หมดยุคบุกยึดแท่นพิมพ์ เผด็จการดิจิทัลเขามีกลเม็ดเด็ดปีกพิราบแบบเนียนๆ จนหลายคนอาจหลงเข้าใจผิดว่านี่คือประชาธิปไตยที่แท้จริง
ว่าเฉพาะกรณีดัง ไล่มาตั้งแต่ ชัย ราชวัตร การ์ตูนนิสต์รุ่นครูแห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถูกนายกรัฐมนตรีฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทจากข้อความที่สุดแต่จะตีความ
ตามมาด้วยการถูกเชิญไปให้ปากคำของบรรณาธิการข่าวการเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หลังโพสต์ข้อความส่อนัยปฏิวัติ ชวนขนหัวลุกให้กับฝ่ายความมั่นคง
กระทั่งกรณีล่าสุด เมื่อ กสทช. ยื่นฟ้อง ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากแสดงความคิดเห็นคัดค้านการที่กสทช. ขยายสัมปทานคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ให้ธุรกิจเอกชนอีก 1 ปี แทนที่จะนำคลื่นที่หมดสัญญาออกประมูล
มองผ่านๆ อาจเข้าใจว่านี่เป็นปรากฏการณ์แสนธรรมดาในการใช้ช่องทางตามกฎหมาย แต่ถ้าติดตามกันแบบไม่กะพริบตาจะเห็นสัญญาณแปลกๆ ของความพยายามรูดซิบปากสื่อหัวดื้อทั้งหลาย
ไม้แข็ง : กฎหมาย
แม้การฟ้องร้องเอาผิดกับสื่อและนักวิชาการครั้งนี้ จะเริ่มต้นจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) 4 คน โดยให้เหตุผลว่า "เป็นการใช้สิทธิที่พึงมีตามกฎหมาย" แต่การดำเนินการในนามสำนักคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากมายถึงความเหมาะสม
ไม่เว้นแม้แต่ "คนใน" ที่ตั้งข้อสังเกตว่า บทบาทของ กสทช.ในฐานะองค์กรกำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ควรเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมสนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร หาก กสทช.เห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพใดเกินกว่าขอบเขตที่เหมาะสม ก็มีสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะ หรือใช้มาตรการอื่นๆ แทนการฟ้องร้องดำเนินคดีได้
"การฟ้องร้องคดีทางอาญาเช่นนี้ ขัดต่อสายตาของโลกยุคใหม่ที่มองว่าเป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองทั้งในปฎิญญาสากลและในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การกระทำเช่นนี้ทำให้ กสทช.เสื่อมเสียยิ่งกว่าการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการดำเนินการอื่นๆ"
เรียกว่า ถึงจะมีสิทธิตามกฎหมาย แต่อาจไม่สง่างามในทางสังคม เรื่องนี้นักกฎหมายอย่าง อ.สาวิตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทัศนะระหว่างการเสวนาหัวข้อ “เสรีภาพการตรวจสอบกับราคาที่ต้องจ่าย” ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าในมุมหนึ่งนี่คือความย้อนแย้งของกฎหมาย
"ถึงแม้ว่ากฏหมายไทยจะอนุญาตให้คนธรรมดาหรือนิติบุคคลฟ้องคดีใครก็ตามที่น่าจะทำให้เราเสียหายได้ แต่ว่าด้วยสถานะขององค์กรอิสระในปัจจุบัน ทำให้เกิดคำถามว่า แม้จะใช้สิทธิได้ แต่ควรจะใช้สิทธิไหม ตอนนี้ชุดกฏหมายหมิ่นที่ กสทช. ใช้อยู่คือมาตรา 326 กับมาตรา 328 ซึ่งว่าด้วยการหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ในลักษณะที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ในกฏหมายมาตรา 326 ก็จะมีมาตรา 329 อีก เพื่อที่จะบอกว่าแม้เป็นการหมิ่นประมาท แต่ถ้าเป็นการกระทำโดยสุจริตก็ไม่ต้องรับผิด ฉะนั้นมันจึงเกิดความย้อนแย้งเกิดขึ้นมามากมาย"
"ประเด็นคือ องค์กรอิสระในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กสทช. เป็นองค์กรที่อิสระต่อรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากการตรวจสอบ ทีนี้ในการดำเนินนโยบายสาธารณะ ถามว่าจะมีกลไกอะไรที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบองค์กรอิสระได้ คำตอบก็คือภาคประชาชน นักวิชาการต่างๆ ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้ตรวจสอบด้วย"
ในความเห็นของนักกฎหมายท่านนี้ แม้กรณีของผู้ถูกฟ้องทั้งสองจะถือเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อเท็จจริงโดยสุจริตภายใต้บทบาทของนักวิชาการและสื่อมวลชนได้ แต่ผลของการดำเนินการอาจไม่ใช่แค่การแพ้ชนะในคดีเท่านั้น
"กฏหมายในลักษณะนี้มันเหมือนกับไปปิดกั้น หรือเป็นการข่มขู่ประมาณว่าอย่าวิจารณ์นะ ถ้ามองในมุมของ กสทช. สี่ท่านว่า ฉันก็เป็นคน ๆ หนึ่ง มีความอดกลั้นแค่นี้แหละ เราก็ต้องบอกเขาว่า ถ้าคุณมีความอดทนอดกลั้นในระดับของคนปกติ คุณกลับไปนอนเลี้ยงหลานอยู่บ้านดีกว่า อันนี้พูดตรงๆ ก็คือว่าไม่ต้องอาสาทำเรื่องที่มันมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะ เบื้องต้นจึงขอตอบว่าโดยหลักกฏหมายแล้วทุกคนใช้สิทธิได้ แต่ว่าในเรื่องของความคาดหวังหรือความอดทนอดกลั้นที่ควรจะมี ในระดับขององค์กรสาธารณะควรจะมีมากกว่า การทำแบบนี้มันจึงเป็นลักษณะข่มขู่คุกคามว่าคุณอย่าพูด คุณอย่าวิจารณ์เขา"
ดังนั้นไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ สื่อทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กต่างก็ต้องหวาดหวั่นกับท่าทีแบบนี้ สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผู้จัดการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์ ในฐานะสื่อมวลชนผู้มากประสบการณ์ เสนอให้สังคมย้อนกลับไปดูที่จุดตั้งต้นว่า องค์กร กสทช. เกิดขึ้นเพราะแนวคิดเรื่องการปฏิรูปสื่อ มีความประสงค์เพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรม และลดความเลื่อมล้ำทางสังคม จึงมีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทรัพยากรส่วนนี้ได้
"สิ่งที่ กสทช. กำลังทำครั้งนี้ในการฟ้องสื่อเพื่อที่จะกล่าวหาว่าเขาหมิ่นประมาทเป็นการทำลายระบบในการกำกับกันเองของสื่อ ซึ่งก็คือการทำลายภารกิจหลักของคุณ"
มองในมุมกลับ หากต้องการแค่เสนอความจริงอีกด้าน วิธีการที่ง่ายกว่า น่าจะเป็นการร้องเรียนไปยังไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นองค์กรสื่อสาธารณะที่มีมาตรการในการกำกับดูแลตนเอง ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และขอพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลจากฝ่าย กสทช. หากไม่ได้รับการตอบรับ จึงค่อยดำเนินการฟ้องร้อง
"ทำไมไม่เลือกช่องทางนี้" สุวรรณา ตั้งคำถาม "ตอนนี้ดิฉันได้รับผลกระทบด้วย คือทั้งหวาดกลัวและหวาดหวั่น"
ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นที่การฟ้องคดีโดยมีนัยเพื่อปิดปากสื่อ กลายเป็นปัจจัยคุกคามเสรีภาพในการแสดงความเห็น กายาทรีย์ เวนกิตสวารัน ผู้อำนวยการบริหารเครือข่ายสมาคมผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้า (SEAPA) กล่าวว่า
"มันเป็นแนวโน้มในภูมิภาคนี้ที่ภาครัฐใช้กฎหมายดำเนินคดีกับสื่อและประชาชน เพื่อให้เสียงการวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงไป"
"ผลก็คือการสร้างบรรยากาศให้เกิดความกลัว ทำให้สื่อไม่ตั้งคำถาม ไม่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นการใช้การฟ้องร้องเพื่อจำกัดการทำงานของสื่อสารมวลชน ต่อไปแม้สื่อจะมีข้อมูลถูกต้องน่าเชื่อถือ เขาก็อาจไม่กล้ารายงานเพราะกลัว ตอนนี้การสร้างบรรยากาศความกลัวถือเป็นข้อห่วงใยทั่วโลก"
สำหรับกรณีของประเทศไทยที่ถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างบนเวทีนี้ เธอบอกว่าค่อนข้างแปลกใจตรงที่องค์กรซึ่งฟ้องร้องสื่อ กลับเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อเอง ซึ่งโดยหลักการแล้วน่าจะทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้านเหมือนกัน ก่อนจะทิ้งคำถามชวนคิดว่า
"ถ้าสื่อไม่ตรวจสอบองค์กรสาธารณะเหล่านี้ สังคมจะเป็นอย่างไร"
ไม้อ่อน : อุบายและเงินตรา
คนวงนอกอาจมองว่าการฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นวิธีที่ได้ผลชะงัดนักในการทอนกำลังของสื่อ แต่สำหรับข้อมูลวงใน อุบายและเงินตราน่ากลัวยิ่งกว่า แถมยังเป็นวิธีที่บางรัฐบาลมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
ผศ.รุจน์ โกมลบุตร คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. สรุปรูปแบบการแทรกแซงสื่อในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยไล่เรียงไว้ถึง 10 วิธี
อันดับแรกตรงไปตรงมา เรียกว่า 'การซื้อสื่อ' ถามว่าดูจากอะไร งานนี้ไม่ต้องซ่อนกล้อง หรือตรวจสอบบัญชี แค่วัดที่จำนวนโฆษณา
"จากการตรวจสอบโฆษณาในหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ เปรียบเทียบกันระหว่างไทยรัฐ เดลินิวส์ และหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ผมไม่ขอเอ่ยชื่อ แต่ทุกคนน่าจะเดาได้ เรียกว่าเป็น “หนังสือพิมพ์เอ็กซ์” ไทยรัฐมีโฆษณาจากภาคเอกชน 48 ชิ้น จากภาครัฐ 0 ชิ้น เดลินิวส์มีโฆษณาจากภาคเอกชน 18 ชิ้น จากภาครัฐ 1 ชิ้น และหนังสือพิมพ์เอ็กซ์ มีโฆษณาจากภาคเอกชน 8 ชิ้น จากภาครัฐ 7 ชิ้น เมื่อมีการซื้อสื่อขนาดนี้ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยที่มีเนื้อหาตรวจสอบรัฐบาลมาโดยตลอด กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง"
การสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวจนนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเอง ก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ได้ผล ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น การตัดจบละครเรื่องเหนือเมฆของช่อง 3 และกรณีการรายงานข่าวเรื่องบริษัท เควอเตอร์ ของรายการฮาร์ดคอร์ข่าวทางช่อง 5 ที่ถูกตัดกลางอากาศ
"วิธีที่สามคือ การฟ้องร้องหรือตั้งข้อหา เช่น กรณีคุณชัย ราชวัตร กรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ฟ้องหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับที่เขียนว่าเมา กรณีคุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ที่ถูกตำรวจ ปอท.เรียกไปสอบ และล่าสุดกรณี ดร.เดือนเด่น กับคุณณัฎฐา ที่ถูก กทค.ฟ้องร้อง"
'การสปินข่าว' วิธีการนี้ หลายคนจับพิรุธได้ตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯผู้พี่ ที่ใช้ข่าวการซื้อสโมสรลิเวอร์พูลกลบข่าวการอภิปรายไม่ไว้วางใจในปี 2547 ปีนี้ก็มีปรากฎการณ์แปลกๆ เกี่ยวกับข่าวเณรคำที่เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังมีการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ
"จากการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ผมสอนอยู่ พบว่าหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เล่นข่าวหน้าหนึ่งกรณีเณรคำน้อยกว่าหนังสือพิมพ์เอ็กซ์ ทั้งๆ ที่หนังสือพิมพ์เอ็กซ์เป็นหนังสือพิมพ์เชิงคุณภาพที่ควรจะเล่นข่าวเณรคำน้อยกว่า"
นอกจากนี้ยังมีเทคนิคตีมึน เช่น การหลีกเลี่ยงการอธิบายในสิ่งที่สังคมต้องการคำตอบของนายกรัฐมนตรี การโกหกของรัฐมนตรี เช่นในกรณี White Lie เรื่องตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงวิธีการสุดคลาสสิค อย่างการเลี้ยงดูปูเสื่อสื่อ ที่มีทั้งการพานักข่าวบางกลุ่มไปดูงานต่างประเทศ และกรณีอีเมลรั่ว ระบุถึงการให้เงินนักข่าว 4 คนเพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์พรรคเพื่อไทย รวมไปถึงการสร้างความหวาดกลัวให้กับแหล่งข่าวที่เป็นข้าราชการ ทำให้สื่อที่ต้องการตรวจสอบภาครัฐทำงานได้ยากขึ้นด้วย
"เช่นกรณีอธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาระบุว่ามีค่าสารตัวหนึ่งในน้ำทะเลเกินมาตรฐาน แต่หลังจากนั้นก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ไปเตือนอธิบดีท่านนี้ ทำให้ไม่มีการแถลงข่าวอีก หรือกรณีนางสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่ในที่สุดไม่สามารถพูดเรื่องตัวเลขขาดทุนจำนำข้าวได้" อ.รุจน์ ยกตัวอย่าง
แต่ที่น่ากังวลกว่านั้น คือการที่รัฐบาลนี้ไม่สามารถยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับนักข่าว ไม่ว่าจะเป็นกรณีแกนนำเสื้อแดงข่มขู่นักข่าวช่อง 7 กรณียิงศูนย์ข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ยิงป้อมยามหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยิงรถข่าวของหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ และกรณียิงบ้านบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ส่วนข้อสุดท้ายที่นักวิชาการคนนี้เสนอให้สังคมจับตามองก็คือ ประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น
"ผมถือว่าเป็นข่าวร้าย เพราะมีข้อหนึ่งระบุว่า ถ้านำเสนอข่าวที่มีคู่ขัดแย้ง จะต้องให้มีคู่ขัดแย้งมาให้ข้อมูลด้วย ถ้าประกาศนี้บังคับใช้ สมมุติภาคประชาชนบอกว่าขอตรวจสอบการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ถ้า ปตท.ไม่ออกพูด เรื่องนี้จะนำเสนอไม่ได้เลย เพราะคู่กรณีไม่พูด แบบนี้จะทำให้สื่อทำงานไม่ได้เลย"
กลายเป็นว่าภายใต้ฉากใหญ่ของประชาธิปไตย 'สื่อมวลชน' ถ้าไม่ถูกเด็ดปีก ก็เดินเข้าไปอยู่ในกรงทอง เสียงของตรวจสอบจึงแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไร้คำตอบ...ใครจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน





