วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เราจะพา "คุณ" กลับบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นคนที่ "เห็นต่าง" หรือคนที่ "ต้องสงสัย" แต่ถ้าใครโดน "หมาย" ไปแล้ว ก็ย่อมต้องการ "อิสระ" และ "ความปลอดภัยในชีวิต" ด้วยกันทั้งสิ้น

"เวลามีข่าวว่ามีการยิงปะทะกันเราก็...โอ๊ย...ใช่ญาติเรามั้ย เราจ้องหน้าโทรทัศน์เลยนะ เราเป็นห่วง เพราะเขาไม่ได้บอกว่าเขาไปอยู่ที่ไหน เราไม่รู้อะไรเลย เราก็เป็นห่วง"


นิเด๊ะ อิแตแล แสดงสีหน้าในเชิงกังวลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะปรับมาสู่โหมดของความสดใสอีกครั้ง


" 4 ปีที่แล้วที่เขาหลงไป 4 ปีที่แล้วเขาทำให้เราเป็นห่วงมาตลอด แต่ตอนนี้เขากลับมาแล้ว กลับมาได้เกือบ 10 เดือน เราสบายใจแล้ว"


ความสบายใจที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การกลับมาอย่างปลอดภัยของหลานชายผู้เคยใช้ชีวิตผิดทางแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่การสมัครใจเข้าร่วมโครงการ "พาคนกลับบ้าน" ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ในส่วนของหน่วยเฉพาะกิจยะลา (ฉก.ยะลา) เป็นการยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจ และเป็นความปลอดภัยที่หลานชายของเธอจะได้รับในอนาคต นั่นเองที่ทำให้นิเด๊ะหมดความกังวล


การทยอยออกมาแสดงตนของกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างจากรัฐ หรือผู้ที่ต่อสู้กับรัฐด้วยวิธีรุนแรง ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งของการสร้าง "สันติสุข" ให้เกิดขึ้นจริงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้ตัวเลขในภาพรวมของโครงการพาคนกลับบ้านจะยังไม่มากมายนัก(ทุกจังหวัดในโครงการฯ รวม 983 ราย) แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี


แน่นอนว่า ที่สุดแล้วคงไม่มีที่ไหนจะอบอุ่นและปลอดภัยเกินกว่า "บ้าน" ของทุกๆ คน

เหตุแห่ง "ความผิด"


นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ณ ปลายด้ามขวานของไทย ดูจะยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น แม้จะมีมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยออกมาอย่างสม่ำเสมอ แต่สถิติการเกิดเหตุความรุนแรงและยอดผู้เสียชีวิตกลับมีตัวเลขที่ "น่าห่วง" (ผู้เสียชีวิตรวม 5,235 ราย นับจากวันที่ 1 มกราคม 2547 - 31 สิงหาคม 2556)


ทุกฝ่ายเห็นว่า "สันติวิธี" น่าจะช่วยได้ และแสงสว่างแห่งการมุ่งใช้ "สันติวิธี" ก็เริ่มปรากฏให้เห็นจริงๆ เมื่อครั้งที่ แวอาลีคอปเตอร์ วาจิ หรือ เจ๊ะอาหลี แกนนำคนสำคัญที่มีชื่อร่วมอยู่ในเหตุการณ์ปล้นปืนที่จังหวัดนราธิวาส วันที่ 4 มกราคม 2547 และเป็นผู้ต้องหาที่กระทำความผิดตามหมาย ป.วิอาญา(ออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) นำแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ จำนวน 100 คน ออกมาแสดงตัวต่อหน้า พลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 นั่นถือเป็นครั้งแรกที่ "แนวร่วม" ยอม "กลับใจ" และเลือกที่เดินไปแสดงความบริสุทธิ์ใจกับ "รัฐ"


เจ๊ะอาหลี ไม่ยอมปริปากเป็นภาษาไทย แต่เขายืนยันตลอดเวลาว่า เขาไม่ได้ทำผิด ความคิดเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่แวอาลีคอปเตอร์ วาจิ เพราะยังมี "ผู้บริสุทธิ์" อีกมากมายที่กลายเป็น "ผู้ต้องสงสัย" และมีชื่อเป็น "ผู้เห็นต่าง" จนได้รับหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, หมาย ป.วิอาญา พวกเขาเหล่านั้นจึงพยายามหา "พื้นที่" ในการแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง และโครงการพาคนกลับบ้านก็เป็นทางเลือกที่ถูกที่ถูกทางที่สุด


"พอปี 2547 เกิดเหตุการณ์ บางคนจับได้ บางคนก็จับไม่ได้ บางคนสืบประวัติมาน่าจะเป็นคนกลุ่มนี้ก็ออกหมายไว้ก่อน พอออกหมายเสร็จก็จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม เช็คไปว่าไม่ใช่ก็จะแยกเป็นกลุ่ม 1 คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สืบสวนแล้วน่าเชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้อง หรือกลุ่ม 2 คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สืบสวนแล้วน่าเชื่อว่าเกี่ยวข้อง แต่กลุ่ม 3 ชัดเจนเลยคือ ป.วิอาญา พวกนี้ฆ่า ยิง มีความผิดชัดเจน"


พันเอกพงค์มิตร ปินปันคง หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ฉก.ยะลา ยอมรับ และบอกว่า ที่ผ่านมาผู้ที่โดนหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นมีทั้งผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐจริง และผู้ที่เข้าข่าย "ต้องสงสัย" แต่เพื่อความสงบเรียบร้อยก็จำเป็นที่จะต้องทำตามกฎหมาย


หากบริสุทธิ์ใจ การเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านจะช่วยให้ "คนคิดต่าง" พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยโครงการจะทำการตรวจสอบข้อมูลบุคคลผู้แสดงตน พร้อมอำนวยความสะดวกและให้การช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรม แน่นอนว่า ทุกคนคาดหวังว่าจะได้รับการ "ปลดหมาย" ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการสงเคราะห์เยียวยา ตลอดจนจัดหาอาชีพที่เหมาะสมให้กับผู้แสดงตนทุกคนด้วย

คิดเป็น "เห็นต่าง"


"สิ่งที่เราทำ เรารู้อยู่แล้วว่ามันสุจริต สิ่งที่เราไม่ได้ทำ แต่คนอื่นมาหาว่าเราทำ เราก็ต้องออกมาแสดงความสุจริตของตัวเอง" ไอยู หนุ่มวัย 25 ซึ่งเป็นชาวอำเภอยะหา จังหวัดยะลา พ้อ ก่อนจะเล่าต่อว่า เขาโดนข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่ปี 2548 เพียงเพราะบังเอิญเป็นคนกลางคืน


"เราต้องออกไปทำงาน ส่งของในห้างแห่งหนึ่ง จริงๆ มันมีเวลาส่งของทั้งกลางและต่อเวลาไปกลางคืน เราก็เลยต้องกลับบ้านดึกๆ บางวัน จังหวะนั้นมันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพอดี เขาสงสัยเรา เราก็เลยโดน"


ไอยู เล่าว่า เขาแปลกใจที่อยู่ๆ ก็โดนหมายเรียก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมายืนยันว่า ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อถูกกล่าวหาไปแล้ว เขาก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ เมื่อทางการเรียกก็ต้องไปแสดงตนทุกครั้ง


"ชาวบ้านเขามองเราปกตินะ เพราะเขารู้ว่าเราเป็นคนยังไง เราก็ทำตัวปกติ เพราะเราไม่ได้ผิด เวลาเขาเชิญตัวเราไปสอบสวน เราก็ไป พอมีโครงการนี้เราว่ามันก็ดี เพราะเราเองจะได้สบายใจ ต่อไปเวลาไปไหนก็จะต้องไปพร้อมกับเพื่อนๆ ไปกับผู้ใหญ่ ไปกันหลายๆ คน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรจะได้มีคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของเราได้"


การแสดงตนของ ไอยู ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขาเองเท่านั้นที่สบายใจ ทว่า ครอบครัว คนที่เขารักและรักเขาทุกคนต่างก็โล่งใจไม่ต่างกัน


เช่นเดียวกับ อาบี หนุ่มยะลาวัย 27 ปี ที่โดนหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหมือนกัน แต่อาบีอาจจจะมีมูลแห่งการ "สงสัย" มากกว่าไอยู เพราะพี่ชายของอาบีนั้น ถูกวิสามัญฆาตกรรมจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ แน่นอนว่า ครอบครัวผู้ตายย่อมโดนหางเลขแห่งการสงสัยไปทุกคน


"พี่ชายผมโดน ป.วิอาญา จริงๆ มีหลายหมายนะของพี่ชาย แต่รายละเอียดผมไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่อย่างผม ผมโดนข้อหาเข้าขบวนการ เพราะพี่ชายผมโดน ป.วิอาญา ผมก็เลยโดนข้อหาด้วย แต่พี่ชายผมเขาผิดจริงหรือเปล่าผมไม่รู้ เพราะเขาตายไปแล้ว"


อาบี บ่นอย่างน้อยใจ และยืนยันเสียงเข้มว่า "ผมไม่เกี่ยวจริงๆ นะครับ" อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมาความบริสุทธิ์ของอาบีถูกแสดงออกจนเจ้าหน้าที่รัฐพึงพอใจ ชาวบ้านก็เชื่อมั่นในความเป็นคนดีของเขา จนถึงวันนี้ วันที่อาบีปลดโซ่ตรวนแห่งความสงสัยจากทุกฝ่ายไปได้ เขาจึงยิ้มอย่างสบายใจเสียที


"จริงๆ ผมก็อยู่บ้านนี่แหละ ไม่ได้ไปไหน ไม่เคยหนี แต่เวลาออกข่าว คนภายนอกเขาดูแค่ในจอสี่เหลี่ยม เขาก็จะคิดว่าเราทำผิดแล้วหนีไป จริงๆ คนในพื้นที่ คนที่โดนสงสัยก็อยู่แถวบ้านนี่แหละ ไม่ได้ไปไหน"


ถามว่ามีคนเคยชวนเข้าไปร่วมขบวนการจริงๆ บ้างมั้ย อาบีบอก ก็มีบ้าง แต่เขาปฏิเสธไปในทันที


"เราเรียนมา เรารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันบิดเบือน เราก็ไม่ไป แต่บางคนที่ไปเขาอาจจะตีความต่างกับเรา อันนั้นก็แล้วแต่เขา คือที่รู้ๆ สาเหตุมันมาจากศาสนา แต่ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีน่ะ เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะแยกแยะออกว่าอะไรคือสิ่งที่จริงหรือไม่จริง"

อยู่อย่าง "ปลอดภัย"


อาจเป็นความโชคดีอาบีที่เลือกปฏิเสธไปตั้งแต่ต้น แต่สำหรับคนที่เคย "พลาด" พวกเขาต้องใช้ทั้งความกล้าและความสามารถ กว่าจะพาตัวเองออกมาจากขบวนการนั้นได้


"เขากลับบ้านมาทีไรก็มาร้องไห้ มาหลบๆ ซ่อนๆ ไม่อยากกลับไป เราก็สงสารเขา พยายามช่วยทุกทาง" นิเด๊ะ อิแตแล ประธานสตรีอำเภอยะหา จังหวัดยะลา เล่าถึงหลานชาย


เธอบอกว่า หลานชายของเธอถูกชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการเมื่อนานมาแล้ว แต่เป็นการไปกับเพื่อนที่ไว้ใจ จึงไม่ได้ฉุกคิดถึงในแง่ที่ไม่ดี แต่พอเข้าไปอยู่ในขบวนการ เข้าไปอยู่ในระบบความคิดและการกระทำที่รุนแรง ทำให้หลานชายของนิเด๊ะตัดสินใจ "หนี"


"ชาวบ้านก็ไม่รู้ เราเองก็ไม่รู้ จนเจ้าหน้าที่ไปล้อมจับ เรายังงงว่า จริงเหรอ เพราะปกติเขาเป็นเด็กดี เป็นเด็กเรียนดี เจ้าหน้าที่ก็สืบสวนที่มา ตอนนั้นชาวบ้านเริ่มกลัวแล้ว เพราะเขากลับมา ทหารก็มาล้อม กลัวทั้งทหาร กลัวทั้งฝ่ายโน้น(ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ) ถ้าฝ่ายโน้นตามมาต้องเอาเราทั้งครอบครัวแน่เลย จนสุดท้ายเราให้ความมั่นใจกับหลานว่าจะดูแลให้เขาปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ เขาถึงออกมาอย่างเต็มตัว ตอนนั้นเราเองก็กลัวนะ ไม่รู้ว่าทางฝ่ายโน้นจะออกมาจัดการเราเมื่อไร แต่ดีที่มีหน่วยงานมาดูแลเรา โดยเฉพาะอำเภอกับหน่วยงานในหมู่บ้าน ทำให้เราสบายใจ"

ด้าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ประกาศชัดอย่างลูกผู้ชาย ต่อหน้าผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านจำนวน 143 คน ที่เดินทางมาร่วมงานแสดงตน ณ โรงเรียนยะหาศิรยานุกูล อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ว่า จะขอดูแลความปลอดภัยของทุกคนอย่างถึงที่สุด

"ผมขอโทษพวกเราทุกคนถ้าหากที่ผ่านมาทำให้พี่น้องทุกคน ทำให้ญาติพี่น้องทุกคนไม่สบายใจ ในสิ่งที่เราทำทั้งหมดในกี่ร้อยปีมาแล้วก็ตาม ผมขอโทษทั้งหมด"


นั่นไม่ใช่การ "ซื้อใจ" แต่เป็นการแสดงความ "จริงใจ" ทั้งยังเพิ่มความ "มั่นใจ" ให้กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกว่า


"ผมได้สั่งการไปแล้วว่าเราจะต้องดูแลในส่วนนี้ให้ดี ได้ประสานไปยัง ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้) ดูสิว่าจะดูแลกันอย่างไรให้เขากลับมายืนอยู่ในสังคมให้ได้ ทางกฎหมายเราก็ดูเพื่อความยุติธรรม ต้องเข้าใจว่ามันมีขั้นตอน แต่เราก็พยายามหาวิธีการให้มันเร็วที่สุด"


อย่างไรก็ดี ความสงบสุขไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนเพียงกลุ่มเดียว ผู้บัญชาการทหารบกจึงเอ่ยขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ทำความเข้าใจ เชื่อมั่น และมีศรัทธาซึ่งกันและกัน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นทางของความสงบที่แท้จริง


"เราไม่ได้มุ่งหวังมาทำร้าย เรามาแก้ปัญหา ทำยังไงจะเลิกการต่อสู้ ผมอยากจะใช้คำว่า มันไร้สาระ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องมาทุ่มเททรัพยากร หรืองบประมาณมากมายเพื่อสิ่งนี้ เราน่าจะเอามาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ของเราได้มากกว่า ทหารก็รอวันกลับบ้านเหมือนกัน แต่สถานการณ์ยังไม่เรียบร้อยในทุกพื้นที่ ก็หวังว่าด้วยความร่วมมือของทุกๆ คน ทั้งคนในพื้นที่ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และทุกๆ คน จะนำสันติสุขมาสู่ด้ามขวานของเราอย่างยั่งยืน"


คงไม่มีใครอยากอยู่โดยมี "หมาย" ที่คล้ายเป็น "ตราบาป" ติดตัวไปตลอดชีวิต เมื่อมีเข็มทิศชี้ทางสว่าง "พวกเขา-คนเห็นต่าง" ก็น่าจะตัดสินใจ "กลับบ้าน" ได้ง่ายขึ้น