ประเทศสิงคโปร์มีชื่อเสียงโดดเด่น ในฐานะเมืองเศรษฐกิจ แต่เกาะทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์แห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมาย
ของบรรดานักธุรกิจเท่านั้น ที่นี่ยังเป็นหนึ่งในปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไม่เพียงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะ และความสวยงามของสถาปัตยกรรม
สำหรับคนไทยการเดินทางไปสิงคโปร์ง่ายพอๆ กับการเดินทางไปต่างจังหวัด ตั๋วเครื่องบินราคาไม่แพง ไม่ต้องของวีซ่า ใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 2 ชั่วโมง อาจเร็วกว่าการขับรถจากที่ทำงานกลับบ้านในชีวิตประจำวันเสียอีก เสื้อผ้าก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากเพราะสิงคโปร์มีแค่ฤดูร้อนกับฤดูฝนจัดเสื้อผ้าเนื้อบางใส่กระเป๋าเดินทางแล้วเหลือที่ไว้ใส่ของฝากของชอปปิงได้อีกเยอะ การเดินทางในสิงคโปร์ก็สะดวกสบาย ด้วยระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
ใครไปสิงคโปร์บ่อยๆ จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่เคยหยุดนิ่งการก่อสร้างสิ่งใหม่ๆ คือสิ่งที่อยู่คู่กับที่นี่ ปัจจุบันอาคารที่โดดเด่นที่สุดของสิงคโปร์คงต้องยกให้ มารินา เบย์ แซนส์ (Marina Bay Sands) ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองอย่างรวดเร็ว ความสนใจของคนส่วนใหญ่อยู่ที่ด้านบนของทั้งสามอาคารซึ่งออกแบบเป็นรูปลำเรือมีสระว่ายน้ำที่ทุกคนปรารถนาจะลงไปแหวกว่ายและเกาะขอบสระชมทิวทัศน์ที่กว้างไกลสุดตา แต่นอกจากความสวยงามทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของตัวอาคาร เวลาที่เราเดินไปในตัวอาคารหากสังเกตุสักหน่อยจะพบว่าพื้นที่ส่วนต่างๆ ภายในมารินา เบย์ แซนส์ นั้นถูกแทรกไว้ด้วยผลงานศิลปะของศิลปินชื่อดังอย่าง Antony Gormley, Chongbin Zheng, James Carpenter, Ned Kahn, Sol Lewitt, Zhan Wang และ Israel Hadany
แต่ละผลงานมีความโดดเด่นแตกต่างกันไปตั้งแต่ 'Drift' ปะติมากรรมขนาดใหญ่ของ Antony Gormley ที่แขวนตัวอยู่ระหว่างชั้น 5 ถึงชั้น 12 ของอาคาร 1 ทำมาจากแท่งสแตนเลสกว่า 16,100 แท่ง น้ำหนักกว่า 14.8 ตัน เชื่อมเข้าด้วยกันอย่างละเอียดอ่อนโดยใช้ช่างเชื่อมและวิศวกรมากกว่า 60 คนในการสร้างผลงาน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความวุ่นวายของสภาพอากาศทั้งในเชิงชีวภาพและในทางดาราศาสตร์ ไปจนถึง 'Rain Oculus' โดมน้ำซึ่งไหลลงจากอ่างอคริลิคที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างเหล็กน้ำหนักกว่า 90 ตัน ผลงานของ Ned Kahn
พื้นที่ของมารินา เบ แซนส์ ยังเชื่อมโยงไปถึง อาร์ทซายน์ มิวเซียม (ArtScience Museum) พิพิทธภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สะดุดตานี้ออกแบบโดย มร.โมเช ซาฟดิ (Moshe Safdie) ส่วนที่ยื่นออกมาของอาคารถูกเรียกเป็น ‘นิ้วมือ’ โดยแต่ละนิ้วมีขนาดที่ต่างกันอย่างชัดเจน มร.โมเช ออกแบบให้บริเวณด้านบนสุดซึ่งเปรียบเสมือนปลายนิ้วเป็นช่องรับแสงซึ่งผนังทรงโค้งภายในอาคารจะทำหน้าที่กระจายแสงได้เป็นอย่างดี ใจกลางอาคารเป็นช่องรับน้ำฝนซึ่งน้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลผ่านห้องโถงกลางลงสู่สระขนาดเล็กและน้ำฝนนั้นจะถูกนำกลับมาใช้ในห้องน้ำของอาคาร ในอาคารมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 50,000 ตารางฟุต มีห้องจัดแสดงงานมากถึง 21 ห้อง
ไม่ไกลจากมารินา เบย์ แซนส์ เป็นที่ตั้งของ การ์เดนส์ บาย เดอะ เบย์ (Gardens by the Bay) สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งใหม่ของสิงคโปร์ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ.2007 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2011 สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดขอองที่นี่คือ ซูเปอร์ทรี (Supertree) สวนแนวตั้งที่ได้รับการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ เสาหรือส่วนลำต้นสร้างจากคอนกรีตผิวนอกปกคลุมด้วยกล้วยไม้ เฟิร์น และไม้เลื้อยดอกเขตร้อน กว่า162,900 ชนิด ใน 200 สายพันธุ์ ส่วนหลังคานอกจากให้ร่มเงาในตอนกลางวันและมีแสงไฟที่สวยงามในเวลากลางคืน ในซุปเปอร์ทรีแต่ละต้นมีเซลล์แสงอาทิตย์ที่เก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบที่มีพื้นฐานแนวคิดในการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม โดยออกแบบวงจรในการใช้พลังงานและน้ำอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการระบายความร้อน การติดตั้งกระจกที่ช่วยให้แสงที่เหมาะสมสำหรับพืช การจัดการอุณหภูมิและความชื้นของอากาศ การหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงระบบทะเลสาบที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ
เมื่อเดินเข้าไปใน ฟลาวเวอร์ โดม (Flower Dome) เราจะสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ภายในโดมมีการปรับสภาพอากาศให้เป็นมีความเย็นและแห้งตามสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ในโดมดอกไม้นี้เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์จากทั่วโลก รวมถึงพืชจากทะเลทราย บางส่วนของทุ่งดอกไม้ยังมีการจัดแต่งเพื่อให้เข้ากับเทศกาลต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลาของปี โดมดอกไม้นี้ถือเป็นเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย จากโดมดอกไม้เราเดินเข้าสู่ คลาวด์ ฟอเรสท์ (Cloud Forest) ในม่านหมอกของละอองน้ำคือภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่มมีน้ำตกไหลลงมาเป็นทางยาวจากส่วนยอดของภูเขา ทางเดินทอดยาวจากด้านล่างขึ้นไปตามความสูงของภูเขา สิ่งที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษคือสถานที่แห่งนี้ถูกออกแบบไว้เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ที่ต้องใช้รถเข็นด้วยทางลาดและลิฟท์
ขยับเข้าสู่ใจกลางเมืองศิลปะและสถาปัตยกรรมสวยๆ ของสิงคโปร์ยังรวมถึงอาคารเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ และปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้อย่างร่วมสมัย อาคารที่ทำการไปรษณีย์บริเวณปากแม่น้ำสิงคโปร์ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1928 ปัจจุบันกลายเป็นอาคารของ โรงแรม เดอะ ฟูลเลอตัน โฮเทล สิงคโปร์ (The Fullerton Hotel Singapore) ที่ผ่านมาอาคารแห่งนี้เคยได้รับรางวัลทางสถาปัตยกรรม ปัจจุบันพื้นที่ภายในอาคารได้รับการปรับปรุงเป็นห้องพักหรูกว่า 400 ห้องที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ขณะเดียวกันโครงสร้างและองค์ประกอบสำคัญของอาคารยังได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ตั้งแต่ฝ้าเพดานซึ่งมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ ตู้ไปรษณีย์โบราณ ไปจนถึงประภาคารเก่าแก่บนยอดอาคาร อีกฝั่งหนึ่งของถนนไม่ไกลจากอาคารของโรงแรมเป็นที่ตั้งของ ท่าเรือคลิฟฟอร์ด (Clifford Pier) ท่าเรือแห่งแรกของสิงคโปร์ซึ่งในวันนี้ ได้รับการตกแต่งให้ดูสวยงามหรูหรา เป็นส่วนหนึ่งของอดีตที่อยู่คู่กับปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ศิลปะและงานออกแบบเติบโตงอกงามในสิงคโปร์ อาจเป็นเพราะการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจในงานด้านนี้ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง ลาแซล คอลเลจ ออฟ ดิ อาร์ท (LASALLE College of the Arts) เป็นวิทยาลัยศิลปะของสิงคโปร์ ซึ่งเปิดสอนทั้งการออกแบบ ศิลปะ ภาพยนตร์ แฟชั่น เต้นรำ ดนตรี ละคร ศิลปะบำบัด ประวัติศาสตร์ศิลปะเอเชีย และการจัดการศิลปะ ทั้งในระดับอนุปริญญาและปริญญา เป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรโดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียน อาคารและสภาพแวดล้อมของลาแซลเองก็ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี โดยมีทั้งความหลากหลายของพื้นที่และเชื่อมโยงให้แต่ละพื้นที่นั้น มีปฏิสัมพันธ์กันด้วยผนังซึ่งเป็นกระจกใส และสะพานที่เชื่อต่อพื้นที่แต่ละส่วนเข้าด้วยกัน ภายในวิทยาลัยแห่งนี้ยังมีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะมากกว่า 1,500 ตารางเมตร
สิงคโปร์อาจเป็นเมืองเศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยว เมืองชอปปิง ขึ้นอยู่กับใครจะมองเมืองบนเกาะแห่งนี้ในแง่มุมไหน แต่สำหรับคนรักงานศิลปะและงานออกแบบ สิงคโปร์เป็นเมืองแห่งศิลปะและงานออกแบบที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน


