วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โดดเด่นแบบ 'ดูไบ'

ไม่กี่ปีมานี้ชื่อ 'ดูไบ' ดูจะโดดเด่นเป็นที่สนใจของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในมุมการเมือง และเรื่องท่องเที่ยว

อันที่จริง ดูไบ ไม่ใช่เมืองหลวง แต่เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นทั้งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าและเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่รวม 3,885 ตร.กม. ชาวท้องถิ่นมีไม่มากนักเพียง 2.6 ล้านคน โดยร้อยละ 75 เป็นชาวต่างชาติ ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนหนี่ ใช้ภาษาอารบิคเป็นภาษาทางราชการ สกุลเงินเรียกว่า “ดีแรห์ม” (1 ดีแหร์ม ประมาณ 10 บาทไทย) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียส ส่วนสูงสุดพุ่งไปได้ถึง 48 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ในอดีตที่นี่มีแต่ผืนทราย ผู้คนอยู่ได้ด้วยการค้า การจับปลาและหอยมุก แต่หลังจากค้นพบน้ำมันดิบ ชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไป ทุกตารางเมตรมีค่ายิ่งกว่าผืนทอง เพราะกลายเป็นฐานรองรับการลงทุน การค้าและบริการ รายได้หลักจำนวนมหาศาลมาจากการขายน้ำมัน ทำให้ดูไบกลายเป็นเมืองที่เนรมิตทุกอย่างขึ้นมาจากความแห้งแล้งว่างเปล่า โดยเฉพาะอภิมหาโปรเจ็คท์ “The Palm” (เดอะปาล์ม) ที่ลงทุนถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 300 เกาะ และกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ เพราะนอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจแล้ว เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นเป็นรูปต้นปาล์มขนาดใหญ่ลอยอยู่บนพื้นทะเลสวยงามแปลกตา

และแม้การท่องเที่ยวจะไม่ใช่รายได้หลักของดูไบ แต่ที่นี่ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ที่ครบเครื่องเรื่องความสนุกสนาน โดยเฉพาะบรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสสวรรค์แห่งการช็อปปิ้ง ตะลุยทะเลทรายหรือไต่ระดับความสูงกับตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่าง เบิร์จ คาลิฟา เรียกได้ว่ามาเที่ยวแล้วได้ครบทั้งประสบการณ์ ของถูกใจและรูปสวย ๆ แน่นอน

เชื่อหรือไม่ว่า... ดูไบถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งยอดนิยมอันดับ 2 ของโลก (รองจากอเมริกา) เอาชนะเมืองดัง ๆ อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกงและฝรั่งเศสไปอย่างสบาย ๆ เพราะมีสินค้าปลอดภาษีให้เลือกแบบเต็มพิกัด อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ทองหรือเสื้อผ้าอีกเพียบ

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกไปชมสินค้าตามช็อปปิ้ง พลาซ่าชื่อดังอย่าง มอลล์ ออฟ ดิ เอมิเรสต์ หรือ “แลมซี พลาซา” เพื่อจับจ่ายสินค้าและมองหาของกินชิมเล่นท่ามกลางบรรยากาศของโลกสมัยใหม่แบบสบายอารมณ์ได้เสมอ

แต่ถ้าหากคุณอยากสัมผัสบรรยากาศแบบพื้นบ้านหรือตลาดแบบบ้านๆ อย่าง ซุค (souks) คุณจะได้เพลิดเพลินกับการเดินชมของกินของใช้ประจำวันสารพัดอย่าง ของขวัญและของที่ระลึกแบบท้องถิ่นรวมทั้งสนุกกับการต่อรองราคาสินค้าไปด้วย

ตลาดแบบ “ซุค” ที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงของดูไบ คือ “ซุคทองคำ” หรือตลาดค้าเครื่องประดับทองคำและอัญมณีนั่นเอง ไม่ว่าสินค้าทองคำในจินตนาการของคุณจะใหญ่หรือเล็ก มีรูปทรงแปลกตาหรือเก๋ไก๋แค่ไหน คุณมีแนวโน้มจะพบสินค้าชิ้นนั้นที่นี่

ปัจจุบัน “ซุคทองคำ” มีร้านค้ากว่า 300 ร้านและเกือบทุกร้านมีสินค้าเครื่องประดับสวย ๆ หลากแบบหลายสไตล์เรียงไว้แน่นในตู้โชว์สินค้า ยิ่งหากใครได้มาเยี่ยมชมในช่วงกลางคืนจะยิ่งถูกใจเพราะความแวววาวของเครื่องประดับช่วยขับเด่นให้ตลาดแห่งนี้มีมนต์เสน่ห์อย่างประหลาด

เมื่อเจอสินค้าชิ้นที่ต้องตาต้องใจ นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับการต่อรองราคาได้เต็มที่เพราะเป็นวัฒนธรรมปกติสำหรับการจับจ่ายสินค้าในซุค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสินค้าทองคำมีกำหนดราคาจากน้ำหนักทองคำเป็นทุนเดิม พึงทราบว่าจะขอส่วนลดได้จากส่วนที่เป็นค่ากำเหน็จหรือค่าช่างฝีมือเท่านั้น

นอกจากทองคำแท้ๆ เหลืองอร่าม ที่ดูไบยังมีทะเลทรายสีทองที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้รักการผจญภัยโดยไม่ต้องทนกับความร้อนแล้งยากลำบาก

ในเมืองดูไบ คุณไม่จำเป็นต้องขี่อูฐไปผจญภัยในทะเลทราย เพราะบริษัททัวร์ต่างๆ พร้อมจัดรถขับเคลื่อนสี่ล้อพาคุณออกไปลุยกลางทะเลทรายในทุกบ่าย ถึงแม้กิจกรรมนี้จะออกแนวโลดโผนด้วยลีลาการขับที่เร้าใจกระตุ้นการสูบฉีดของอะดรีนาลีน แต่คุณจะสนุกสนานอย่างแน่นอนกับการนั่งรถผ่าทะเลทราย เนินทรายและชมทัศนียภาพที่เป็นทรายสีทองละลานตา

ที่สำคัญเมื่อถึงช่วงเวลาดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า คุณจะได้แวะชื่นชมความงามเหนือคำบรรยายดังกล่าวกลางทะเลทราย จุดที่บริษัททัวร์ได้เลือกสรรแล้วว่าเยี่ยมที่สุด จากนั้นคุณสามารถไปเพลิดเพลินใจต่อกับอาหารเย็นสไตล์บาร์บีคิวและการเต้นรำบำหน้าท้องอันลือลั่น ณ แคมป์กลางทะเลทราย ใครที่อยากดื่มด่ำกับบรรยากาศในทะเลทรายอย่างเต็มอิ่มสามารถเลือกพักค้างแรมที่นี่ได้ด้วย แต่หากใครอยากกลับไปพักโรงแรมสบายๆ ในเมืองก็สามารถเดินทางกลับได้เลย

แต่ถ้าถามถึงความเป็นที่สุดของดูไบแล้วล่ะก็...

การไต่ระดับความสูงไปกับตึกที่สูงที่สุดในโลก ณ เบิร์จ คาลิฟา คือกิจกรรมที่พลาดไม่ได้

อาคารระฟ้าแห่งนี้ได้ขึ้นทำเนียบเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองดูไบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้รับการขนานนามว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกประจำเมืองอีกด้วย

เบิร์จ คาลิฟา มีความสูงกว่า 828 เมตร มีจำนวนชั้นถึง 160 ชั้น มีลิฟต์ที่ให้บริการเป็นระยะยาวที่สุดในโลกและมีเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อสร้างที่น่าประทับใจมากมาย

เจ้าหน้าที่นำชมตึกเบิร์จ คาลิฟา พร้อมรอต้อนรับทุกท่าน ณ เดอะ ดูไบ มอลล์ ก่อนจะพาทุกท่านขึ้นทางเดินเลื่อนอัตโนมัติความยาว 65 เมตรเพื่อรับชมการแสดงมัลติมีเดียเกี่ยวกับประวัติของเมืองดูไบและตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้

เมื่อการนำเสนอมัลติมีเดียสิ้นสุดลง จะถึงเวลาให้คุณได้เตรียมตัวขึ้นลิฟต์ความเร็วสูงที่สามารถไต่ระดับความสูงได้ถึง 10 เมตรต่อวินาที

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก คุณจะเข้าสู่โซนหอชมวิวที่ติดตั้งผนังรอบด้านเป็นกระจกตั้งแต่ระดับพื้นถึงเพดาน ตลอดจนได้รับการออกแบบให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิวจากความสูงที่ชั้น 124 แบบ 360 องศา ในช่วงกลางวัน คุณจะเห็นวิวตัวเมืองดูไบ เห็นผืนทะเลทรายและแม้แต่ผืนมหาสมุทร ในช่วงเวลากลางคืน คุณจะได้ดื่มด่ำกับทั้งแสงสีจากตัวเมืองและแสงวิบวาวของดวงดาวบนฟ้า

หากใช้กล้องส่องทางไกลแบบพิเศษ คุณจะได้เห็นภาพในอดีตและปัจจุบันเคียงคู่กันไปแบบเต็มอิ่ม และหากคุณมีกำลังใจกล้าแกร่ง ขอเชิญเดินออกไปรับลมและชมวิว ณ ระเบียงเปิดโล่งที่อยู่ติดกันเพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการชมวิวจากตึกระฟ้านั้นเป็นฉันใด