เชื่อเถอะว่ามนุษย์มีศักยภาพ แม้ร่างกายจะไม่สมประกอบ แต่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้ แม้ใครจะไม่เชื่อว่าทำได้ แต่นักการศึกษาคนนี้บอกว่า ทำได้
แม้ปัจจัยแวดล้อม และต้นทุนชีวิตจะเป็นตัวผลักดันให้ชีวิตดีหรือเลว แต่เชื่อเถอะว่า ทั้งหมดอยู่ที่ความคิด ไม่ว่ารวยหรือจน ปกติหรือด้อยโอกาส หากคิดว่า ไม่เกินความสามารถ และทำอย่างจริงจัง ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค มันไม่ได้ยากเกินไป ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ผู้ริเริ่มโครงการ Art for All ได้ทำให้เห็นแล้วว่า มนุษย์มีศักยภาพสามารถทำในสิ่งที่หลายคนคิดว่าทำไม่ได้
อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักบริหารการศึกษาและครูบาอาจารย์ด้านศิลปะคนนี้ เชื่อเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดโครงการ Art for All เมื่อ 17 ปีที่แล้ว เขาเอาคนพิการทุกรูปแบบและคนปกติมาเรียนรู้ร่วมกัน โดยให้คนตาบอดทำหน้าที่เสมือนปาก-หู คนหูหนวกช่วยทำหน้าที่เป็นตา คนพิการร่างกายเป็นปัญญา คนปัญญาอ่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์เป็นเสมือนแขน-ขาให้กับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ผ่านการประสานของคนไม่พิการที่มีจิตเมตตา โดยใช้กระบวนการศิลปะทุกรูปแบบให้พวกเขาค้นหาตัวเอง ซึ่งอยู่ในค่าย Art for All จุดมุ่งหมายไม่ได้ต้องการสร้างศิลปินที่เก่งกาจ แต่ต้องการให้พวกเขาค้นหาพรสวรรค์ในตัวเอง....
ปัจจุบันอาจารย์ชาญณรงค์คิดถึงขนาดว่า จะทำหมู่บ้าน Art for All แม้งานในหน้าที่ผู้อำนวยการ สมศ. จะหนักหน่วง แต่สิ่งที่เขาไม่เคยลืมคือ การคิดโครงการต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาคนด้อยโอกาสทางสังคมอย่างเป็นระบบ และพยายามผลักดันให้เป็นรูปธรรม
ก่อนจะคุยเรื่อง Art for All อยากถามเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษาที่อาจารย์รับผิดชอบ ตอนนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง
สมศ.ทำหน้าที่สะท้อนผลการจัดการศึกษาให้รัฐบาล ผมก็เลยต้องกำหนดตัวบ่งชี้ เพื่อประเมินทุกระดับทั้งประเทศ ทั้งมหาวิทยาลัย อาชีวะ และระบบการศึกษาพื้นฐาน ในระบบและนอกระบบ ซึ่งเรื่องประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ในอดีตที่ผ่านมาสถานศึกษาไม่เคยถูกประเมิน และเมื่อก่อนไม่ได้ประเมินตามความพร้อม ทุกสถานศึกษาต้องถูกประเมิน นี่เป็นอีกเหตุที่สถานศึกษาที่ไม่พร้อมจะประเมิน ก็ต่อต้านรู้สึกว่า สมศ.สร้างภาระให้ทำงานเอกสารมากขึ้น ซึ่งหน้าที่สำคัญก็คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจให้สถานศึกษาว่าตรงนี้เป็นคุณ เป็นเครื่องมือในการพัฒนา
ผมก็พยายามปรับเครื่องมือในการประเมินระบบการศึกษาใหม่ แบบเก่าจะเป็นลักษณะส่วนกลางกำหนด ผมก็เลยปรับปรุงหลายมิติ ทั้งการใช้อัตลักษณ์ ในที่นี่คือ คุณลักษณะผู้เรียน ซึ่งแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน และเอกลักษณ์ เน้นเรื่องความเชี่ยวชาญสถานศึกษา อย่างมหาวิทยาลัยเมื่อก่อนก็ยังมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เดี๋ยวนี้ทุกมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญไปหมดทุกเรื่อง ตอนนี้การศึกษากลายเป็นธุรกิจ เครื่องมือของธุรกิจคือการแข่งขัน ทำให้คุณค่าสินค้าดีขึ้น การแข่งขันทำให้ราคาถูกลง ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ถามว่า การศึกษาถ้าเกิดการแข่งขัน มันเหมาะไหม
เปลี่ยนวิธีการประเมินการศึกษาอย่างไร
มหาวิทยาลัยเก่าก็ได้เปรียบมหาวิทยาลัยใหม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ผมก็พยายามพลิกกลับพยายามสร้างห่วงโซ่คุณภาพ แทนที่ให้แข่งขันกัน ก็ให้แข่งกันทำความดี แข่งกันช่วยคนอื่น ขณะนี้เป็นโครงการวิจัยเรียกว่า 1 ช่วย 9 นั่นหมายความว่าสถานศึกษาที่ได้ผลประเมินดีมากในรอบที่ผ่านมา ไปช่วยอีก 9 แห่งที่ได้ผลประเมินต่ำกว่าให้พัฒนา หลังจากลุกขึ้นมาทำ ก็ติดปัญหางบประมาณ ผมก็เลยทดลองเปลี่ยนมิติใหม่ นำความคิดสร้างสรรค์มาใส่ คือ ก้าวข้ามปัญหาอุปสรรค โดยการกำหนดเป็นโครงการ ไม่ใช้งบประมาณ เป็นระบบอาสาสมัคร หนึ่งแห่งที่ช่วย 9 แห่งต้องพร้อมจริงๆ ทั้งความรู้ บุคลากร ฐานะ ถึงจะช่วยคนอื่น ซึ่งตรงนี้ต่างชาติสนใจมาก ปลายเดือนนี้ผมต้องไปนำเสนอที่ประเทศอังกฤษ เขาก็สงสัยว่าไปตั้งฟรี แล้วคนก็ยังช่วย แล้วเกิดคำถามว่า ใครจะมาช่วย ไม่มีงบประมาณ
ทำได้มากน้อยเพียงใด ?
เอาพี่มาช่วยน้อง เอาคนรวยมาช่วยคนจน เอาเพื่อนมาช่วยเพื่อน รุ่นแรกเราประกาศไป 9 แห่ง มีคนสมัครมาช่วยหลายมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็น 9 แห่งที่แน่มาก ตอนนี้ก็เกือบพันแห่ง ถามว่าทำอย่างนี้ได้ผลไหม ซึ่งเราทำวิจัยอยู่ก็เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ การจัดคู่ให้ได้ พอได้เก้าเสร็จ ก็ต้องไปดูว่าปัญหาของเก้าแต่ละแห่งคืออะไร อาจจะไม่เหมือนกัน อย่างบางแห่งมีปัญหาขาดครู บางแห่งมีปัญหาผลสัมฤทธิทางการเรียนตกต่ำ บางแห่งมีปัญหาอาคารสถานที่ บางแห่งมีปัญหางบประมาณ เพื่อให้เกิดห่วงโซ่คุณภาพ
อย่างโรงเรียนทั้งประเทศสามหมื่นกว่าโรงเรียน มีหมื่นสี่พันกว่าโรงเรียน ครูไม่ครบชั้น นั่นเป็นปัญหาว่าจะผลิตนักเรียนมาสู่มหาวิทยาลัยอย่างไร ถ้าไม่รีบดูแลตั้งแต่รากฐาน แล้วอุดมศึกษาจะเติบโตอย่างไร ถ้ามหาวิทยาลัยจะโก้อินเตอร์ ต้องดูแลในบ้านให้พร้อมก่อน รัฐบาลไทยลงทุนเรื่องการศึกษาติดท็อปไฟส์ของโลก นั่นแสดงว่า เงินอย่างเดียวไม่ได้ช่วย แล้วเงินต้องมาพร้อมอะไร ความรับผิดชอบ การบริหารจัดการ ไม่อย่างนั้นถมเงินลงไปอีกไม่ได้ช่วย
จะแก้ปัญหาการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ไม่อย่างนั้นคุณภาพคนในระบบมหาวิทยาลัยก็มีปัญหาตามไปด้วย ?
การประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งผมเคยทั้งเป็นผู้รับประเมิน ไปประเมิน และกำหนดนโยบายการประเมิน ผมมองว่า ความคิดสร้างสรรค์สำคัญมาก และเป็นคุณลักษณะของคนในศตวรรษที่ 21 การเรียนเป็นคุณก็จริง แต่อาจเป็นโทษในเวลาเดียวกัน ถ้าเรียนแล้วจมอยู่ในกรอบ ผมว่าอันตราย คนไปเรียนหนังสือต่างประเทศ กลับมาประเทศก็ถ่ายทอดเลยเหมือนซื้อมาขายไป นี่อันตราย อันตรายเพราะอะไร บางครั้งความรู้ที่นำเข้ามาเก่าแล้ว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก หรืออาจจะใช้ได้อยู่ แต่ไม่เข้ากับวัฒนธรรมบ้านเรา จริงๆ ผมยังชอบคำไอสไตน์ที่บอกว่า ผลของการจัดการศึกษาก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา หลังจากเราลืมทุกอย่างที่เราเรียนไปหมดแล้ว
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราไม่อาจหนีกรอบที่คนในสังคมวางในโลกใบนี้ได้ ?
ถามว่าผมติดอยู่ในกรอบไหม มันหนีไม่พ้นกรอบของประเพณี วัฒนธรรม ความคิด กรอบทฤษฎี เพียงแต่ผมเป็นคนที่เวลาคิดอะไรจะคิดหมดทุกด้าน ด้านไหนเหมาะสมกับใคร ถ้าเอาแนวคิดฝรั่งมาใช้ทันที มันไม่ได้ เพราะสังคมบ้านเราไม่ใช่สังคมการประเมิน เราเป็นสังคมการประมาณ สภาพสังคมไทยมีฐานข้อมูลไหม ธรรมชาติของคนไทยมีการจดบันทึกไหม น้อยมาก วกกลับมาความคิดสร้างสรรค์ ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญต้องลุกขึ้นมาสอน ไม่อย่างนั้นไทยจะแพ้ต่างชาติตลอดเวลา
อย่างเวลานี้ปลูกยางกว่าจะกรีดได้ แล้วกิโลละร้อยบาท ผมว่าถูก ถ้าผมมีอำนาจจะบอกว่า เก็บไว้อย่าขายเลย เราน่าจะเป็นมหาอำนาจ เพราะเราเป็นแหล่งวัตถุดิบ แต่กลายเป็นว่าเราต้องไปอ้อนวอนขายยาง ถ้าเราไม่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสินค้า ทำไมไม่เชิญประเทศต่างๆ เข้ามาตั้งเทคโนโลยีในประเทศ จะได้ไม่ต้องขนส่งยางดิบไปต่างประเทศ ผลิตกันที่ภาคใต้ เทคโนโลยีก็ยังอยู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เราต้องคิดให้ต่างไปจากเดิม เพราะเราคุ้นกับระบบเดิมๆ ผลก็ออกมาเหมือนเดิม เวลาทุกคนเรียนจากรูปแบบเดียวกัน เราก็จะเห็นสูตรคิดแบบนี้ บางทีเราต้องคิดอะไรตรงข้ามจากที่เป็นอยู่ เมื่อคิดเสร็จต้องเป็นความคิดที่ทำได้ด้วย ส่วนใหญ่พอคิดแล้ว ลุกขึ้นมาทำไม่ได้ เพราะไม่มีงบ คน สถานที่ ผมก็เลยกำหนดปรัชญาชีวิตตัวเองว่า ก้าวข้ามขีดจำกัด
มนุษย์จะก้าวข้ามขีดจำกัดได้อย่างไรคะ
มนุษย์เรามีข้อจำกัดหมด บางคนมีข้อบกพร่องในการมองเห็น บางคนมีข้อบกพร่องทางการสื่อสาร บางคนคิดเก่ง สื่อเก่ง บางคนมีข้อบกพร่องทางความคิด เพราะฉะนั้นต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นเพื่อบรรลุผลให้ได้ ผมคิดว่าศิลปะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกวิชาชีพ แก่นของศิลปะคือความคิดสร้างสรรค์และสุนทรียะ อะไรที่ทำให้ผมคิดถึงการก้าวข้ามขีดจำกัด ผมเคยเป็นเด็กค่ายพัฒนาชนบท เห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม คนที่ไม่มีกับคนมี คนที่เกิดในสถานะที่พร้อมได้เปรียบมากเลย แต่บางคนที่พ่อแม่ร่ำรวยล้มเหลวก็เยอะ ในขณะที่บางคนขาดมากเลยกลับประสบความสำเร็จ ทุกอย่างอยู่ที่ความคิด มันแพ้ชนะกันที่ความคิด
ได้วิธีคิดแบบนี้มาจากไหนคะ
ตอนเด็กๆ สมัยอยู่ต่างจังหวัด แม่ผมจะชี้ตัวอย่างดีๆ ของบ้านใกล้เรือนเคียง แม้พวกเขาจะมีฐานะธรรมดาแต่ประสบความสำเร็จ ผมก็ได้คิดว่า คนที่ฐานะทางสังคมด้อยกว่า กลับมีแรงขับที่สูงกว่าคนที่พร้อม ซึ่งพ่อแม่อ้อนวอนให้เรียนหนังสือ ในขณะที่อีกบ้านพ่อแม่อยากจะให้ออกจากการเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงาน มันเกิดความกระหายอยากเรียน ผมก็ใช้วิธีนี้สอนลูกให้กระหายอยากเรียน ไม่อย่างนั้นก็นั่งจ้ำจี้จ้ำไช้กันไป สมัยเด็กๆ พ่อแม่ผมจะซื้อของเล่นให้ก็ได้ แต่ไม่ซื้อ เขาให้ผมทำเอง ผมก็อยากเอาวิธีการแบบนี้มาใช้ประเมินเด็กทั่วประเทศ พี่ทำของเล่นให้น้อง น้องทำของเล่นเอง อยากได้เรือก็มานั่งเหลาไม้ ผมยังจำได้ว่า โต๊ะทำการบ้านของผม ผมตอกตะปูเอง หมดเป็นโลๆ (หัวเราะ) ความคิดสร้างสรรค์สำคัญนะ
ครอบครัวมีส่วนในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ?
น่าจะ และการเรียนศิลปะซึ่งเป็นวิชาที่ทำให้เราคิดต่าง เพราะฉะนั้นศิลปินส่วนใหญ่จึงมีโลกส่วนตัวสูง คุยกับใครไม่รู้เรื่อง เพราะธรรมชาติถูกสอนให้คิดต่าง ไม่อยากทำซ้ำเหมือนคนอื่น จริงๆ ทุกวิชาส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้ แต่ศิลปะมันชัดเจน ให้คิดต่าง ต้องกลับมาประยุกต์ใช้กับชีวิตและงาน
ในแง่การก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนคนปกติ อาจารย์ใช้วิธีการอย่างไรในการพัฒนาคน
เมื่อเขาเกิดมาพิการ แล้วเราไม่มีหนทางพัฒนาเขาหรือ ถ้ามองว่า เด็กพิการเกิดมาใช้กรรมก็จะถูกทอดทิ้ง แล้วใช้กรรมสองลักษณะคือ ทิ้งเด็กเลย กลัวและอายคนในสังคม และอีกอย่างคือ เก็บเด็กพิการไว้หลังบ้านไม่ให้ใครรู้ อย่างคนเป็นใบ้ แทบจะไม่มีอะไรต่างจากเราเลย ตาบอดก็แค่มองไม่เห็น อย่างอื่นปกติหมด หรือปัญญาอ่อน แขนขาก็ยังสมบูรณ์อยู่ ผมก็นั่งมองว่าทำอย่างไรที่จะช่วยเด็กไม่ให้เป็นภาระของครอบครัวและสังคม เคยมีคนบอกว่า คนเหล่านี้อ่อนไหวต้องมีความรู้เฉพาะ ถึงจะช่วยเขาได้ สิ่งเหล่านี้ก็เลยทำให้ผมเข้าไปช้า
จนวันหนึ่งเมื่อ 19 ปีที่แล้วด้วยความที่เป็นเด็กติดค่าย ลุกขึ้นมาจัดค่ายเพราะรู้สึกว่า ค่ายเป็นห้องเรียนที่มีชีวิต เพราะห้องเรียนที่เราเรียนอยู่น่าเบื่อมาก อาจารย์เดินเข้ามาสอน เสร็จแล้วเดินออกไป แต่ในค่ายคนได้เรียนรู้ 24 ชั่วโมง เราเชิญครูอาจารย์เก่งๆ มารวมกัน ในขณะที่ห้องเรียนเราเจออาจารย์คนสองคน ค่ายเป็นห้องเรียนที่เป็นการเรียนรู้แบบเพลิดเพลินไม่น่าเบื่อ พอผมลุกขึ้นมาจัดค่ายเอง ก็จัดให้เยาวชนทั่วไป ตอนหลังก็ไปจัดค่ายอาเซียน ซึ่งตอนนี้ก็หมุนเวียนเป็นเจ้าภาพ พอทำตรงนั้นเสร็จ ผมก็คิดว่า ถึงเวลาที่เราจะเปิดให้เด็กพิการมีโอกาส
จนเป็นที่มาของค่าย Art for All ?
จุดแรกที่ทำคือ เอาคนไม่มีแขนมีขามาวาดรูปด้วยปากด้วยเท้า ก็คิดแบบสุนทรียะ ถ้าคนร้อยคนมาวาดภาพกลางสนาม มันสวยมาก เมื่อคิดแบบนั้น ก็มีเสียงบอกว่า คนหูหนวก คนตาบอดก็อยากมา แม้ตาบอดจะวาดรูปไม่ได้ แต่ปั้นได้ ผมก็ใจอ่อนรับ พอเสร็จแล้ว ก็เหลือพวกปัญญาอ่อน ตอนนั้นผมบอกว่าไม่รับ ผมกลัวมาก แต่ทุกคนก็บอกว่า ปัญญาอ่อนน่ารัก บอกให้ทำอะไร ก็ทำ ผมก็เลยรับ พอรับก็เลยกลายเป็น Art for All มีคนสี่ประเภทที่พิการ ผมก็คิดว่า มีคนหนึ่งนำทางคนตาบอด อีกคนดูแลคนหูหนวก อีกคนเข็นวิลเชอร์ และอีกคนดูแลคนปัญญาอ่อน แล้วเอาคนวัยเดียวกันไม่พิการมาเติม กลายเป็นห้าคน “ตา หู แขน ขา ปัญญา ใจ” 5 คนรวมเป็นหนึ่งอัจฉริยะ
ในช่วงเริ่มแรกมีคนคัดค้านไหม
มี หลายคนบอกว่า ผมกำลังทำผิด สองปีแรกผมล้มลุกคลุกคลาน ตอนนี้ทำมา 17 ปีแล้ว ผมเอาคน 5 ประเภทมารวมเป็นหลักสูตรเดียว ผมอยากถามว่า การแบ่งประเภทผู้เรียนตามวัย ตามความสนใจ ตามเพศ และในโรงเรียนเดียวกัน แบ่งเป็นห้องคิง ห้องควีน โรงเรียนคนพิการก็แบ่งอีกว่า บอดสนิท บอดไม่สนิท แบ่งแบบนั้นมันสอนง่าย แต่ผมว่ามันผิดธรรมชาติ ธรรมชาติมนุษย์เราต้องอยู่ด้วยกัน มีคนอ้วน คนผอม คนเก่ง คนไม่เก่ง ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผมไม่เห็นด้วยกับคัดแบ่งผู้เรียน มันทำให้คนเห็นแก่ตัว ทำให้เกิดการแข่งขันสูง
เมื่ออาจารย์ไม่เห็นด้วยแล้วจัดระบบอย่างไร
ผมได้พิสูจน์แล้วกับการเรียนรู้ร่วมกันของ 5 คนรวมเป็นหนึ่งอัจฉริยะ ผมคิดว่า ระบบการศึกษาที่เน้นที่ตัวอักษร ทำให้เด็กบางกลุ่มขาดโอกาส อย่างเด็กแอลดี (ภาวะการเรียนบกพร่อง) ยกตัวอย่าง จอร์จ โซลอส พุ่มพวง ดวงจันทร์ อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่อย่างอื่นอัจฉริยะ ในระบบมีเด็กอัจฉริยะที่ไม่ได้รับการพัฒนาให้ถูกทางอีกเยอะ เครื่องมือการสื่อสารของคนมันมากกว่าวรรณศิลป์และวรรณกรรม การสอบประเมินผลก็เช่นเดียวกัน แทนที่จะเป็นการเขียนบนกระดาษ จะใช้วิธีการสอบโดยใช้่เสียงตอบถามกันได้ไหม ถ้าได้..เด็กอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาเรียนได้อีกเยอะ หรือจะสอบเป็นภาพได้ไหม
แนวคิด 5 คนรวมเป็น 1 อัจฉริยะ ใช้วิธีการเรียนรู้อย่างไร
ที่น่าสนใจคือ เกิดสภาวะสะเทือนใจ ฝรั่งไม่มีแบบนี้ คนพิการที่ไม่มีนิ้วห้านิ้ว เป็นขอทานเข้ามาอยู่ในค่าย ไปเห็นคนที่ไม่มีแขนข้างหนึ่ง คนไม่มีแขนสองข้าง คนไม่มีแขนและขา เขาก็เลยทำอะไรได้หมด เปลี่ยนความคิดเลยแทนที่จะพึ่งพา ก็เลยช่วยตัวเองและเป็นที่พึ่งให้คนอื่น เกิดการแข่งขันทำความดี และพวกอาสาสมัครก็ได้เห็นศักยภาพคนพิการ เลยลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันหมด เกิดการพัฒนา เพราะการศึกษาไทยต้องการให้เยาวชนทำงานเป็นทีมเวิร์ค แต่ระบบไม่ได้ส่งเสริม แข่งขันกันตั้งแต่อนุบาล
ดังนั้น Art for All ทำทีมเวิร์ค เติมเต็มในศักยภาพซึ่งกันและกัน ไม่ได้มองว่าใครด้อย แต่ใครมีอะไรเด่นมาแชร์เพื่อน รูปแบบแคมป์เชิญครูบาอาจารย์ศิลปะทุกสาขามาได้หมด ผมก็ไปหางบ ไม่มีคนก็ชวนคน ไม่มีสถานที่ ห้องพักอาจารย์เล็กๆ ในคณะศิลปกรรม จุฬาฯ บางวันนิสิตมาช่วยกันทำงาน ยืนกันแน่นเพื่อเตรียมค่าย ปัญหาอุปสรรคมีทั้งนั้น แต่อย่าไปหยุดแค่นั้น ก็หาทางแก้ปัญหาตรงนั้น ทำให้บรรลุได้ เวลาเราจัดค่ายก็เอาศิลปะเป็นเครื่องมือทำให้เขาสื่อสารกันได้ เพราะArt for All เจตนาไม่ใช่แค่มาสร้างงานศิลปะ ห้าวันของเด็กๆ พวกเขาได้ทดลองว่า เขามีพรสวรรค์และชอบอะไร อันนี้คือหัวใจของการจัดการศึกษาอีกมิติ
วิธีการ Art for All ทำอย่างไร
ผมจัดให้เด็กทุกคนไปสัมผัสศิลปินดังๆ วาดเส้น ระบายสี ปั้นดิน แต่งเพลง ร้องเพลง เต้นรำ วนอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่หกโมงเช้ายันสี่ทุ่ม มีแม่ของเด็กบางคนบอกว่า เลี้ยงลูกมากว่าสิบปี ไม่เคยรู้เลยว่า ลูกเก่งทำนอง อัจฉริยะด้านนั้น เด็กคนนั้นก็ไปพัฒนาต่อ อย่างเด็กบางคนใช้สีได้ดีมาก วิธีการนี้เป็นการค้นหาแผนที่ชีวิตตัวเอง หาสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ อย่างน้อยๆ เด็กเหล่านี้จะมีงานศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่งเป็นเครื่องมือผ่อนคลายตัวเอง เพราะห้าวันไม่ได้ทำให้เขาเป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยมได้ แต่ทำให้เขาชื่นชมในศิลปะได้ ผมคิดว่า คนเราต้องทำในสิ่งที่ตัวเองรักและกระหายสิ่งนั้น จนเกิดทักษะชีวิต เข้าใจมนุษย์มากขึ้น ไม่ดูถูกคน และค่ายแบบนี้คนพิการก็รักตัวเองมากขึ้น ผมคิดว่าสำคัญมากในการรักตัวเอง ถ้าพูดแบบนี้กับคนปกติ พวกเขาจะไม่รู้สึก แต่คนพิการจะลำบากมาก ก็ต้องสอนให้รักตัวเอง
พันธกิจของ Art for All คืออะไร
ก็คือ การสร้างคุณค่าชีวิต จากค่ายเด็กด้อยโอกาส เราก็มีพันธกิจอีก เมื่อ 7 ปีที่แล้วสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งให้เอาแนวคิด Art for All ไปช่วยผู้ด้อยโอกาสอีกกลุ่มในเรือนจำ ท่านส่งทีมพระสหายมาร่วมทำงาน นักโทษที่ถูกขังลืม น่าจะไปช่วยทำค่าย และรับสั่งว่า เมื่อเป็นค่ายเสร็จก็เลิกไป จึงอยากให้มีห้องเรียนศิลปะในบางขวางทุกวันศุกร์ โดยเน้นนักโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิต และ Art for All ยังมีพันธกิจทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
ในยุคโลกาภิวัตน์ เสื้อผ้า หน้า ผมเหมือนกันหมด น่าเบื่อมาก ออสเตรเลียเหลือชนเผ่าเดียว ไม่ต่างจากนิวซีแลนด์ แต่ไทยมีหลายสิบเผ่า ม้ง เย้า ปกากะญอ อีกอ จีนฮ่อ ฯลฯ ถ้าผมมีอำนาจนะ ผมจะสั่งสงวนกระโปรงแม้ว อยากให้เป็นมรดกโลกเลย กระโปรงแม้วมาถึงจตุจักร นำมาตัดแปะที่เสื้อบ้าง กางเกงบ้าง สวยหมด แต่ตอนนี้กลายเป็นเครื่องแต่งกายหางเครื่อง เรื่องเหล่านี้ต้องเข้าไปจัดการ การที่มีถนนเข้าไปในหมู่บ้าน ความงามในชุมชนก็ไหลออก
แล้วจะทำอย่างไรให้คนรู้คุณค่า
หนึ่งต้องให้ความรู้และให้เกิดความรักในตัวตน ไม่ใช่ทุกคนลุกขึ้นมาบอกว่า ใส่เสื้อผ้าแบบชนเผ่าเชย ผมว่าคิดผิด อย่างคนที่ขึ้นไปเที่ยวบนดอย ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ต่างจากพวกเขา ไปเที่ยวครั้งเดียวก็ไม่ขึ้นมาอีก ตอนที่ผมไปทำ Art for All บนดอย ผมให้พวกเด็กๆ แต่งชุดชนเผ่า แทนที่เราจะให้วาดภาพบนผ้าใบหรือกระดาษ ผมให้วาดบนพื้น เราต้องทำให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่า ชุดชนเผ่าที่พวกเขาใส่มันสวยงาม
การทำ Art for All มีบทสรุปอย่างไร
การร่วมเรียนแบบนี้ สรุปได้ว่า ใช่ เป็นการเสริมกัน เป็นการศึกษาที่ for All ใครมาสมัครมาเรียนได้หมด ไม่ควรแยกประเภท ถ้าเอาแนวคิดนี้ไปใช้ในสถานสงเคราะห์จะช่วยแก้ปัญหาได้ แนวคิด 5คน รวมเป็น 1 อัจฉริยะ แม้ไม่ง่าย แต่ทำได้ สองปีแรกที่ทำ เด็กออทิสติกวิ่งวุ่นเลย หลังจากนั้นอยู่ในกรอบเราหมด เพราะเรามีวิธีการจัดการ โดยนำศิลปะทุกแขนงมาหมุนเวียนให้ทำ
แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดระบบแบบนี้ในสถานสงเคราะห์
วิธีการสังเคราะห์แบบรัฐ ก็คือ ตาบอดได้ไม้เท้าอันหนึ่ง เดินไม่ได้ก็ได้รถเข็น นั่นไม่ใช่การช่วยแบบพัฒนา แล้วเราจะทำอย่างไร ต้องทำเป็นกรอบนโยบายแบบบูรณาการ บ้านพักคนชรา บ้านเมตตากรุณาเด็กๆ ถูกทิ้ง นำมาเชื่อมกันด้วยแนวคิด Art for All ได้ เพราะคนชราก็เหงา ไม่มีคนฟัง ก็เอาเด็กพวกนั้นมานั่งฟังคนแก่ เติมเต็มซึ่งกันและกัน เด็กเร่ร่อน เด็กพวกนี้มีบ้าน แต่ไม่อยากอยู่ ทางกรมตำรวจก็จะไปสร้างบ้านให้อีก เด็กพวกนี้จะร่อนไปเรื่อย ผมบอกว่า น่าจะเอาแนวคิด Art for All ไปเซ็ตให้เล่นดนตรี หรือวาดรูปก็ได้ ผมให้ไอเดียไป แต่ทำไม่ได้ เพราะต้องหาพลังขับเคลื่อน และต้องสู้
ไอเดียที่อาจารย์ให้ส่วนใหญ่ทำได้ไหม
ถ้าผมทำ ผมทำได้ในทุกเรื่องที่พูด Art for All ผมก็เริ่มคนเดียวก่อน จากนั้นก็มีคนร่วมทำ ลึกๆ ผมอยากช่วยผู้ด้อยโอกาสทั้งหมด ผมจะมองช่องว่างของสังคมที่คนไม่มอง อย่างผมตั้งกองทุนชาญณรงค์ ให้ทุนการศึกษาพวกที่เรียนไม่ดี จน และเกเรมาก โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ทุนไปแล้ว เด็กกลุ่มนี้ต้องเรียนดีขึ้น จึงจะได้รับทุนต่อ ผมทำมา 7-8 ปีแล้ว
ลึกๆ แล้วทำไมอยากช่วยผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ?
ผมตั้งใจว่าจะเป็นครูตั้งแต่เรียนประถมปีที่ 3 ผมเคยเจอครูประจำชั้นที่ลงโทษเด็กแบบไม่มีเหตุผล ผมก็เลยปวารณาตัวว่า โตขึ้นฉันจะเป็นครูที่ดี แล้วก็อยากพัฒนาคนด้อยโอกาสให้มีโอกาส ผมอยากขยายงาน Art for All ให้ครอบคลุมผู้ด้อยโอกาสทุกประเภท ตอนที่เราทำกับชนกลุ่มน้อย ผู้ต้องขัง คนป่วยเรื้อรัง ศิลปะบำบัดช่วยได้เยอะมาก ผมก็อยากเชื่อมโยงกับองค์กรที่ทำงานด้านคนด้อยโอกาส ทั้งบ้านพักคนชรา บ้านเมตตา บ้านเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน แล้วนำแนวคิดศิลปะมาใช้
หรือกรณีร้านอาหารหรือการจัดการประชุม ไม่ว่าไบเทค อิมแพค ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ มีอาหารใหม่ๆ สะอาดๆ เหลือเยอะแล้วทิ้ง ทำไมไม่ส่งไปตามสถานสงเคราะห์ อย่างเวลาจัดประชุมของผมอาหารที่เหลือเป็นชุดๆ ผมให้ส่งไปบ้านพักคนชรา ผมอยากตั้งศูนย์ชาญณรงค์ในอนาคตมานั่งทำเรื่องพวกนี้ เอาอาหารเหลือดีๆ ที่คนไม่รู้คุณค่ามาให้คนด้อยโอกาส และมูลนิธิ Art for All เรากำลังจะสร้างหมู่บ้านที่มีนบุรี มีคุณยายคนหนึ่งบริจาคที่ดินให้กว่าสิบไร่ เราหวังว่าจะสร้างหมู่บ้านที่มีกิจกรรมศิลปะ พ่อแม่ที่มีลูกพิการก็เอาฝากไว้กับเรา ตอนเย็นก็มารับกลับ หรือทำเป็นค่ายเสาร์อาทิตย์ ค่ายห้าวัน เจ็ดวัน ให้เป็นแหล่งวิจัยเรื่องมนุษย์ศาสตร์





