มองแนวโน้มเขตอุตสาหกรรมบนคาบสมุทรจีนตะวันออกของเวียดนาม บนย่างก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และเดินคู่ขนานไปกับธุรกิจการท่องเที่ยว
จำนวน "นับไม่ถ้วน" ที่พรั่งพรูออกมาจากทั่วทุกสารทิศบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วน คงจะไม่ได้ทำให้ "รถจักรยานยนต์" เป็นสัญลักษณ์ของกรุงฮานอย หรือนครโฮจิมินห์เท่านั้น หากแต่สัดส่วนมอเตอร์ไซด์ 5,000 คัน ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตรนั้น และจังหวะการขับขี่ของชาวเวียดนั้น ได้ทำให้เจ้าสองล้อเครื่องนี้กลายเป็น "Vietnam Only" ไปแล้ว
นอกจากปริมาณประชากร 90 ล้านคนที่สะท้อนจากพาหนะหลักที่ฉวัดเฉวียนไปทุกที่ทุกทาง แง่หนึ่ง นี่ถือเป็นหลักฐานของทรัพยากรมนุษย์อันอุดมสมบูรณ์ของประเทศนี้ และที่สำคัญ กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดล้วนอยู่ในวัยหนุ่มสาว
แน่นอนว่า เมื่อนำเอากลไกกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้านการลงทุนจากต่างชาติมาประกอบจะสามารถทำให้เวียดนามเปิดโอกาสของตัวเองในภูมิภาคนี้ได้กว้างขึ้น จากการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้นโยบายโด๋ยเม้ยเมื่อปี ค.ศ.1985 ก็มีการตรากฎหมายว่าด้วยการลงทุนจากต่างประเทศขึ้น และปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมาตลอด
รวมทั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) ที่มีการพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 อันถือเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน และก้าวต่อไปของเวียดนาม
ด่งไน : ทางผ่านสู่อนาคต
ความคึกคักของผู้คนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแต่ในเมืองใหญ่อย่างฮานอย หรือโฮจิมินห์ หากมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกที่ที่มีงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขตนิคมอุตสาหกรรมที่นับวันยิ่งมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
รายงานศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ (EIC) พบว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนจากต่างประเทศในเวียดนามเป็นการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานได้แก่ สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม
เวียดนามได้ทำการศึกษาแนวทาง และรูปแบบในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งจาก ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ Export Processing Zone (EPZ) เน้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการส่งออก Industrial Zone (IZ) เขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และ High-Tech Zone (HTZ) ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนา และวิจัย รวมทั้งผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (ที่มา : คู่มือการค้าการลงทุน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์)
"สำหรับนิคมอุตสาหกรรม หรืออสังหาริมทรัพย์ทุกอย่าง โลเคชั่นต้องมาอันดับแรก" สมหะทัย พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) เล่าถึงความสำคัญของ "ทำเล"
จังหวัดด่งไน (Dong Nai) ถือเป็น 1 ใน 3 เมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม อยู่ไม่ไกลจากนครโฮจิมินห์ อีกทั้งยังห่างจากท่าเรือน้ำลึกไปเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ด้วยศักยภาพด้าน "ทำเล" ทำให้ดงไนถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภาคการผลิต ทั้งภาคเกษตร และอุตสาหกรรม
"การลงทุนต้องคำนึงถึง Supply Chain (โซ่อุปทาน) และการขนส่งสินค้าเป็นสำคัญ ดงไนจึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ" สุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เขตประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เครือเจริญโภคภัณฑ์ บอกถึงสิ่งที่ซีพีมองที่นี่ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
ผู้บริหารสาวของอมตะเปรียบเทียบที่นี่คล้ายกับ "ปากน้ำ" ของจังหวัดสมุทรปราการ ที่ใกล้เมืองหลวง (เศรษฐกิจ) และไม่ไกลจากเมืองท่า ซึ่งแนวโน้มในอนาคตเธอบอกว่า นอกจากที่นี่แล้วก็จะมี จ.บิ่งเซือง (Binh Doung) ที่ห่างขึ้นไปทางทิศเหนือ
"แต่ตอนนี้เริ่มมาทางซ้ายของแผนที่แล้ว (ทิศตะวันตก) เพื่อไปหาเขมร อย่างเช่น จ.ลองอัน (Long An) และ จ.บิ่งเฟื้อก (Binh Phouc) การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมก็จะวิ่งทางนี้มากขึ้นจากแรกๆ ที่มาทางขวา (ตะวันออก)"
ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ ทางทิศตะวันออกเริ่มจะตรึงราคา ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะสาธารณูปโภคทั้งหลายมีความสะดวกมากขึ้น อีกทั้งการพัฒนาของฟากอุตสาหกรรมของทางนี้เริ่มจะไม่ใช้แรงงานฝีมือ โดยจะใช้เป็นเทคโนโลยีมากขึ้น โดยข้อมูลที่ทาง EIC สำรวจเมื่อกลางปี 2012 พบว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของโครงการลงทุนจดทะเบียนในจังหวัดด่งไนเป็นอุตสาหกรรมประเภท Hitech ดังนั้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลักก็จะขยายตัวตามไป
เธอยืนยันว่าทิศทางการขยายของอุตสาหกรรมโดยทั่วไปในทุกๆ ประเทศเป็นอย่างนั้น
ผู้บริหารสาวแห่งอมตะเวียดนามเผยถึงแนวทางการพัฒนานิคมฯ ของรัฐบาลเวียดนามว่าจะมีการตรวจสอบ และเน้นไปในเรื่องการใช้พื้นที่ว่างเปล่ามากขึ้นแทน นอกจากนั้น เธอยังแสดงความเชื่อมั่นถึงการเชื่อมโยงเพื่อสร้างประสิทธิภาพ และความเข้มแข็งของภูมิภาคอันจะเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจไม่น้อย
"ประเทศเวียดนามมีชายฝั่ง 3,000 กว่ากิโลเมตร สร้างท่าเรือน้ำลึกได้อีกเท่าไหร่ ต่อยอดเข้าไปยังภูมิภาคเข้าไทยไปพม่าโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาได้ ทำไมต้องไปสิงคโปร์ล่ะ" เธอตั้งข้อสังเกต
ที่สุดแล้ว ทางผ่านก็จะไม่ได้ทำหน้าที่แต่เพียงรับ-ส่งสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเจริญร่วมกันอีกด้วย
หวุงเต่า : ชายทะเล และแหล่งน้ำมัน
เป็นที่รู้กันสำหรับชาวโฮจิมินห์ว่า ถ้าอยากสัมผัสรสชาติจากมหาสมุทรแปซิฟิก ก็ไม่ควรรีรอที่จะเดินทางไปยัง "หวุงเต่า"
หวุงเต่า หรือ บะเหรี่ย-หวุงเต่า (Ba ria - Vung Tau) อยู่ห่างไปทางตอนใต้ของนครโฮจิมินห์ ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง ที่นี่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนโฮจิมินห์ เนื่องจากการเดินทางค่อนข้างสะดวก และใช้เวลาไม่นานนัก
"หวุงเต่า เป็นเมืองที่มีทะเลที่เล่นน้ำได้ คล้ายๆ บางแสนเมื่อ 20 ปีก่อนค่ะ" จุฑาทิพย์ เจริญลาภ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานโฮจิมินห์ให้ภาพเปรียบเทียบ
กิจกรรมหลักๆ สำหรับเมืองชายทะเลอย่างนี้ นอกจากจะเป็นชายหาดที่มีความยาวเชื่อมต่อกัน ยังมีพิพิธภัณฑ์กระดูกปลาวาฬ วิถีชีวิตชาวประมง รูปปั้นพระเยซู แลนด์มาร์ก ประจำเมือง รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ ด้วย
นักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่ หากไม่ใช่คนเวียดนามเอง ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะรัสเซีย ก็จะมาเที่ยวค่อนข้างเยอะ
"ที่นี่จะมีโรงแรมเรียงรายไปตลอดหน้าหาดเลยครับ เพราะถ้าเป็นช่วยหน้าไฮซีซั่นคนก็จะค่อนข้างเยอะพอสมควร เพราะที่นี่ขับรถมาเองก็ได้ หรือจะนั่งเรือมาก็จะมีเรือขึ้นจากโฮจิมินห์มาที่นี่ได้เลย" หว่าง วู (Vang Wu) มัคคุเทศก์ท้องถิ่น จากบริษัท Cat-Viet ให้ข้อมูล
จุดเด่นตรงนี้ ทำให้ ผอ.ททท. สำนักงานโฮจิมินห์ คิดว่าน่าจะมีโอกาสสำหรับกับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวไทยในลักษณะแพ็คเก็จท่องเที่ยว ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย
"อาจจะเป็นแพ็กเก็จท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวนั่งเรือ อาจจะพักค้างคืนที่หวุงเต่า 1 คืน และรับประทานอาหารทะเลซึ่งเป็นของขึ้นชื่อ ก็ทำได้ง่ายๆ" เธอยืนยัน
นอกจากจะเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมแล้ว หวุงเต่ายังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของเวียดนามในด้านศูนย์กลางของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมนอกชายฝั่งภาคใต้ตอนปลายแหลมของประเทศ
"อุตสาหกรรมหลักของหวุงเต่าก็คือ การเจาะน้ำมัน และก๊าซ ขณะเดียวกัน บริเวณรอบข้างเมืองหวุงเต่าเองก็จะมีศูนย์อุตสาหกรรมหนักอยู่ เพราะหวุงเต่ามีท่าเรือน้ำลึก รัฐบาลเวียดนามกำหนดให้เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมหนักมีโรงไฟฟ้า โรงเหล็ก โรงงานเคมี และท่าเรืออยู่บริเวณนั้น" เกษียร ไลยโฆษิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลินเด้แก๊ส เวียดนาม ในเขตนิคมอุตสาหกรรมฝู่หมี อธิบายอีกลักษณะของเมืองชายแห่งนี้
โดยในมุมน้ำมันและก๊าซ เวียดนามมีการแข่งขันกับอินโดนีเซียเป็นหลักในภูมิภาค ด้วยความที่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตัวเองทำให้เวียดนามไม่ต้องจูงใจนักลงทุนมากนัก
"เพียงแต่ว่า น้ำมันจะเป็นสินค้าที่มีลักษณะการเมืองเกี่ยวพันกันพอสมควร ดังนั้น การเลือกบริษัทคู่ค้าจึงมักมีเรื่องเหล่านี้แฝงเข้ามาอยู่ด้วย" เขาให้ข้อสังเกตถึง "ผู้เล่น" ในธุรกิจน้ำมันที่มีตั้งแต่ รัสเซีย อเมริกา อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เกาหลี และญี่ปุ่น
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตเลียมของหวุงเต่านั้น เกษียรวิเคราะห์ว่า ตอนนี้เวียดนามมีโรงกลั่นเพียงโรงเดียวที่ภาคกลาง ทำให้มีลักษณะการดำเนินกิจการเป็นผลิตน้ำมันดิบแล้วส่งออก (กลั่นภายในประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์) - นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป
"สิ่งที่เวียดนามยังขาดอยู่ก็คือ โรงกลั่น แต่ก็ไม่ง่ายที่จะตั้ง เพราะต้องมองต่อไปข้างหน้าด้วย ขณะเดียวกันโรงกลั่นที่ 2 ก็กำลังจะเริ่มที่ภาคเหนือ โรงกลั่นที่ 3 ก็เป็นแผนอยู่ มีโรงกลั่นเอกชนโรงแรกที่มีนักธุรกิจรัสเซียพยายามจะมาทำที่ภาคกลางตอนล่าง สิ่งที่เวียดนามต้องคิดต่อไป ก็คือ แล้วจะทำยังไงต่อ หลังจากมีโรงกลั่น ตรงนี้เป็นโอกาสของนักธุรกิจจากหลายๆ แห่งรวมทั้งนักธุรกิจไทยเราเองที่กำลังมองอยู่ ก็คือ ปิโตเคมี" เขาคิดว่าตรงนี้จะเป็นโอกาสของนักธุรกิจไทย ด้วยสายสัมพันธ์ของประเทศในอาเซียน รวมทั้ง อุตสาหกรรมสนับสนุนไม่ว่าจะเป็น วิศวกรรมออกแบบ หรือเครื่องกล ที่ช่างฝีมือไทยก็ได้รับการยอมรับอยู่ในระดับนานาชาติ
ส่วนที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ กฎหมาย เพราะยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ทำให้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เร็ว และเปลี่ยนได้บ่อย รวมทั้งยังมีรายละเอียดปลีกย่อยของกฎหมายในหลายระดับให้ทำความเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม หากสามารถก้าวข้ามรายละเอียดต่างๆ ไปได้ ชายฝั่งภาคใต้ตอนปลายแหลมแห่งนี้ก็จะถือเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยอย่างแท้จริง.
.................................................................
พรุ่งนี้พบกับตอนจบของ Think Asean Sesies - Vietnam "อาณาจักรแห่งสายน้ำ 9 มังกร" ความอุดมสมบูรณ์ของที่ลุ่มปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ซึ่งสะท้อนผ่านการผลิตในภาคเกษตรกรรม อันถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเวียดนาม และตามหาคำตอบว่า เวียดนามเป็นคู่แข่งขันของไทยในตลาดค้าข้าวจริงหรือ





