เพราะถูกแรงดึงดูดของกระแส Gravity ที่ทำให้เราต้องเดินทางเข้าสู่วงโคจรของโรงหนังเพื่อพิสูจน์ฝีมือของผู้กำกับ อัลฟรองโซ คัวรอน
ซึ่งพล็อตหนังเรื่องนี้เรียกว่าไม่มีอะไรซับซ้อนและสั้นมาก กับภารกิจนอกโลกของนักบินอวกาศที่เกิดอุบัติเหตุจนนำไปสู่เหตุการณ์ระทึกขวัญ ยานระเบิดเสียหายและนักบินเพียงสองคนที่เหลือรอดชีวิตต้องพยายามเอาตัวรอดกลับโลกให้ได้
หนังไม่ได้มีทั้งเอเลี่ยน หรือตัวละครร้ายๆ ที่มาสร้างสถานการณ์ไล่ล่าใดๆ และมีตัวละครเพียงไม่กี่คน แต่การเขียนบทและเล่าเรื่องของผู้กำกับทำได้น่าสนใจและน่าติดตามมาก และแน่นอนว่าฝีไม้ลายมือของนักแสดงก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ ซานดรา บูลล็อค และ จอร์จ คลูนีย์ ก็เรียกว่าเอาอยู่ ในการชวนให้เราคล้อยตามด้วยความระทึกกับความพยายามจะเอาชีวิตรอดของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติและค้นพบคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะกับฝ่ายหญิงที่ว่ากันว่าตอนนี้เป็นที่หมายตาของออสการ์ไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คืองานด้านเทคนิคและภาพ ที่หลายๆ ช็อตทำให้คนดูต้องร้องว้าว กับความสวยจับจิตจับใจของโลกที่มองเห็นจากอวกาศ และบางฉากก็ชวนให้เราสะพรึงกลัว แบบไม่ต้องมีตัวประหลาด ไม่ต้องมีระเบิด แต่ความเงียบงันและเวิ้งว้างแบบไร้ขอบเขต กลับทำให้เราขนลุกยิ่งกว่าอะไร ยิ่งถ้าดูฉากต่างๆ เหล่านี้ในโรง IMAX 3D ก็ยิ่งเพิ่มความอลังการมากขึ้นไปอีก
นอกเหนือจากตัวละครหลักที่เป็นคนเพียง 2-3 คนแล้ว ตัวละครที่โดดเด่นไม่แพ้กันอีกสิ่งหนึ่งในหนังก็คือ สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station หรือ ISS) ที่เป็นเสมือนเกาะลอยในอวกาศให้นักบินผู้ประสบภัยได้พักพิง (ชั่วคราว) ดูจบแล้วอาจจะยังสงสัยว่าเจ้า ISS นี้คืออะไรและมีไว้ทำอะไร อธิบายเพิ่มเติมความกันง่ายๆ มันคือ สถานีอวกาศที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ บนโลกนั่นเอง
ISS เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของประเทศสมาชิก 16 ประเทศ และถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์สร้างบนอวกาศ โดยประกอบขึ้นด้วยสถานีอวกาศหรือโมดูลของหลายๆ ประเทศ อาทิ เมียร์-2 ของอดีตสหภาพโซเวียต ฟรีดอมของอเมริกา โคลัมบัสของยุโรป และคิโบของญี่ปุ่น โดยจะแบ่งเป็นโครงการย่อย ๆ หลายโครงการก่อน แล้วจึงนำไปรวมกันเป็นสถานีนานาชาติที่เสร็จสมบูรณ์ในภายหลัง ใช้งบประมาณมูลค่าการก่อสร้างทั้งหมด ราว 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) เริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1980 และสร้างเสร็จในปี 2012 ซึ่งตามเเผนจะใช้งานไปจนถึงปี 2028 โดยได้มีการส่งลูกเรือขึ้นไปประจำการถาวรมาตั้งแต่ปี 2000 จนปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสถิติการอยู่อาศัยของมนุษย์ในอวกาศโดยไม่ขาดความต่อเนื่องยาวที่สุดด้วย
ISS นั้น มีส่วนสำคัญต่อการค้นคว้าและวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก โดยนอกเหนือจากการศึกษาด้านดาราศาสตร์และอุตุนิยมวิทยา ยังมีการการทดลองด้านชีววิทยา ชีววิทยามนุษย์ (ยาในอวกาศ) และฟิสิกส์ ที่ต้องอาศัยการทดลองในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยมาก ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญไปแล้วเกือบ 140 หัวข้อและมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญมากมาย ตั้งแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐานไปจนถึงการวิจัยในสาขาใหม่ และ ISS ยังเป็นสถานที่ทดสอบสำหรับระบบกระสวยอวกาศที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้สำหรับปฏิบัติการระยะยาวเพื่อการไปสู่ดวงจันทร์และดาวอังคาร
แม้ Gravity จะอ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์อยู่มากพอสมควร แต่ด้วยจุดประสงค์หลักคือเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่ให้ความรู้เช่นสารคดี (ซึ่งผู้กำกับก็ออกตัวมาก่อนแล้วว่า เขาจำเป็นต้องปรับบางส่วนเพื่อการเล่าเรื่อง) แน่นอนว่าในหลายๆ จุดอาจจะยังขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือความเป็นจริงอยู่บ้าง เช่น ISS นั้น แท้จริงแล้วแนวโคจรอยู่ห่างจากกล้องฮับเบิลที่ตัวละครเข้าไปซ่อมนับร้อยกิโลเมตร และคงไม่สามารถมองเห็นกันได้ด้วยตาเปล่า
แต่ไม่ว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็คงยอมให้อภัยในความผิดพลาด (ที่ตั้งใจ) นี้ เพื่อค้นพบกับความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างไม่เคว้งคว้างไปพร้อมๆ กับตัวละคร
Place: International Space Station
Movie: Gravity (2013)
Director: Alfonso Cuaron
Casts: George Clooney, Sandra Bullock

