ไปที่ไหนแล้วสบายใจ ใครๆ ก็อยากกลับไปอีก
ความจริง ฉันมาเยือนที่นี่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งจะเป็นการ "แวะ" มากกว่าซึมซับเสน่ห์ของสถานที่ กระทั่งวันนี้มีโอกาสได้มา
"จัดเต็ม" กับความเป็นมาของชุมชน นั่นเองที่ทำให้ฉันค้นพบว่า กงไกรลาศ ยังมีความน่ารักซุกซ่อนไว้อีกหลากหลายแง่มุม
วิถีชีวิตเรียบง่ายริมคลอง ห้องแถวไม้แบบโบราณ ขนมผิงขนมทองม้วนรสหวานกลมกล่อม หรือกระทั่งปลาร้าปลาจ่อมกลิ่นหอมอบอวล เหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆ ก็ออกอาการหลงรัก "บ้านกง"
แล้วจะแปลกอะไร ถ้าฉันจะบอกว่า "กงไกรลาศ" เป็นชุมชนที่น่าค้นหา และน่ารักที่สุดอีกชุมชนหนึ่งในสุโขทัย
1.
ระยะห่างจากตัวเมืองสุโขทัยเพียงแค่ 20 กิโลเมตรเศษๆ ไม่ได้ทำให้การเดินทางครั้งนี้ถึงกับเหน็ดเหนื่อยอะไร เพราะแม้ฉันจะใช้บริการ "รถคอกหมู" ที่วิ่งด้วยความเร็วต่ำ (40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่เมื่อได้ชื่นชมท้องนาสีเขียวๆ ข้างทาง สลับกับภาพวิถีชีวิตชาวบ้านรอบข้าง ก็ทำให้เวลาบนรถสองแถวคันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กงไกรลาศ เป็นอำเภอเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดสุโขทัย คนละแวกนั้นรู้จักกันในชื่อ "บ้านกง" ซึ่งมีที่มาจากชุมชนดั้งเดิมในอดีตตั้งอยู่บน "เกาะกง" เกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำยม คนจึงเรียก "บ้านกง" ติดปากเรื่อยมา กระทั่งมีพระยากงไกรลาศ เข้ามารับตำแหน่งนายอำเภอคนแรกราวปี 2437 บ้านกงจึงมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "กงไกรลาศ" นับแต่นั้น
"ทางผ่าน" เป็นสถานะของบ้านกงที่ใครๆ ก็มักคุ้น ฉันเห็นด้วย เพราะที่นี่เป็นเพียงชุมชนเล็กๆ บนทางหลวงหมายเลข 12 เท่านั้น ทว่า ผู้คนในอดีตอาจคัดค้านกับความคิดนี้
"คึกคักมาก" วันชัย พวงเงิน รองนายกเทศมนตรีตำบลกงไกรลาศ ลากเสียงยาว ก่อนที่จะเล่าให้ฟังว่า กงไกรลาศเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในสุโขทัย และยังเป็นตลาดปลาแห่งแรกในประเทศไทยด้วย โดยมีการซื้อขายกันอยู่ในบริเวณบ้านเรือนไม้เก่าริมแม่น้ำยม ที่เรียกว่า "ท่าเรือบ้านกง"
ยืนยันด้วยข้อความที่ อัญชิสา ต้นประสงค์ ผู้ใหญ่หญิงแห่งบ้านกง ที่สำทับขึ้นมาว่า เรือบรรทุกสินค้า เรือโดยสาร เรือชาวบ้าน ไม่ว่าเรืออะไรที่ล่องมาจากทั่วทุกสารทิศ ต่างพากันมาเทียบท่าที่บ้านกงจนไม่มีพื้นที่ว่าง จะเปรียบไปก็คงคล้าย "ท่าเรือคลองเตย" ในมหานครนั่นเอง
ฉันยืนดู "ตลาดปลา" อยู่ที่บริเวณท่าเทียบเรือริมแม่น้ำยม ความคึกคักเพียงอย่างเดียวที่หลงเหลือจากอดีตก็คือ ร้านจำหน่ายน้ำปลา ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาย่าง และอีกสารพัดผลิตภัณฑ์จากปลาที่มีอยู่หลายร้าน ณ บริเวณนั้น พวกเขาไม่ได้แข่งขันกันเรียกสินค้า แต่พวกเขาช่วยกันโฆษณา "ของดีบ้านกง" จนฉันคิดว่า ทุกร้านเป็นญาติกันเอง
"ชิมเมาะ" เจ้าของร้านจำหน่ายปลาร้าร้านหนึ่งชี้ชวน ก่อนจะพาฉันเข้าไปดูผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากปลา เธอบอกว่า ปลาในแม่น้ำยมยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ชาวบ้านยังหาปลาได้มากไม่ต่างจากเมื่อก่อน และเมื่อมีปลามาก ภูมิปัญญาของคนโบราณก็คือต้องเข้าสู่กระบวนการถนอมอาหาร เพื่อให้มีปลากินกันตลอดทั้งปี
"ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาเกลือ(ปลาแดดเดียว) มีกินไม่ขาดหรอก" เธอว่าอย่างนั้น ฉันพยักหน้ารับ เพราะตอนนี้ในปากเต็มไปด้วยผักสดและปลาร้าทรงเครื่อง
นอกจากปลาแปรรูปแล้ว ปลาสดๆ ก็มีให้ปรุงอาหารไม่ขาดเหมือนกัน ทนงศักดิ์ ตุลยธำรง บุคคลที่คุ้นเคยกับชาวกงไกรลาศมากที่สุดคนหนึ่ง เล่าว่า ชาวกงไกรลาศมีวิถีชีวิตอยู่กับสายน้ำ โดยมีแม่น้ำยมเป็นเส้นเลือดใหญ่ นอกจากทำนาแล้ว พวกเขาก็ยังทำประมงหลากหลายวิธีในแม่น้ำสายนี้ด้วย ซึ่งเมื่อถึงฤดูร้อนที่น้ำแห้งขอด ชาวบ้านจะพากันลงไปในแม่น้ำ แล้วช่วยกันขุดหลุมขนาดใหญ่หลายๆ หลุม ไล่กันไปจนถึงอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ที่มีแนวเขตติดต่อกัน จากนั้นเมื่อน้ำมาในฤดูน้ำหลาก ปลาสารพัดชนิดจะใช้ชีวิตในลำน้ำ รวมถึงในหลุมดักที่ชาวบ้านทำไว้ จนเมื่อน้ำลดลงไปอีกครั้งนั่นแหละ ปลาที่ตกค้างอยู่ในหลุมที่ชาวบ้านดักก็จะตกเป็นอาหารของชาวบ้านในที่สุด นี่คือหนึ่งภูมิปัญญาที่น่าชื่นชมจริงๆ
"เมืองนี้เป็นเมืองคู่แฝดกับสิงห์บุรี คือเป็นเมืองปลา และมีปลาชุมกว่าที่อื่น หน้าน้ำมีเรือจับปลา มีท่าปลา เอาเรือไปขึ้นตรงท่าปลากันหนาแน่น ส่วนปลาเศรษฐกิจก็มี ปลาสร้อย ปลาเนื้ออ่อน ปลาชะโอน ปลาแดง ปลาน้ำเงิน ปลากดเหลือง ปลากดคัง หน้าร้อนไปทำนา หน้าน้ำมาชาวบ้านก็ลงหาปลาอีกที เป็นแบบนี้เรื่อยมา แล้วชาวบ้านเขาก็อนุรักษ์ด้วยนะ ไม่ใช่สักแต่ว่าจะจับ เพราะฤดูวางไข่มีกฎว่าไม่ให้จับปลา ก็ไม่จับ ทำให้ที่นี่ยังมีปลาชุกชุมกว่าที่อื่นๆ"
เห็นแบบนี้แล้ว คำกล่าวที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองสุโขทัยมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงที่บอกว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" ก็ยังใช้ได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่รับน้ำอย่างกงไกรลาศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบกับภาวะน้ำท่วมทุกปี แต่เชื่อเถอะว่า ชาวบ้านกงทุกคน "ยินดีต้อนรับ" เพราะน้ำทำให้พวกเขามีอาหารการกิน และมีอาชีพที่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้
2.
บ่ายจัด ลมพัดอ่อนๆ ฉันเดินหลบลมร้อนๆ มาที่ร้าน "ขนมผิงแง้มประตูขาย" ซึ่งอยู่ตรงกลางตลาด ร้านนี้เด็ดตรงที่หอมอร่อย ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ และเป็นเจ้าเดียวที่ยังคงทำขนมผิงแบบโบราณแท้ๆ ส่วนชื่อ "แง้มประตูขาย" นั้นว่ากันว่า มาจากความอร่อยจนลูกค้าติดใจ จึงต้องค่อยๆ แง้มประตูขาย เพราะถ้าเปิดเต็มๆ บาน ลูกค้าจะทะลักเข้ามาในร้านจนวุ่นวาย แต่ที่ถูกต้องจริงๆ คือกลางวันแดดร้อนจัดจนต้องแง้มประตูไว้ ถ้าเปิดหมดจะกลายเป็นขนมผิงเผานั่นเอง
สมศักดิ์ กลิ่นเจาะ ผู้อำนวยการ กองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลกงไกรลาศ เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของชาวกงไกรลาศแต่ดั้งเดิมนั้นมาจากหลากหลายเชื้อสาย ทั้งชาวจีน และลาวโซ่ง(ไทยทรงดำ) โดยกลุ่มคนเชื้อสายจีนและลาวโซ่งส่วนใหญ่อพยพมาทางเรือจากจังหวัดลพบุรี ต่อมาก็มีชาวจีนมาสมทบอีก โดยเป็นกลุ่มชาวจีนแต้จิ๋วจากพระนครศรีอยุธยา ส่วนจีนไหหลำก็เข้ามาติดต่อค้าขาย แต่ "ขนม" ที่ขึ้นชื่อในกงไกรลาศกลับเป็นสูตรลับจากชาวมอญ ปทุมธานี
"เรื่องขนมต่างๆ นานาในเขตบ้านกงมาจากปทุมธานีทั้งนั้น เมื่อก่อนเขาจะล่องเรือไปพิษณุโลก ไปพิจิตร นครสวรรค์ อยุธยา ไปจนถึงปทุมฯ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมมอญก็เข้ามาด้วย ส่วนปทุมฯ ขนมอร่อยแค่ไหน บ้านกงไม่ต่างกัน อย่างขนมผิงแง้มประตูขาย วิธีการกินคือให้อม กลิ่นจะออกมาก่อน เพราะกะละมังที่เจ๊ติ๋ม(เจ้าของร้าน)ใช้หมักแป้งเป็นกะละมังดินเคลือบ อายุหลายสิบปีแล้ว การหมักต้องใช้เวลาข้ามคืน ซึ่งกลิ่นดินจากกะละมังเคลือบก็จะเข้ามาอยู่ในแป้ง เป็นกลิ่นหอมพิเศษชนิดที่ไม่มีเทียนอบแต่หอม มันหอมด้วยแป้ง หอมเวลา หอมกะละมังเคลือบ เพราะฉะนั้นกะละมังใบนี้จะแตกไม่ได้เลย"
แอบหยิบขนมผิงมาลองทำตามวิธีของพี่สมศักดิ์อีกครั้ง รู้สึกต่างจากคำแรกที่กินจริงๆ ขนมผิงกลิ่นหอมอ่อนค่อยๆ ละลายในปากช้า สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลละเอียดของเนื้อแป้งชนิดที่ว่า คำเดียวไม่พอจริงๆ
ใช่จะมีแต่ขนมผิงเท่านั้นที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักบ้านกง เพราะขนมประเภทแป้งกรอบอื่นๆ อย่างทองม้วน ทองพับ ก็มีเสน่ห์จนทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนกงไกรลาศอีกจนนับครั้งไม่ถ้วน แน่นอนว่า รวมฉันเป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยเฉพาะทองม้วนร้านแม่สงวน อร่อยถูกใจที่สุด
บ่ายแก่ๆ พี่สมศักดิ์พาเราเดินไปแวะที่ "วัดกงไกรลาศ" หรือ วัดหลวงพ่อโตวิหารลอย ซึ่งวัดนี้ประดิษฐานหลวงพ่อโต (วิหารลอย) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย สร้างขึ้นราวปี 2333 พี่สมศักดิ์เล่าว่า วัดนี้มีที่มา คือเมื่อครั้งที่อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลกได้เดินทัพผ่านและมาพักแรมที่บ้านกงแห่งนี้ ด้วยความคึกคะนองและอยากลองดีของทหาร จึงยิงปืนใหญ่ถล่มวิหารหลวงพ่อจนพังเสียหาย แต่ไม่โดนองค์พระเลย หลังจากนั้นก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนชาวบ้านร่ำลือกันในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์
ส่วนคำว่า “วิหารลอย” นั้น ก็มาจากการที่บ้านกงเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำจึงท่วมท้นล้นตลิ่งทุกปี วัดซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำยมก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์นี้ แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะวิหารหลวงพ่อโตที่อยู่บริเวณเดียวกัน และอยู่ต่ำกว่าขอบตลิ่งนั้น กลับลอยตัวอยู่เหนือน้ำ จนชาวบ้านเชื่อว่า ใต้วิหารอาจจะมีเรือสล่า(สำเภา)เงินสล่า(สำเภา)ทองหนุนค้ำอยู่จึงทำให้วิหารลอย
"อันนี้เป็นความเชื่อของพวกเรา ไม่มีอะไรมาลบล้างได้ มีคนถามว่า ทำไมไม่ลองขุดดู ถามว่า ขุดแล้วได้อะไร ในเมื่อเป็นความเชื่อของคนที่นี่ เขาบอกถ้าเจอไม้ชิ้นเดียวเราดัง ถามว่าถ้าไม่เจอคืออะไร เราจะเป็นคนทำลายความรู้สึกของชาวบ้านใช่มั้ย ตรงนี้ก็สรุปว่า เราเชื่อของเรา อย่ามาทำลายความเชื่อกัน" ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคมว่า ก่อนจะพาเราเข้าไปกราบหลวงพ่อโต
"ขออะไรก็ได้อย่าให้เกินกรรม เข้าใจเมาะ" พี่สมศักดิ์ย้ำด้วยสำเนียงสุโขทัย แน่นอนว่าสิ่งที่ฉันขอก็คงไม่เกิน "กรรม" ของตัวเองแน่ๆ
3.
หลังมีถนนหนทาง ตลาดค้าปลาซบเซา กงไกรลาศก็ดูเหมือนจะเป็นทางผ่านที่ผู้คนไม่ค่อยสนใจมายาวนาน กระทั่งวันนี้มี "ตลาดริมยม 2437" เกิดขึ้น ความคึกคักเหล่านั้นเริ่มกลับมาปรากฏให้ชาวบ้านชื่นใจกันอีกหน
ฉันพบกับ วันชัย พวงเงิน รองนายกเทศมนตรีตำบลกงไกรลาศ อีกครั้ง หลังพบกันครั้งแรกเมื่อตอนเปิดตลาดในเดือนตุลาคม 2555 ถึงวันนี้ครบขวบปีแห่งการเปิดตลาดพอดี รองนายกเทศมนตรีฯ เล่าให้ฟังว่า ตลาดริมยม 2437 เปิดตลาดทุกวันเสาร์แรกของเดือน ภายในบรรยากาศไทยโบราณบนถนนนรานุกูลกิจ ระยะทางราว 200 เมตรนั้น เนืองแน่นไปด้วยร้านค้ากว่า 60 ร้าน และทุกร้านก็เป็นร้านค้าในชุมชน ไม่มีร้านคนนอก เพราะชาวบ้านต้องการให้ที่นี่เป็นตลาดที่ย้อนบรรยากาศโบราณกลับคืนมา โดยเป็นความร่วมมือของชาวกงไกรลาศกับเทศบาลตำบลกงไกรลาศ รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ทำให้กระแสการท่องเที่ยวค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามาในกงไกรลาศอีกครั้ง ซึ่ง 2437 ที่ปรากฏอยู่บนชื่อตลาดก็มาจากปีที่กงไกรลาศได้รับการสถาปนาให้เป็นอำเภอ
"ปลาเห็ดเมาะ" แม่ค้าสาวสวยทัก ฉันลองจิ้ม "ชิ้นชวนชิม" เข้าปาก ก่อนที่เพื่อนข้างๆ จะทำหน้างงแล้วถามว่า ปลาเห็ดคืออะไร
"คนโข๋ทัยเรียกปลาเห็ด แต่คนกรุงเทพฯ เขาเรียกทอดมันจ้า" แม่ค้าหัวเราะร่วน สรุปก็คือทอดมันจากปลาในแม่น้ำยมนั่นเอง
อิ่มกับการชิมปลาเห็ดไป 2 กระทงแล้ว ฉันก็เดินไปชิมผัดไทยใบตอง ก๋วยเตี๋ยวหยก ก๋วยเตี๋ยวกะลา ตบด้วยสลิ่ม ขนมกง ขนมชะมดงาดำ แล้วแวะไปสร้างความชุ่มฉ่ำด้วยไอติมโบราณสมุนไพร แค่นี้ก็หายหิวแล้ว
ความน่ารักของตลาดริมยมที่ฉันสัมผัสได้ คือไม่ใช่ "ตลาดประดิษฐ์" เหมือนที่อื่นๆ เพราะชาวบ้านเขาตั้งใจให้บรรยากาศเก่าๆ กลับมา จึงไม่เน้นค้าขาย แต่เป็นการย้อนเวลากลับมาให้ทุกคนได้คิดถึง ดังนั้นทุกๆ วันเสาร์แรกของเดือนชาวบ้านจึงพากันแต่งกายย้อนยุค จะยุค 100 ปีก่อน ยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยุค 2500 หรือยุคไหนๆ ถ้ามั่นใจว่าแต่งแล้วสบายใจ พี่ป้าน้าอาชาวกงไกรลาศก็ขนมาประชันกันไม่ยั้ง ฉันว่าเป็นสีสันและความสนุกที่ทำให้นักเดินทางอย่างเราเพลิดเพลินใจดีทีเดียว
อย่างที่บอกว่า ไปที่ไหนแล้วสบายใจ ใครๆ ก็อยากกลับไปอีก กงไกรลาศกับฉันดูเหมือนจะอยู่ไม่ห่างไกลกันเท่าไร เพราะฉันสามารถเดินทางกลับไปได้บ่อยครั้งเท่าที่ใจต้องการ
และทุกๆ ครั้งฉันก็จะนึกถึงคำของพี่สมศักดิ์ กลิ่นเจาะ ที่บอกว่า "บ้านเรา อยู่ดี กินหวาน" (อยู่ดีมีสุข) นั่นคือความจริงที่ "กงไกรลาศ"
......................
การเดินทาง
ไปกงไกรลาศง่ายๆ ถ้าไปจากกรุงเทพฯ จะถึงอำเภอกงไกรลาศก่อนเข้าตัวจังหวัดสุโขทัย รถยนต์แนะนำให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 พหลโยธิน จากนั้นเลือกใช้เส้นทางสู่ภาคเหนือ วิ่งเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านอยุธยามุ่งหน้าสู่นครสวรรค์ ถึงตัวเมืองนครสวรรค์แล้วเลี้ยวขวาไปทางพิษณุโลก โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ตรงไปเรื่อยๆ จนเกือบถึงพิษณุโลกจะมีป้ายบอกทางซ้ายมือไปสุโขทัย ให้เลี้ยวซ้ายโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 12 จากนั้นไม่นานก็จะถึงอำเภอกงไกรลาศ
ในส่วนของรถโดยสารปรับอากาศมีให้บริการทุกวัน สอบถามที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) โทร. 0 2537 8055-6 ถ้าเป็นรถไฟต้องลงที่สถานีพิษณุโลกแล้วต่อรถไป สุดท้ายคือเครื่องบิน มี 2 ช่องทาง คือบินไปลงที่พิษณุโลกแล้วต่อรถ หรือจะบินไปลงที่สุโขทัยแล้วต่อรถอีกเช่นกัน สอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย โทร. 0 5561 6228, 0 5561 6229, สำนักงานเทศบาลตำบลกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โทร. 0 5569 1158, สายด่วนกองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลกงไกรลาศ โทร. 08 6443 2072





