โทนี เบ็นเน็ตต์ พลังชีวิตในเสียงเพลง

โทนี เบ็นเน็ตต์ พลังชีวิตในเสียงเพลง

อนันต์ ลือประดิษฐ์ เขียนถึงการแสดงสดของ โทนี เบ็นเน็ตต์ ครั้งล่าสุด

นับจากการแสดงสดเมื่อกว่า 10 ปีก่อนของ โทนี เบ็นเน็ตต์ (Tony Bennett) บนเวทีของโรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน คงเป็นเรื่องยากสำหรับมิตรรักแฟนเพลงชาวไทย จะจินตนาการว่า การกลับมาเยือนไทยครั้งที่ 2 ของนักร้องเสียงบาริโทนนุ่มทุ้มคนนี้ จะเป็นเช่นใด เขายังถ่ายทอดเสียงร้องได้ดีอยู่หรือไม่

แต่สำหรับคนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของศิลปินคนนี้ คงพอรับรู้อยู่บ้างว่า แม้จะอยู่ในวัย 87 ปีแล้วก็ตาม แต่เจ้าตัวยังเปี่ยมด้วยไฟสร้างสรรค์เสมอ ดังปรากฏในระยะหลัง จากการได้ร่วมงานกับศิลปินรุ่นหลาน ในลักษณะ Collaboration ไม่ว่าจะเป็น “เลดี กากา” หรือ “เอมี ไวน์เฮาส์” นั่นพอบอกเป็นนัยได้ว่า เขายังสดและคงความร่วมสมัย

ด้วยบารมีของนักร้องชั้นนำ ผู้มีผลงานร่วมยุคร่วมสมัยเดียวกันกับบุคคลระดับตำนานอย่าง แฟรงค์ สินาตรา, ดีน มาร์ติน ฯ ดังนั้น ค่ำวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา ห้องรอยัลบอลรูมอันโออ่า ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ จึงดูแคบลงไปถนัดตา เมื่อคณะบุคคลระดับวีไอพี เกือบ 400 ชีวิต ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอนเสิร์ตการกุศล An Evening with Tony Bennett ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารายได้มอบให้แก่ มูลนิธิสยามบรมราชกุมารี เพื่อโรงเรียนจิตรลดา โดยมี สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานนี้

หลังจากอาหารเลิศรส 5 คอร์ส กับไวน์ฝรั่งเศส กรองครู คลาสเซ ระดับ premiers crus “ชาโต มูตอง ร็อธชีลด์” ปี 2001 ได้ผ่านพ้นไป ในที่สุด เวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง เมื่อพิธีกรนำเข้าสู่การแสดงบนเวที

เริ่มต้นด้วย opening act ของ อันโตนิยา เบ็นเน็ตต์ (Antonia Bennett) บุตรีของศิลปินระดับตำนาน ที่มาอุ่นเครื่องทุกคน ด้วยเสียงร้องใสๆ ของเธอ ผ่านเพลงสแตนดาร์ด และเพลงป๊อปสั้นๆ

อันโตนิยา เริ่มจาก Too Marvelous , Taking A Chance ตามด้วยบทประพันธ์ของ เกิร์ชวิน Embraceable You โดยมีเพลง Lucky Guy ต่อเนื่องด้วย Sail Away และมีเพลง From This Moment On เป็นเพลงปิดท้าย

จากนั้น โทนี เบ็นเน็ตต์ ปรากฏตัวขึ้นทางด้านซ้ายของเวที เปียโนนำเข้าอินโทร.สู่เพลง Watch What Happens ตามต่อด้วย They All Laughed และ Maybe This Time จากนั้นเร่งเร้าขึ้นด้วยเพลง I Got Rhythm ของ เกิร์ชวิน

คืนนั้น โทนี เบ็นเน็ตต์ หอบเอาบทเพลงสแตนดาร์ดมาเป็นจำนวนมาก ด้วยการนำเสนอบทเพลงอย่างสั้นๆ เขาอาจจะร้องเพียงคอรัสเดียว แล้วก็เปลี่ยนหรือเชื่อมต่อไปสู่เพลงใหม่ หรือหากจะเปิดทางให้นักดนตรีได้อิมโพรไวส์บ้าง ก็เพียงคนละครึ่งถึงหนึ่งคอรัสเท่านั้น ทำให้เพลงส่วนใหญ่มีความยาวประมาณ 2 นาทีเศษๆ

เป็นที่สังเกตว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้ แตกต่างจากคราวที่แล้ว ซึ่งบรรเลงในฟอร์มแมท “ทริโอ” นำโดยนักเปียโน ราล์ฟ แชรอน แต่ในคราวนี้ โทนี เบ็นเน็ตต์ มาพร้อมกับวงควอร์เทท มีนักดนตรีชั้นนำ ประกอบด้วย ลี มูสิเกอร์ ในตำแหน่งเปียโน, มาร์แชล วูด ในตำแหน่งเบส , เกรย์ ซาร์เจนท์ ในตำแหน่งกีตาร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อาวุโส แฮโรลด์ โจนส์ ในตำแหน่งกลอง ซึ่ง โทนี เบ็นเน็ตต์ ได้ยกย่องให้เกียรติและอ้างคำกล่าวของ เคานท์ เบซี นายวงบิ๊กแบนด์ยุคสวิง ว่า นี่คือมือกลองคนโปรดของ เบซี เลยทีเดียว

เจเรมี มอนแทโร นักเปียโนชื่อดังชาวสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วย วิเคราะห์ในมุมมองของนักดนตรีว่า นับเป็นแนวคิดที่ชาญฉลาดของ โทนี เบ็นเน็ตต์ ในการปรับเปลี่ยนวงดนตรีใหม่ โดยเลือกใช้วงดนตรีที่มีพลังมากขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยของมือกลอง ซึ่งได้ช่วยถนอมพลังในการร้อง และทำให้การแสดงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างน่าทึ่ง

จาก Sing Your Sinners ตามต่อด้วย Oldfriends ที่ อันโตนิยา ออกมาร้องดูเอ็ท และเต้นคู่กับคุณพ่อของเธอ ต่อด้วย Steppin’ Out with You , But Beautiful จากนั้น โทนี สะกดผู้ฟังทั้งฮอลล์ให้นั่งนิ่งสดับฟังอย่างซาบซึ้ง ด้วยเสียงร้องเปลือยๆ ของเขา ที่แอคคอมพานีด้วยกีตาร์ ในเพลง The Way You Look Tonight จนครบคอรัสก่อนที่เปียโน เบส กลอง จะนำเข้าสู่ชีพจรสวิงอันดีดดิ้นและมีชีวิตชีวา

บรรยากาศเข้มข้นขึ้น ในเพลงสนุกอย่าง Just In Time ต่อด้วยเพลงเศร้าที่ โทนี บอกว่านี่คือเพลงแรกๆ ที่เขามีโอกาสได้บันทึกเสียง นั่นคือ Boulevard of Broken Dreams ตามด้วย The Good Life , Once Upon A Time และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง The Shadow of Your Smile ที่เรียกเสียงฮือฮาสนั่นห้องบอลรูม

ในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต โทนี เบ็นเน็ต ยังมีเพลงที่หลายคนรอคอย ไม่ว่าจะเป็น One For My Baby ; For Once In My Life ; That Old Black Magic ตามด้วย I Left My Heart in San Francisco ที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุด

นักร้องอาวุโส เอ่ยถึงความภาคภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่ง ชาร์ลี แชปลิน นักแสดงที่มีชื่อเสียง เคยชื่นชมสิ่งที่ โทนี เบ็นเน็ตต์ ทำให้เพลง Smile ของเขา (เดิมเป็นเพลงบรรเลงในหนังเรื่อง Modern Times ปี 1936) กลับกลายมาเป็นเพลงอมตะ (ด้วยเสียงร้องของเขาเมื่อปี 1959)

จึงไม่ต้องแปลกใจ หาก Smile จะเรียกน้ำตาของผู้ชมที่ซาบซ่านด้วยความปีติยินดีกับความงดงามที่เขาถ่ายทอดได้อย่างจับใจ คอนเสิร์ตดำเนินต่อด้วย When You’re Smiling ทุกคนร่วมใจปรบมือ ก่อนจะลงเอยด้วย Fly Me to the Moon ซึ่ง โทนี เบ็นเน็ตต์ เซอร์ไพรส์ผู้ชมทุกคน ด้วยการวางไมโครโฟนลง แล้วร้องด้วยพลังเสียงสดๆ ที่ดังกังวานไปทั่วห้องบอลรูม

Fly Me to The Moon กลายมาเป็นบทสรุปของคอนเสิร์ตในค่ำคืนนั้น ที่ โทนี เบ็นเน็ตต์ ฝากความประทับใจเอาไว้ให้แฟนเพลงอย่างไม่มีวันลืม.... แม้ทางผู้จัดงานจะด่วนเปิดไฟเฮาส์เร็วไปสักหน่อย จนไม่มี “พื้นที่” เผื่อให้สำหรับการอังกอร์ ดังที่หลายคนปรารถนาจะได้ฟังก็ตาม.