่มีคุณภาพ ไม่ต้องกังวล โรงเรียนเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ก็เกี่ยวอีก เพราะถ้าไม่มีโรงเรียน ม.ปลาย หรือ ม.ต้น ต้องทำให้ลูกหลานต้องออกไปต่างถิ่น ทำให้พ่อแม่เป็นห่วง ไม่มีจิตใจทำงานให้บริการอย่างเต็มที่ สรุปคือเขาอาจหาเสียงไว้ เมื่อตอนรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี นายก อบต.
คือต้องฟังชัดๆ ว่าไม่ใช่ ไม่ต้องมีความหวัง แต่ก็แบบไทยๆ อีก พูดคุย ไม่พูดชัดๆ ว่าใช่หรือไม่ใช่ เขาก็ยังมีความหวังว่าเอาศูนย์โอท็อปก็ได้ ก็ใกล้เข้ามาอีกนิดหนึ่ง และอีกไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วกลายเป็นอนุสรณ์สถาน คุณก็ต้องมีงบประมาณต่อเนื่องเ พื่อให้มั่นใจว่าไม่ใช่ก่อสร้างแล้วจบ ต้องมีการดูแลรักษาให้ใช้งานได้ไปตลอด
ฟังดูแล้ว ด้านหนึ่ง อพท. เป็นเหมือนซานตาคลอส?
ก็พยายามไม่เป็น แต่คือสิ่งที่เขาพยายามจะให้เราเป็น เพราะถ้าเป็น งาน อพท. อาจจะง่ายกว่าด้วยนะ เพราะเท่ากับว่า มีเงินไปอุดหนุนเขาแล้วให้เขาทำตาม แต่ถ้าไม่มีคือ ความท้าทายให้คน อพท. ต้องใช้สมองมากกว่าใช้สตางค์
อาจจะมีคนหลายพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่พิเศษแต่อยากให้อพท.ไปเปิดพื้นที่พิเศษ ในแง่ของกฎหมาย?
ทำได้ อพท. มีไกด์ไลน์อยู่เล่มหนึ่ง มีอยู่ 3 หมวดคือ เรื่องของคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยว ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว กระบวนการการมีส่วนร่วมของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ถ้าประเมินได้เกิน 75 เราก็จะลงพื้นที่ไปให้ แต่ถ้าไม่เกิน ห้ามงอมืองอเท้า ให้ทำตามเช็คลิสต์ แล้วให้ถึง 75 แล้วจะลงไปดูให้ ปัญหาคือคนที่จะประเมินตนเองต้องเป็นในเชิงพื้นที่คือต้องเป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ให้ชุมชนเดี่ยวๆ ขึ้นมา เขาไม่มีทางได้ถึง 75 เพราะพื้นที่เล็กอาจจะได้คะแนนน้อยในแง่ความหลากหลาย ความคุ้มค่า ความเสี่ยง ศักยภาพ การมีส่วนร่วมก็ไม่ชัดเจน
ในลักษณะพื้นที่ที่มีอยู่ มีพื้นที่ไหนที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้บ้างคือเกิดจากพื้นที่ที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกัน?
เลย กับ น่าน เกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่ และร้องขอมา เพราะเขาไม่ต้องการเป็นเหมือนกันปาย แม่ฮ่องสอน
เราต้องดูแลพื้นที่ไปถึงเมื่อไร?
ตามอายุแผนแม่บท บางแผนแปดปี บางแผนสิบปี ถ้าครบแปดหรือสิบปีแล้วก็ต้องทบทวนว่าจำเป็นต้องอยู่ไหม ถ้าไม่จำเป็นก็ออกมา จริงๆแล้วเราทบทวนทุกๆ สองปีสามปี ก่อนจบแผนแม่บทก็จะทบทวนครั้งสุดท้าย ว่าอาจจะมีอะไรต่ออีกห้าปีสิบปีก็อาจจะมีแผนหรือมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ เราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ก็ได้เพราะคุ้นเคยกับการทำงานแบบนี้แล้วนะ มันยากนะที่ชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทำงานในแนวทาง อพท. เพราะมันเปลี่ยนระบบคิดทั้งหมด
ถ้าพูดถึงนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวในแต่ละพื้นที่และไปสัมผัสมิติอื่นๆ มากกว่าแค่ไปเที่ยวแล้วจบ มีความท้าทายไหมว่า นักท่องเที่ยวเหล่านั้นจะย้อนกลับไปอีกรอบหนึ่ง?
ท้าทาย เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านี้มีไม่มากแต่ถ้าเขาประทับใจแล้วจะบอกต่อได้ การบอกต่อนั้นจะไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่ใช่ธรรมชาติที่ถ่ายรูปแล้วก็จบ คนที่ไม่ได้ไป ดูรูปก็อาจจะไม่ต้องไปก็ได้ แต่การไปสัมผัสมีประสบการณ์ตรงในแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดูในรูปก็ไม่ได้ ดูสารคดีก็อาจจะพอไหว แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องได้รับโดยตรงด้วยตนเอง ถ้ากลุ่มที่มีน้อยนั้นไปบอกต่อ โอกาสที่จะไปได้เรื่อยๆ ก็อาจจะมีเพราะขายวัฒนธรรมไม่ได้สูญหายไป มีแต่จะเข้มแข็งขึ้นจากการที่นักท่องเที่ยวหมุนเวียนไปเยี่ยมชม เขาก็รู้สึกว่าวิถีชีวิตนี้ วัฒนธรรมนี้มันมีประโยชน์นะ ขายได้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็ทำต่อไป ไม่เห็นยากเลย ก็ทำตัวเหมือนเดิมคนก็วนเวียนมาดูวิถีชีวิต สิ่งเหล่านี้ทำเงินทอง กินได้ จับต้องได้ เป็นการพัฒนาที่ทำให้เกิดการอนุรักษ์ ไม่ใช่การพัฒนาแล้วจะต้องทำลาย
คำพูดที่ว่า tourist ก็คือ ตัวฤทธิ์ ไปที่ไหนทำลายที่นั่น tourist ที่เข้าใจมิติเหล่านี้มีการสำรวจไหมว่าเพิ่มขึ้นในสัดส่วนอย่างไร
จำนวนเพิ่มขึ้นเท่าใดนั้นไม่มี แต่รู้ว่านักท่องเที่ยวคุณภาพอยู่ในโลกไซเบอร์ ในโลกออนไลน์ ในเมื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มเอ็ฟไอทีเพิ่มมากขึ้น เราก็ต้องอนุมานว่านักท่องเที่ยวคุณภาพจะต้องเพิ่มขึ้น แล้วก็ดูเป็นโอกาสอันดี ในเมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายของเรามันเพิ่มขึ้นโดยเทคโนโลยี น่าจะดีที่เราจะมีข้อมูลข่าวสารทั้งหลายยกไปไว้ในโลกไซเบอร์ด้วย
เพราะประเทศไทยมีหน่วยงานดูเรื่องการท่องเที่ยวหลายหน่วยงาน บ่อยครั้งทับซ้อนกัน คุณมองภาพรวมทั้งองคาพยพนี้อย่างไร
มันอยู่ที่ผู้มีอำนาจมักคิดว่าการมีโครงสร้างที่เหมาะสมจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ซึ่งมันไม่ใช่ มันอยู่ที่การบูรณาการ อยู่ที่การทำงานร่วมกันมากกว่า ไม่ได้แปลว่ามีโครงสร้างแล้วจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี เพราะอยู่ที่คุณภาพของบุคลากรที่อยู่ในโครงสร้างนั้นต่างหาก ว่าจะขับเคลื่อนไปช้าหรือเร็ว สะดุดหกล้มเครื่องดับก่อนไม่ไปถึงฝั่ง
มันสำคัญที่การบูรณาการมากกว่า ไม่ใช่ถึงเวลาขึ้นมาจะแก้ปัญหาก็ตั้งกระทรวง ตั้งหน่วยงาน ทำโครงสร้างใหม่ สมมติเราอยากโฟกัสช่วงห้าปีนี้จะเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ก็ไม่เห็นต้องไปยุบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้มีรัฐมนตรีว่าการเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง เพื่อให้มีสำนักงานปลัดกระทรวงมีข้าราชการอีกร้อยกว่าคน มีสำนักบริหารกลาง มีสารพัดกอง มีทำไม รัฐมนตรีเดิมสั่งการตาม พรบ.แบ่งส่วนราชการได้อยู่แล้ว เพียงหารองนายกรัฐมนตรี ให้ท่านกำกับทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรม มอบเป็น agenda base ให้รองนายกรัฐมนตรีท่านนี้ว่า ห้าปีนี้จะเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม คุณไปบูรณาการงานของ 2 กระทรวงนี้มาก็จบ นี่คือสิ่งที่ อพท. ถนัด คือไม่ค่อยมีสตางค์จึงต้องใช้สมอง
จากโปรไฟล์ของคุณ เคยฝันไหมว่าจะมาทำงานด้านนี้ เท่าที่ทราบคือ เลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบเรียน?
ไม่ผิดคาด เมื่อตอนเด็กๆ ผมเคยอยากเป็นทูตเพราะผมจะได้นำเสนอสิ่งดีๆ ที่เกี่ยวกับประเทศไทย เมื่อไปอยู่นู่นก็นำสิ่งดีๆ ประเทศนั้นมาบอกต่อประเทศไทยให้เข้าไปลงทุน ไปแสวงประโยชน์ในประเทศนั้นอย่างไร ผมก็คิดว่าผมเหมาะจะอยู่ตรงนั้น พอมาอยู่ตรงนี้ก็เรียนรู้ว่าทำเรื่องท่องเที่ยวกับเรื่องทูตเหมือนกันคือนำเสนอสิ่งดีๆ ของประเทศไทยเหมือนกัน ชักชวนให้คนเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเหมือนกัน ช่วยพัฒนาประเทศไทยได้ดีเช่นกัน
สมัยเรียนทำไมถึงเลือกเรียนสถิติศาสตร์
เพราะไม่ชอบ สมัยเรียน มศ.3 ที่โรงเรียนจิตรลดาบังคับเรียนวิชาฟิสิกส์และฝรั่งเศสทุกคน แล้วถ้าใครดีฟิสิกส์ก็เรียนวิทย์ ใครดีฝรั่งเศสก็เรียนศิลป์ ผมได้ท็อปฝรั่งเศสกับท็อปฟิสิกส์ ครูก็บอกว่าให้ไปเรียนวิทย์เพราะจะได้ไปเป็นหมอ มีชื่อเสียง ผมก็บอกว่าผมไม่เป็นหมอแน่ๆ เพราะมีแต่คนผิดปกติเท่านั้นที่ไปหาหมอ ไม่มีคนปกติไปหาหมอ ชีวิตผมคงไม่หดหู่ขนาดนั้น และหมอก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและที่ปลายเหตุ ผมชื่นชมคนเรียนสาธารณสุขศาสตร์มากกว่าเพราะเป็น public health มองภาพรวมระยะยาว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ต้องใช้หมอ ก็เลยเรียนวิทย์ก็ได้ แต่ไม่เป็นหมอนะ แล้วเรียนอะไรดีล่ะ อยากเรียนทูตก็เข้ารัฐศาสตร์สายวิทย์ก็ได้ แต่ก็คิดว่าไม่ดี เพราะเรื่องที่ชอบ ไม่ต้องเรียนก็ได้ เพราะจะสนใจใฝ่รู้หาความรู้เพิ่มเติมเอง ก็เลยเลือกเรียนสถิติศาสตร์คอมพิวเตอร์ คิดว่าอนาคตคอมพิวเตอร์ต้องครองโลกแน่นอน ต้องมีวิธีเอาชนะมาสเตอร์มันตั้งแต่ต้น ในเมื่อไม่ชอบมันแต่ต้องใช้งานมัน ก็ต้องเป็นนายมันให้ได้ พอเรียนจบก็รู้สึกสะใจดี จึงไปเรียนสาขาที่ไม่ชอบนี่แหละ ต่อเลยจนจบโทจบเอก
ไม่ทุกข์ทนทรมานหรืออย่างไร
สะใจมากกว่า ว่าเดี๋ยวจะเรียนวิชาที่ไม่ชอบที่สุดในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ก็ไปเรียน Stanford และ M.I.T. และคิดว่าจะไม่ใช้ความรู้เรื่องนี้อีก เพื่อจะ proof ประโยคเดียวว่า สิ่งที่ผมไม่ชอบ ผมสามารถทำได้ดีที่สุดแล้ว มีใครทำได้ดีกว่านี้ไหม เพราะฉะนั้น ผมขอทำงานที่ผมชอบ และท่านควรคาดหวังว่าผลงานของผมจะยอดเยี่ยมขนาดไหน
ชอบเรื่องดวงดาวโหราศาสตร์?
ไม่ได้ชอบ แต่สนใจ ผมบอกว่ามันเป็นสถิติอย่างหนึ่ง จบสถิติศาสตร์จุฬาฯ ที่รู้สึกประสบความสำเร็จที่สุดคือได้เป็นประธานกรรมการสถิติแห่งชาติ นั่นคือจุดสูงสุดแล้วเพราะปกติไม่มีคนจบสถิติศาสตร์ไปเป็นประธาน นั่นคือพูดว่าผมสนใจในฐานะที่โหราศาสตร์เป็นสถิติอย่างหนึ่ง มันตอบโจทย์ได้เลย การผูกดวง ไม่ว่าจะไทยจีนลาวอินเดีย มันคือหลักสถิติ แต่ที่แม่นไม่แม่นคือ interpretation ต่างหากว่าคุณรู้แค่ไหน ถ้ามันอธิบายได้ก็ดูน่าสนใจดีออก มันดูน่าเชื่อถือด้วย มันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งในการเก็บสถิติ ที่สำคัญมันเก็บมายาวนานมาก
เมื่อมารับหน้าที่นี้แล้ว มุมมองในการเดินทางเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ได้ตัวอย่างที่ชัดเจนมาตอกย้ำความเชื่อเดิมว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มันเกิดได้แน่ ถ้าประชาชนคนไทยมีปัจจัยสี่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ต้องปากกัดตีนถีบ แล้วมันก็มาเอง ไม่ต้องมีหน่วยงานอย่าง อพท. เพราะคนจนเลยปากกัดตีนถีบ ถ้ามีปัจจัยสี่ครบถ้วน เขาก็คิดอ่านเองได้ทั้งนั้น อย่างไปญี่ปุ่นก็ตอกย้ำว่า ถ้าคนไทยอยู่ดีมีสุขแล้ว ความคิดอ่านไม่น้อยหน้าคนญี่ปุ่นหรอก แต่ตอนนี้กลับบ้านลูกยังร้อง ต้องเอาข้าวสารกรอกหม้ออยู่ ก็คงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอดก่อน จะไปคำนึงวัฒนธรรมประเพณีก็ไม่เป็นไร สิ่งแวดล้อมเป็นของลูกหลาน ไม่ใช่ของเรา ก็ไม่เป็นไร ถ้าปัจจัยสี่ครบถ้วนไม่ต้องมี อพท.
เราต้องเริ่มจากคนที่เขาพร้อม อย่างเครื่องสังคโลกนี่ work ย่านสังคโลกนี่ work คุณมีปัจจัยสี่ครบถ้วนแล้ว เหลือการบริหารจัดการที่ อพท. จะเข้าไปให้ คุณต้องมี workshop ต้องต่อมาตั้งแต่ต้นเลยนะ นักท่องเที่ยวต้องไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อไปชมถ้วยชามสังคโลก กว่าส่งลงเรือสำเภาไปขายญี่ปุ่น ไปขายจีน คุณต้องรับรู้นะว่าพิธีชงชาญี่ปุ่นถ้าไฮโซจริงต้องใช้สังคโลกจากสุโขทัย เสร็จแล้วกลับมาที่ย่านสังคโลก ไปเรียนรู้วิธีทำการเคลือบการเผา แล้วก็มาวาดรูป ให้เขา paint จานชาม เขียนชื่อที่อยู่ไว้เดี๋ยวเราเอาไปเข้าเตาเผาให้ แล้วส่งไปรษณีย์ให้ที่บ้าน เป็นของที่ระลึกชิ้นเดียวในโลก แล้วต้องจัดหาที่ถ่ายรูปด้วย เพราะคนชอบถ่ายรูป แล้วโพสต์แล้วแชร์ต่อ ต้องคำนึงถึงจริตนักท่องเที่ยวด้วย.





