มิงกาลาบา ขโมยเวลาไปมะละแหม่ง

มิงกาลาบา ขโมยเวลาไปมะละแหม่ง

เมื่อการ 'ย้อนอดีต' ยังคงเป็นได้แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ที่มีแต่ในภาพยนตร์เท่านั้น แต่สำหรับฉัน 'การเดินทาง' ถือเป็นทางลัดอย่างหนึ่ง

ที่สามารถพาคนเรานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปเดินท่องในฉากหลังของวันวานได้

ถึงจะเป็นการย้อนอดีตแบบปลอมๆ ก็เถอะ แต่อย่างหนึ่งที่ไม่ปลอมแน่ นั่นก็คือ การโดยสารนกเหล็กเหาะเหินสวนทางเส้นแบ่งเวลา ที่พอถึงปลายทาง กิจกรรมการทวนเข็มนาฬิกาย่อมเกิดขึ้น (สงวนสิทธิ์เฉพาะคนใส่นาฬิกาอัตโนมือ) และครั้งนี้ก็เช่นกัน กับการเดินทางสู่เมือง "มะละแหม่ง" แห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อนบ้านเรานี่เอง ที่ทำให้ฉันได้ว้าป ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 นาทีก่อน

ทั้งๆ ที่อุดมด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปโบราณ และสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลขรึมขลัง เคียงกันกับบ้านเรือนเรียบง่ายของชาวเมือง แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ มะละแหม่ง ยังไม่ค่อยอยู่ในความสนใจของขาเที่ยวชาวไทยเท่าไหร่นัก ก็เนื่องจากการเดินทางที่ออกจะลำบากใจ ทำร้ายลำไส้ใช่ย่อย โดยนอกจากเส้นทางจะคดเคี้ยวตามแนวเขาตะนาวศรีแล้ว เมื่อพ่วงด้วยการจำกัดความเร็วที่ต่อให้ไม่มีกฎก็คงจะไวได้ยาก ด้วยถนนหนทางยังขรุขระ แถมแคบเล็ก เลยทำให้ต้องใช้เวลาเป็นวันกว่าจะถึง

แต่ตอนนี้มี "นกจิ๋ว" เปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่าง แม่สอด-มะละแหม่ง ใช้เวลาบินราวครึ่งชั่วโมง เครื่องรุ่นซาร์ป 340 ขนาด 34 ที่นั่ง ก็พร้อมร่อนลงสู่สนามบินเก่าของทหารที่เพิ่งจะเปิดรับสายการบินเอกชนรายแรกที่บินลง ณ เมืองมะละแหม่ง

อย่างที่บอกไปว่า นี่เป็นการเปิดรับเครื่องบินขึ้นลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกของเมือง ทำให้ทุกๆ เที่ยวบินขึ้นลงมีสภาพเหมือนซุป'ตาร์ให้ชาวเมืองหอบลูกจูงหลานมาเกาะรั้วดูเครื่องบินขึ้นลงกันอย่างสนุกสนาน

หลังฉวยเป้เดินลงบันไดเครื่องไปอย่างงงๆ เพราะมาถึงเร็วเว่อร์ ก็ได้พบกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ริมรั้วสนามบินโบกไม้โบกมือให้ ทำเอาเข้าไปเองว่า สงสัยจะเป็นเจ้าบ้านที่นัดไว้มารอรับ ยังไม่ทันหาคำตอบ ก็มามัวแต่สนใจกับสายตาตื่นเต้นของเจ้าหน้าที่ ตม. ที่ดูจะเกร็งไม่น้อย เมื่อมีผู้โดยสารกว่า 30 ชีวิตต่อแถวยาวจนไปถึงนอกอาคารเพื่อรอตรวจเอกสารเข้าเมือง ซึ่งใครจะไปเยือนมะละแหม่งในช่วงใหม่ถอดด้ามแบบนี้ อาจต้องเตรียมใจพบกับความล่าช้า และไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน แต่ก็อย่าถือเป็นอารมณ์ไปเลย เพราะของแบบนี้ก็ต้องให้โอกาสกันด้วย จริงไหม..

ย้อนตำนานมะละแหม่ง

มะละแหม่ง ถือเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีหลายชื่อ Molmein, Mawlamyine, Mawlamyaing แต่ทั้งหมดก็คือ เมืองมะละแหม่งในภาษามอญซึ่งดูจะคุ้นหูคนไทยมากที่สุดด้าน แต่สำหรับภาษาพม่า จะเรียกเมืองนี้ว่า "เมาะลำไย"

'เกี๋ยงคำ' ไกด์สาวชาวรัฐฉาน รับอาสาพาย้อนอดีตไปตามตำนานที่เล่าว่า เดิมกษัตริย์แห่งเมืองนี้มีสามตา (ตาที่สามอยู่บริเวณหน้าผาก) แต่เนื่องจากมีเจ้าเมืองเมืองหนึ่งคิดไม่ซื่อ ส่งผ้าเช็ดหน้าอาบยาพิษมาถวายเป็นบรรณาการ เมื่อนำไปเช็ดหน้า ตาที่สามก็เลยหายไป กษัตริย์จึงต้องเปลี่ยนชื่อจาก มุดปี้หย่าซา ที่แปลว่า สามตา มาเป็น มุดเมลิง ที่แปลว่า สองตา ซึ่งก็เพี้ยนมาเป็น มะละแหม่ง ในภายหลัง

เดิมทีมะละแหม่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญมากมายอะไร แม้จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมาะตะมะ ซึ่งดูจะครึงครื้นกว่า แต่สำหรับที่นี่ เพิ่งจะได้รับความเจริญ (ตามสมควร) ก็เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครอง และใช้เมืองมะละแหม่งแห่งนี้ให้เป็นเมืองท่า โดยในยุคนั้น เจ้านายฝั่งไทยเอง ถ้าอยากได้สินค้าทันสมัยจากซีกโลกตะวันตก ก็จะต้องสั่งซื้อที่เมืองมะละแหม่งทั้งนั้น

กระทั่งปัจจุบัน มะละแหม่ง ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐมอญ (1 ใน 7 รัฐของเมียนม่าร์) มีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางการค้าและเป็นท่าเรือสำคัญทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมาร์ เพื่อเปิดสู่มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย

ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าการขายเท่านั้น เรื่องการศึกษาที่มะละแหม่งก็ถือว่า เป็นที่นิยมอย่างมากเช่นเดียวกัน เจ้านาย คนใหญ่คนโต พ่อค้า คหบดีจากฝั่งไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ มักนิยมส่งลูกหลานมาศึกษาเล่าเรียนที่นี่จำนวนมาก คอนเฟิร์มได้จากตำนานรักของสาวมะเมียะ กับเจ้าน้อยศุขเกษม องค์รัชทายาทแห่งเมืองเชียงใหม่ ที่พบรักกันก็เนื่องจากเจ้าน้อย เดินทางมาเล่าเรียนที่เมืองมะละแหม่งนี่เอง

พร้อมๆ กับการเข้ามาของเทคโนโลยี วัฒนาการอันทันสมัย ที่อังกฤษหอบหิ้วเข้ามา อีกสิ่งที่เป็นผลพวงจากการเป็นอาณานิคมในครั้งนั้น ที่เปลี่ยนโฉมให้มะละแหม่งกลายเป็นอย่างในวันนี้ ก็คือ การอยู่ร่วมกันระหว่างศาสนาพุทธ คริสต์ ฮินดู และอิสลาม

ศาสนาพุทธนั้นแน่นอนว่า อยู่มาแต่ดั้งเดิม ส่วนคริสต์นั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มาพร้อมกับเจ้าอาณานิคม แต่สำหรับฮินดูนั้น ทราบหรือไม่ว่า มาจากไหน..

คำตอบก็คือ เมื่อครั้งอังกฤษเข้ามาปกครองที่เมืองนี้ ก็ได้พาเอาลูกจ้างชาวอินเดียมาด้วย แต่เมื่อพม่าได้รับอิสรภาพ ชาวอังกฤษพับเสื่อกลับบ้านไป แต่ก็มีลูกจ้างชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยขอสมัครใจลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ จนทำสภาพเมืองมะละแหม่งในวันนี้ บนถนนเส้นเดียวกัน เราสามารถพบวัดมอญแสนวิจิตร เคียงข้างโบสถ์คริสต์สูงตระหง่าน ที่ตั้งเยื้องกันกับเทวสถานของชาวฮินดู นอกจากนี้ ก็ยังมีชาวอินเดียอีกไม่น้อยที่เปลี่ยนศาสนา มานับถือคริสต์ด้วย

แต่ไม่ว่าจะนับถือศานาใด ชาวเมืองมะละแหม่งก็ดูเหมือนจะยินยอมพร้อมใจ ยกให้ เจดีย์ไจ้ตันหลั่น ที่ตั้งตระหง่านบนยอดเขากลางเมืองให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองไปโดยปริยาย เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เป็นต้องมองเห็นยอดเหลืองทองอร่ามของเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์นี้ทั้งสิ้น

ทอดน่อง ท่องเมืองมอญ

มะละแหม่ง เป็นเมืองขนาดเล็ก ที่สามารถเดินเที่ยวได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะถ้าใครอึดหน่อย ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารถรับจ้างเลยก็ได้ แต่สำหรับแหล่งท่องเที่ยว ถ้าเดินเที่ยวชมตัวเมือง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการดูวัดวาอาราม ตลอดจนโบสถ์คริสต์สวยๆ ที่มีทั้ง โบสถ์เซนต์แพททริค (ที่เจ้าน้อยศุขเกษมมาเรียน) โบสถ์โฮลี่ แฟมิลี่ และโบสถ์เซนต์แมททิว เป็นต้น

แต่สำหรับการเที่ยวชมวัดพุทธนั้น ถ้าจะให้ 'อิน' ขอให้หยุดคิดด้วยสมอง แต่ให้มองและรับรู้เรื่องราว ตลอดจนตำนานต่างๆ ด้วยหัวใจ จะดีกว่า เพราะต้องยอมรับว่า ตำนานของชาวมอญค่อนข้างเหนือจริงมาก โดยเฉพาะเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ขอบอกว่า ล้ำกว่าเรื่องไหนๆ ของชาวไทยพุทธเราอย่างแน่นอน!

ไม่ใช่แค่ตำนานกษัตริย์สามตาเท่านั้น ขอเริ่มต้นด้วยกำเนิดของ วัดยาตานาบงมิ้น ที่สร้างขึ้นโดยหญิงนางหนึ่งนามว่า ดอว์ ชวย ปวิ้น ซึ่งยากจนมาก แต่อยู่มาวันหนึ่ง เกิดมีไม้ซุงลอยน้ำมา และที่ไม้เหล่านั้นประทับตราชื่อของนางเอาไว้ เมื่อหาเจ้าของไม่ได้ ไม้เหล่านั้นเลยตกเป็นของนาง และหญิงโชคดีจึงได้นำเงินมหาศาลมาสร้างวัดดังกล่าวขึ้น โดยได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากศรีลังกามาประดิษฐานไว้บนบัลลังก์สิงห์ที่จำลองมาจากพระราชวังมัณฑะเลย์

และจากวัดนี้ ก็มีบันไดเชื่อมขึ้นไปถึงเจดีย์วัดไจ้ตันหลั่นได้ด้วย แต่ใครไม่อยากเหนื่อยเดินขึ้นเขา ก็มีลิฟท์ไว้คอยให้บริการฟรี

สำหรับ เจดีย์ไจ้ตันหลั่น นั้น นอกจากจะเป็นเสมืองแลนด์มาร์คของเมืองแล้ว เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ถือว่าเป็นที่เลื่องลือมาก ต้นเรื่องนั้นเริ่มมาจากกษัตริย์สามตาพระองค์เดิมนั่นแหละ ที่อัญเชิญเส้นพระเกษาของพระพุทธเจ้ามาแล้วสร้างเจดีย์ครอบไว้ ในความสูง 55 ศอก และต่อมาก็ได้มีการบูรณะต่อเติมจนมีความสูง 150 ฟุต กว้าง 45 ฟุตอย่างปัจจุบัน

จากมุมมองเบิร์ดอายวิว ทำให้นอกจากจะได้นมัสการพระสารีริกธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ที่นี่ก็ถือเป็นจุดชมวิวยอดนิยม ที่เราจะได้เห็นลำน้ำสามสาย คือ สาละวิน แม่น้ำไจ (Kyaik) และแม่น้ำอัตตรัน (Attran) มาบรรจบกันอยู่เบื้องหน้า แถมด้วยอาคารรูปทรงดาว 5 แฉกซึ่งที่แท้ก็คือ คุกโคโลเนียลสไตล์จากฝีมือชาวอังกฤษเป็นองค์ประกอบ

กลับลงจากเขา มุ่งหน้าสู่เมือง ไจ๊มะยอ เพื่อไปยัง วัดไจ๊มะยอ ซึ่งสร้างขึ้นโดยพระนางชิน ซอว์ ปุ๊ ผู้เคยสร้างตำนานเอาทองคำน้ำหนักตัวเท่าตัวเธอไปหุ้มเจดีย์ชเวดากองมาแล้ว เมื่อเดินทางมาสู่ไจ๊มะยอ พระนางเจ้าเก่าผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็ได้สร้างพระพุทธรูป "ปางจะลุกจะนั่ง" และบรรจุพระสารีริกธาตุไว้ในองค์พระด้วย

สาเหตุที่สร้างองค์พระปางจะลุกจะนั่ง ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกขึ้นมานั้น ไม่ใช่เรื่องเกินจะคาดเดาเลย เพราะเพื่อสร้างความแตกต่างก็เท่านั้นเอง

แต่ที่ประหลาด และเชื่อว่า ถ้าใครได้เห็น เป็นต้องสงสัยทุกรายว่า ทำไมที่บริเวณขาขององค์พระ จึงต้องมีเหล็กมาครอบไว้ คำตอบก็คือ เนื่องจากพระพุทธรูปองค์นี้ ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เคารพบูชาของชาวเมือง จนมีอยู่วันหนึ่ง มีผู้เห็นว่า องค์พระลอยขึ้นเหนือพื้นดิน จึงกลัวว่า จะลอยหนีไป เลยเอาโซ่มาล่ามขาท่านไว้ แต่ในภายหลังมีคนทักว่า ดูไม่ดี เหมือนไม่เคารพท่าน ชาวบ้านจึงเปลี่ยนจากโซ่ เป็นโครงเหล็กครอบไว้อย่างหลวมๆ แทน

และที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ การไปเยือน วัดมหามุนี เพื่อนมัสการ พระมหามุนี ซึ่งเป็นองค์พระที่จำลองมาจากพระมหามุนีที่เมืองมัณฑะเลย์อันแสนจะโด่งดังนั่นเอง

ความพิเศษของพระมหามุนีของที่เมืองมะละแหม่งอยู่ตรงที่ เป็นการจำลององค์พระด้วยการหล่อจากองค์จริง ซึ่งต่างจากองค์จำลองในที่อื่นๆ ที่ปั้นขึ้นต่างหาก เพราะฉะนั้น หากใครอยากจะเห็นพระมหามุนีในขนาดเกือบดั้งเดิม ก็ควรมาชมได้ที่นี่

ที่บอกว่า เกือบดั้งเดิม ก็เนื่องจาก พระมหามุนี องค์ต้นแบบนั้น ได้ถูกปิดทองเสียจนหนาขึ้นและเสียรูป (ภาษาชาวบ้านก็คือ อ้วน นั่นเอง) และสำหรับองค์พระที่เมืองมะละแหม่งนั้น ได้หล่อมาจากองค์พระต้นแบบที่ถูกปิดทองไปบ้างแล้ว

เลาะราง เส้นทางสายมรณะ

นอกจากการเดินสายนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแล้ว หากนับ มะละแหม่ง เป็นหมุดศูนย์กลางของรัฐมอญ นักท่องเที่ยวก็สามารถเดินทางไปเที่ยวเมืองรอบๆ ที่น่าสนใจได้อีกไม่น้อย

โดยเรื่องหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยทราบนั่นก็คือ ทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ บ้านหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นั้น จริงๆ แล้วทางรถไฟสายดังกล่าวได้มาสิ้นสุดอยู่ ณ เมืองตันบิวสะแย็ต แห่งเมืองมอญนั่นเอง

แม้ว่า ไทยเราจะยังคงใช้งานเส้นทางรถไฟสายดังกล่าว เริ่มจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก ผ่านจังหวัดกาญจนบุรีข้ามแม่น้ำแควใหญ่ โดยสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีย์สามองค์อยู่นั้น ทางฝั่งเมียนมาร์ ดูเหมือนว่า จะค่อนข้างหวาดผวาในความอัปมงคลของทางรถไฟสายดังกล่าวเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงทำให้ปัจจุบัน ทางรถไฟสายนี้ไม่ได้ถูกใช้งาน

แต่สำหรับผู้ที่ต้องการระลึกถึงประวัติศาสตร์สงครามในยุคนั้น ก็ยังสามารถไปเยี่ยมชม สุสานทหารสัมพันธมิตรตันบิวสะแย็ต ที่เสียชีวิตในพม่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมชมหัวรถจักรของรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

นอกจากนี้ ก็ยังมีวัดอยู่ในบริเวณเมืองรอบด้านที่น่าไปเยี่ยมเยียนสักการะ อาทิ ห วัดกลางน้ำไจ๊คะมี ที่เมืองไจ๊คะมี ซึ่งเป็นวัดกลางน้ำ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ไว้ ตามตำนานเล่าว่า เมื่อสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งเมืองอินเดีย ได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นทั้งหมด 4 องค์และลอยน้ำไป องค์หนึ่ง ได้ลอยมาขึ้นฝั่ง ณ ที่แห่งนี้ ชาวเมืองจึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นที่นี่ แต่น่าเสียดายที่เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ จนเสียหายหนัก ต้องสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ชาวเมืองจึงตัดสินใจอัญเชิญองค์พระไว้ใต้ฐาน และสร้างองค์จำลองขึ้นมาแทน

และถ้าเดินทางมุ่งสู่เมืองมุด่ง ก็จะได้พบกับอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของรัฐมอญ นั่นก็คือ วัดป่าวินเส่งตอว์ยะ ซึ่งประดิษฐานพระปางไสยาศน์องค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาวถึง 200 เมตร สร้างขึ้นตามนิมิตของหลวงพ่อเจ้าอาวาส ที่ฝันว่า จะได้สร้างพระนอนองค์ใหญ่ จึงได้เริ่มโครงการดังกล่าวขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 โดยแม้จะกินเวลากว่า 20 ปี และมองจากภายนอกก็เหมือนจะแล้วเสร็จ แต่จริงๆ แล้วยังสร้างไม่เสร็จ เนื่องจากความเชื่อของชาวเมืองว่า พระนอนถ้าสร้างให้เสร็จสิ้น จะเป็นภัยต่อผู้สร้างหรือต่อเมือง เจ้าอาวาสท่านจึงทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้แล้วเสร็จในทันที

สำหรับใครที่คิดจะมาเที่ยวชมวัดวาอารามที่เมืองนี้ สามารถเข้าชมได้จนถึง 2 ทุ่มของทุกวัน โดยเฉพาะถ้าเป็นวันพระใหญ่ ขอให้จำขึ้นใจว่า ทุกๆ ที่จะปิดหมด ยกเว้นวัด แม้กระทั่งโรงเรียน สถานที่ราชการ ร้างรวง ตลาดต่างๆ ก็ปิดทำการทั้งนั้น แต่แน่นอนว่า เมืองมอญเป็นเมืองพุทธ ฉะนั้น วัด จึงไม่เคยปิดประตูใส่ผู้มาเยือนเลยแม้แต่วันเดียว