'ธารมะยม' ไม่นิยมเขื่อน

'ธารมะยม' ไม่นิยมเขื่อน

น้ำท่วมไม่ใช่ปัญหา น้ำแล้งไม่เคยปรากฏ แต่วันนี้กลับถูกเหมารวมให้เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่จะได้รับอานิสงส์จากการสร้างเขื่อนแม่วงก์

แทนที่จะคิดเองเออเอง ลองฟังเสียงชาวบ้านก่อนดีไหม

"เราไม่ได้ต่อต้านการสร้างเขื่อน แต่ไม่เห็นประโยชน์จากการสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์" อ.ณรงค์ แรงกสิกร ประธานเครือข่ายแม่วงก์ชุมชนคนรักษ์ป่า ประกาศเสียงดังฟังชัด แทรกเสียงมวลน้ำที่ไหลผ่านฝายชะลอน้ำบนเขากะทู้ ภูเขาที่ชาวบ้านช่วยกันพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรมให้คืนความอุดมสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้

มองจากภายนอกหมู่บ้านเล็กๆ อย่าง 'ธารมะยม' ก็ไม่ต่างจากบ้านเล็กริมป่าที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีวิถีพึ่งพาธรรมชาติ แต่ถ้ามีโอกาสสัมผัสถึงแนวคิดและแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้านของทั้งผู้นำและคนที่นี่ รับรองว่าวาทกรรม อาทิ "หมู่บ้านต้นแบบ" "การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน" จะไม่ได้เป็นแค่คำพูดสวยหรูในกิจกรรม CSR ของหน่วยงานทุนหนาทั่วๆ ไป

เพราะในระยะเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ ด้วยวิสัยทัศน์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พวกเขาได้เปลี่ยนความแห้งแล้งให้กลายเป็นความชุ่มฉ่ำ ประปาภูเขาแบบแฮนด์เมดมีน้ำให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง แถมยังเหลือเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ก่อนจะผุดไอเดียนาอินทรีย์ที่ได้ผลผลิตเกินคาด จากนั้นก็แตกยอดไปสู่โรงสีชุมชน ที่เหลือก็แค่รอเก็บดอกผลจากโครงการต่างๆ ไว้เป็นสวัสดิการของหมู่บ้าน

จะมีเขื่อน หรือ ไม่มีเขื่อน จึงไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นหรือเลวลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าถามใจคนพื้นที่ที่สู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงดูแลป่ารักษาต้นน้ำมานาน พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา...ไม่ว่าน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง

............

ย้อนอดีตสักเล็กน้อย หลายสิบปีก่อน หมู่บ้านนี้ก็มีที่มาเช่นเดียวกับอีกหลายๆ แห่งรอบป่าแม่วงก์ การลงหลักปักฐานเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการสัมปทานทำไม้ ใครต่อใครพากันบุกรุกถางป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตร จนธารน้ำสายต่างๆ เริ่มเหือดแห้ง

"คนอำเภอแม่วงก์มาจากหลายจังหวัด ผมว่ามาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยเลยมีภาษาท้องถิ่นเยอะแยะไปหมด สมัยก่อนสักประมาณปี 2517-2538 มีการถางป่ากันมาก แถวนี้จะมีต้นยางนา ก็มีการคัดโค่นเอาต้นไม้ไปขายบ้าง เอาไปเผาทิ้งบ้าง พอป่าถูกทำลายน้ำก็แห้งป่า ความเป็นอยู่ก็เริ่มลำบากขึ้น" อ.ณรงค์ ให้ภาพ ขณะที่ ใจ๋ แก้วอ้วน คนเก่าคนแก่อีกคนหนึ่งที่ร่วมปฏิบัติการฟื้นป่ากันมาด้วยกันตั้งแต่ต้น เล่าต่อว่า

"เมื่อก่อนเคยใช้น้ำบาดาล พอเจาะขึ้นมาแล้วมันเป็นน้ำปูน ใช้ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ เราก็มาคิดกันว่าจะเอาอย่างไร พวกผมก็เริ่มทำโครงการปลูกป่า ทำแนวกันไฟ ทำฝายชะลอน้ำ เราให้ความสำคัญกับป่ามาก เพราะไม่มีป่า ไม่มีน้ำเราก็อยู่ไม่ได้"

ปี พ.ศ. 2539 กล้าไม้ต้นแรกถูกปลูกขึ้นด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนไฟ(ป่า)ให้กลายเป็น 'น้ำ' หลังจากชาวบ้านริเริ่มลงแรงกันได้ไม่กี่เดือนก็ได้รับการสนับสนุนจากโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติของ ปตท. ระยะเวลาไม่นานพื้นที่ปลูกป่าก็ขยายไปถึงกว่า 5,000 ไร่

"พอเริ่มปี 2542 เรามองเห็นว่าน่าจะเอาน้ำที่มันเริ่มมีมาทำอะไรได้บ้าง ชุมชนก็มาเรี่ยไรสตางค์กันมาวางท่อดู แล้วเอาน้ำมาเก็บไว้ในถัง จากนั้นก็เอารถมาเข็นน้ำไปใช้ แต่ว่าน้ำมีน้อย ใช้ได้ครึ่งวันก็หมด พอดีช่วงนั้นผมยังรับราชการเป็นครูมีโอกาสเดินทางไปเชียงใหม่ ก็ไปเห็นฝายที่ชาวเขาเขาทำ แล้วตอนนั้นมีกระแสพระราชดำรัสของในหลวงเรื่องฝายชะลอน้ำ เราก็ลองทำดู ชวนชาวบ้าน 4-5 คนมาลองทำ พอมันได้ผลก็ชวนชาวบ้านมาทำเพิ่ม แล้วเราก็เขียนโครงการขอรับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ มาทำเพิ่มขึ้นอีก จนตอนนี้มีอยู่ประมาณร้อยกว่าตัวแล้ว" อ.ณรงค์ กล่าว

พร้อมๆ กับความเติบโตของต้นไม้ในพื้นที่นับพันไร่ ฝาย 170 ฝายตลอดระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ค่อยๆ เรียกความชุ่มฉ่ำของสายน้ำให้กลับคืนมา พวกเขาใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน วางท่อผ่านถังกักเก็บที่ตั้งไว้เป็นระยะตามแนวภูเขาเพื่อลำเลียงน้ำสู่หมู่บ้าน โดยแบ่งเป็นสองเส้นทางคือ ด้านตะวันออกและตะวันตก ส่วนน้ำที่เหลือจากการทำประปาภูเขา จะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำด้านล่าง กลายเป็นน้ำใช้สำหรับทำการเกษตร และยังเหลือแบ่งปันสู่หมู่บ้านอื่นๆ

เมื่อตัดปัญหาเรื่องน้ำแล้งไปได้ โจทย์ต่อไปก็คือการจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลังจากระดมสมองกันเรียบร้อย มิเตอร์ประปาภูเขาก็ถูกติดตั้งขึ้น คิดราคาแบบกันเองแค่หน่วยละ 3 บาทขาดตัว

"หลังๆ เคยมีอบต.เขามาเสนอทำประปาให้เหมือนกัน คิดหน่วยละ 7-8 บาท แต่เราไม่เอา ประปาภูเขาของเราแค่ 3 บาท แล้วเงินก็ไม่ได้ไปไหน เข้ามาเป็นกองทุนมาใช้สร้างฝาย ปรับปรุงท่อ แล้วก็พัฒนาหมู่บ้านได้อีก" ลุงใจ๋ บอกเหตุผลที่ไม่ง้อประปาหลวง

ปัจจุบันหมู่บ้านนี้นอกจากจะมีเงินกองทุนที่ได้จากการเก็บค่าน้ำ ยังมีเงินจากโรงสีชุมชน และกิจกรรมอื่นๆ โดยกองทุนต่างๆ จะแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้เด็ก, 15 เปอร์เซ็นต์ดูแลคนชรา, อีก 15 เปอร์เซ็นต์ใช้ในการบริหารจัดการ ส่วนที่เหลือ 55 เปอร์เซ็นต์เข้ากลุ่มออมทรัพย์ ใครขาดแคลนเรื่องข้าว ก็มียุ้งฉางส่วนกลางไว้เก็บข้าวสำรองให้สมาชิกยืมไปใช้ก่อนได้ เรียกว่าเป็นหมู่บ้านพึ่งตัวเองอย่างแท้จริง

"คือเราพยายามจะไม่พึ่งปัจจัยภายนอกมากนัก ก็ใช้ปัจจัยของตัวเอง ใช้สิ่งที่มีในหมู่บ้านให้คุ้มค่า ผมว่ามันน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม แล้วเราก็เคยเห็นว่าโครงการของรัฐหลายๆ อย่างในหมู่บ้านถ้าชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม บริหารไม่ดีมันก็หายไป ผมชอบใจโฆษณาท่อนซุงที่สุดท้ายก็เหลือเป็นไม้จิ้มฟัน ชาวบ้านก็มองว่าถ้าเราไม่คิด มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ" อ.ณรงค์ บอก และยังขายไอเดียต่อไปว่า "หลังจากนี้เรามีแนวคิดว่าสักปีสองปีจะลองทำไฟฟ้าเอง"

"น้ำไหล ไฟสว่าง" ปัจจัยพื้นฐานที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชน ไม่เพียงนำมาซึ่งความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความภาคภูมิใจของคนเล็กๆ หัวใจใหญ่เหล่านี้ ซึ่งถ้าถามถึงที่มาของความสำเร็จ คำตอบที่ได้นอกจากเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ความสามัคคี การมีผู้นำที่ดี ยังต้องออกไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่นด้วย

"ที่นี่ดีอย่างหนึ่งคือเป็นหมู่บ้านที่คนชอบไปอบรมไปสัมมนา สมมุติว่าใครจะไปดูงานพื้นที่ใกล้ๆ เราจ่ายให้คนละ 50 บาท แต่ถ้าไปต่างอำเภอไม่เข้าตัวจังหวัดเราให้ 100 บาท ถ้าเข้าไปในตัวจังหวัด 150 บาท แต่มีข้อแม้ว่าคุณจะต้องกลับมาเล่าให้ฟังว่า ไปอบรมเรื่องอะไรมา แล้วสามารถที่จะทำได้ไหม ถ้าทำได้เราจะมีเงินกองทุนให้ก้อนหนึ่งไปทดลองทำ ถ้าดีเราต่อยอดให้เรื่อยๆ เลย" อ.ณรงค์ เฉลยกลยุทธ์ในการพัฒนาลูกบ้าน นอกจากนี้ยังต้องจับมือกับชุมชนอื่นๆ ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย แกว่านี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้งานใหญ่กลายเป็นงานง่าย

"เรามีเครือข่ายที่ปลูกป่าทำแนวกันไฟเหมือนกันอยู่ 18 หมู่บ้านรอบๆ เขาไม้กะทู้ ใช้ชื่อ เครือข่ายแม่วงก์ชุมชนคนรักษ์ป่า ผู้นำแต่ละหมู่บ้านจะมาคุยกันว่าน่าจะมีกิจกรรมอะไรร่วมกัน แล้วก็เลือกประธานขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ผมเป็นประธาน เครือข่ายเราจะประชุมกันทุกวันที่ 19 ของเดือน ก็จะเอาเรื่องงานของแต่ละหมู่บ้านมาคุยกันมาอวดกัน แต่การประชุมของเราจะย้ายที่ไปเรื่อยๆ หมู่บ้านไหนที่เป็นเจ้าภาพในการประชุมก็ต้องเตรียมงานของหมู่บ้านตัวเองไว้ เพื่อให้สมาชิกอื่นเข้าไปดูกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกันสิ่งแวดล้อม เรื่องอาชีพ"

ประสบการณ์ของหมู่บ้านหนึ่งขยายสู่อีกหมู่บ้าน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม...หากว่าโมเดลนี้ได้รับการส่งเสริม จะมีหมู่บ้านที่สามารถพึ่งพาตัวเองเกิดขึ้นอีกมากมาย และความสำเร็จที่งอกงามบนรากฐานของชุมชนย่อมใช้คำว่า "ยั่งยืน" ได้อย่างเต็มปาก หลังจากนั้นไม่ว่าน้ำท่วมหรือฝนแล้งก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป

---------------------

เสียงจากแม่วงก์

ณรงค์ แรงกสิกร

"บ้านเราอยู่ห่างจากพื้นที่ที่เขาจะสร้างเขื่อนประมาณ 32 กิโล ถามว่าจะได้ประโยชน์อะไรมั้ย ไม่ได้เลย เพราะว่าเส้นทางที่น้ำลงไปห่างจากเราประมาณ 12 กิโล เมื่อวานก็ยังมีคนมาพูดว่า อาจารย์เขาบอกว่าสร้างเขื่อนประชาชนจะใช้ประโยชน์สามจังหวัด แต่จริงๆ มันแค่ 4-5 อำเภอ แล้วหนึ่งอำเภอก็ประมาณสองหมู่บ้านเอง

เราบอกว่าข้อมูลให้มาคุยกันตรงๆ เลย อย่างบ้านผมอยู่ในตำบลวังซ่าน อำเภอแม่วงก์ หมู่บ้านที่จะได้ประโยชน์คือหมู่บ้านริมน้ำ อันนี้หมายถึงถ้าเขาทำได้ตามที่บอกนะ แต่จริงๆ ระบบชลประทานจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้เลย ส่วนที่บ้านธารมะยมนี่เราอยู่สูงกว่าเกือบ 30 เมตร น้ำไม่ดันขึ้นมาหาเราได้หรอก แล้วเราก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร จริงๆ แล้วคนอำเภอแม่วงก์ถ้าลุกขึ้นมาจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองก็จะได้ผลดี

ส่วนที่เขาบอกว่าเขื่อนจะแก้ปัญหาน้ำท่วม เรามองไม่ออกว่ามันจะป้องกันได้ยังไง เพราะว่าลำน้ำด้านบนมันมีอยู่สามลำน้ำใหญ่ แล้วก็ลำน้ำหนึ่งที่เอามากั้นสร้างเขื่อนอยู่ในพื้นที่อับฝน ฝนตกน้อย แต่ว่าอีกสองลำน้ำ น้ำจะมากกว่า แต่เขากลับเลือกไปทำลำน้ำที่อยู่ในเขตอุทยานฯ ซึ่งมีป่าไม้ซับน้ำอยู่แล้ว ส่วนอีกสองสายที่น้ำมากกว่าไม่ได้ทำอะไร ถ้าน้ำมากก็ป้องกันไม่ได้อยู่ดี

แล้วชาวบ้านที่สนับสนุนบางคนยังไม่รู้เลยว่าเขาจะสร้างตรงไหน คิดว่าจะสร้างตรงเขาชนกัน ซึ่งถ้าบอกว่าจะสร้างตรงเขาชนกัน ผมจะรูดซิบปากเงียบเลย ในสื่อต่างๆ ก็เขียนว่า คุณณรงค์เป็นคนคัดค้านเรื่องเขื่อน ผมบอกว่าผมไม่ได้คัดค้านแต่ผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนที่มันไม่ถูกที่ ถ้ามันสร้างถูกที่มันน่าจะเกิดประโยชน์ ผมเคยพูดตลอดว่า ถ้าสร้างแล้วไม่ดี แล้วมันยกออกได้ สร้างไปเลย

ต้องยอมรับว่าบางคนไม่รู้ข้อมูลจริงๆ เราก็เลยเสนอว่า เอาอย่างนี้ไหม คุณจะสร้างตรงไหนล่ะ ติดไว้ที่หน้าอำเภอเลย สร้างเขื่อนปุ๊บน้ำจะไหลไปตรงไหน ที่ของใครบ้าง พอบอกไปอย่างนี้เขาบอกมันยังไม่ถึงเวลา ผมว่าเรื่องการจัดการทรัพยากร ภาครัฐเป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนดีที่สุดแล้ว ที่เหลือให้ชุมชนเป็นคนจัดการเอง

ใจ๋ แก้วอ้วน

เขื่อนแม่วงก์ผมว่าไม่มีประโยชน์ เพราะอย่างแม่วงก์นี่ ผมเคยสำรวจมาแล้ว ตรงแม่วงก์นี่สูงกว่าเขาตรงกลางแค่ 8 เมตรกว่า ผมถามว่าน้ำจะมายังไง มันไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าจะสร้างก็ไม่ว่ากันแต่ต้องสร้างข้างล่าง คือข้างบนมันเสียดายเพราะมันเป็นหุบเขาขนาดใหญ่แล้วน้ำก็เก็บได้นิดเดียวเองแต่น้ำข้างล่างไม่รู้จะเอาไว้ไหน คือปิดตรงนั้นมันไร้ประโยชน์ ผมว่าได้ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นด้วย ลงมาข้างล่างมันมีคลองตั้งกี่คลองพุ่งมาสายเดียวหมดจะแก้ปัญหาน้ำท่วมยังไง แล้วเราก็มาคิดว่าทั้งจังหวัดนครสวรรค์จะไปหาปลาที่ไหนที่อุดมสมบูรณ์เหมือนแม่วงก์ เท่าที่ผมเคยไปเดินดูตรงนี้อุดมสมบูรณ์ที่สุด ดูแล้วผมว่าไม่คุ้มถ้าจะสร้างเขื่อนในอุทยาน

ผมไม่อยากคัดค้านหรอก แต่ตรงนั้นไม่อยากได้เลย ผมรักป่ามากกว่า ผมว่ามันไม่มีประโยชน์กับพวกเรา ถ้าทำข้างล่างมันจะได้น้ำมากกว่า แต่ข้างบนมันไม่เหมาะสม มันเสียสมดุล มันหามูลค่าไม่ได้ น้ำมีนิดเดียวชาวบ้านจะมาทำนาอย่าได้หวัง ผมดูแล้วมันไม่ใช่ พวกนี้คิดผิด ตามหลักถ้าเขาคิดเหมือนเรา ควรจะทำบล็อกน้ำแต่ละหมู่บ้านอย่างธารมะยม ที่ไหนมันต่ำๆ ก็ไปขุดไว้แล้วน้ำมันจะเก็บได้ เวลาฝนมันตกหนักก็ไม่เดือดร้อน น้ำมันก็ไม่ท่วมเขื่อนพังด้วย ความสมดุลมันก็จะดี จะได้ไม่ต้องไปทำลายธรรมชาติ ควรจะคิดใหม่ได้แล้ว โครงการใหญ่มันไม่คุ้มค่า เงินเป็นหมื่นๆ ล้าน ผมว่าไม่คุ้ม