จับชีพจรเศรษฐกิจของดาวรุ่งอีกดวงแห่งอาเซียนอย่างเวียดนาม ผ่านการเดินทางครั้งใหม่ของรายการ Think Asean ชุด Vietnam : Machine of Asean
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความร้อนแรงของเศรษฐกิจในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดสนใจจากนักลงทุนทั่วทุกมุมโลก
จำนวนประชากรกว่า 90 ล้านคน อันหมายถึงฐานการผลิตแรงงานราคาถูก และกำลังซื้อจำนวนมหาศาลในตลาดที่กำลังเติบโตขึ้น...
ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั่วประเทศ...
กระทั่งแนวชายฝั่งทะเลกว่า 1,650 กิโลเมตร ที่ทอดตัวตั้งแต่เหนือจรดใต้...
ด้วยปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ ทำให้ครั้งหนึ่ง ดินแดนแห่งอินโดจีนตะวันออก เคยถูกคาดหมายจากนักลงทุนว่าจะสามารถก้าวกระโดดเป็น "เสือเศรษฐกิจ" ตัวใหม่ของเอเชียได้ไม่ยาก โดยมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามายังเวียดนามเมื่อปีค.ศ. 2008 มีมูลค่าสูงถึง 64,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
แต่ในช่วง 2-3 ปีให้หลัง เม็ดเงินในส่วนนี้จะลดลงจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการเปิดประตูบ้านของสหภาพเมียนมาร์ ได้กลายเป็นคำถามสำคัญสำหรับสถานะ "ดาวรุ่ง" ของเวียดนามเองด้วยในวันนี้
ก้าวเดินด้วย "ปฏิรูป"
"หลังการปฏิรูปช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก จีดีพีรวมก็มากขึ้นเป็นสองเท่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา" การปฏิรูปที่ โง ดึ๋ก ถัง (Ngo Duc Thang) เอกอัครราชทูตเวียดนาม ประจำประเทศไทยพูดถึงก็คือ "นโยบายโด๋ยเม้ย" อันถือเป็นประตูสู่เวียดนามยุคใหม่อย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1975 ภายหลังจากการรวมประเทศได้ เศรษฐกิจได้กลายเป็น "จุดอ่อน" สำคัญ เนื่องจากระบบการจัดการแบบรวมศูนย์จนนำไปสู่ความล่มสลายของเศรษฐกิจเวียดนามในที่สุด การปฏิรูปอันนำลูกหลานลุงโฮไปสู่การเป็น 1 ประเทศ 2 ระบบ (ปกครองแบบสังคมนิยม แต่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบทุนนิยม) และเมื่อเวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิก WTO ในปีค.ศ. 2007 พร้อมกับนโยบายส่งเสริมการลงทุน ทำให้เวียดนามกลายเป็นแหล่งลงทุนอันดับต้นๆ ของอาเซียน
"การที่มีประชากร 90 ล้าน ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังเป็นประชากรที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ก็ทำให้ตลาดแรงงานขนาดใหญ่ มีบริษัทไม่น้อยนะครับ ไม่เฉพาะไทย ทั้งบริษัท ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่เข้าไปลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานเวียดนาม ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจการผลิตที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากเช่น โรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป หรือผลิตรองเท้า ซึ่งของเหล่านี้ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของเวียดนาม" อนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเวียดนามในมุมมองภายนอก
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ (EIC) วิเคราะห์ว่า ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีส่วนช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าแรงของเวียดนามที่ถูกกว่าอินโดนีเซีย จีนและไทยค่อนข้างมาก โดยถูกกว่าค่าแรงของอินโดนีเซียและจีนประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ และถูกกว่าของไทยประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ถึงค่าแรงจะสูงกว่าพม่า กัมพูชา และลาว แต่คุณภาพของแรงงานเวียดนามจัดว่ามีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดีกว่ามาก
ถึงอย่างนั้น ความท้าทายบนการก้าวเดินนี้ก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การเปิดประเทศของดาวรุ่งดวงใหม่อย่างสหภาพเมียนมาร์ ตลอดจนความไม่น่าไว้ใจใต้พรมเศรษฐกิจมหาภาคภายในประเทศเองที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เวียดนามกำลัง "ตกกับดัก" การพัฒนาของตัวเองอยู่หรือเปล่า
แต่ด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่เข้มงวดขึ้นทั้งการเงิน และการคลังทำให้สามารถลดแรงกดดันที่มีอยู่ลงไปได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป้าหมายของการก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ภายในปี 2020 ยิ่งทำให้ ซึ่งหากมองถึงปัจจัยในระหว่างทางนั้น สำหรับเอกอัครราชทูตเวียดนามคนเดิมมองว่า ประตูแห่งโอกาสถูกแง้มให้เห็นอยู่ตลอด
ด้วยเหตุผล และความเชื่อมั่นดังกล่าวทำให้จนถึงวันนี้ เวียดนามยังคงติดอันดับ 1 ใน 5 ของแหล่งเงินทุนที่ไหลเข้าสู่อาเซียนอยู่ และไม่ได้ทำให้ดินแดนชายฝั่งทะเลจีนตะวันออก "ตกอันดับ" ในสายตานักลงทุนเลย
มอง "ใต้" ฐานเศรษฐกิจ
หากมองกรุงฮานอยนครหลวงของเวียดนามไม่ต่างจากมันสมองที่คอยควบคุมกำหนดทิศทางการก้าวเดินไปของประเทศ เวียดนามกลางอย่างเว้ ฮอยอัน หรือดานัง เป็นเครื่องนุ่งห่มที่ช่วยเติมสีสัน และสร้างความจดจำให้กับผู้คนที่ได้พบเห็น เวียดนามใต้ และนครโฮจิมินห์ ก็คงเหมือนกับกระเป๋าสตางค์ หรือหม้อข้าวที่ทำให้คนเวียดอิ่มท้อง
เรียกได้ว่า "ภาคใต้" เป็นฟันเฟืองหลักในการอุ้มชูเศรษฐกิจเวียดนามทั้งระบบนั่นเอง
"เพราะทุกอย่างรวมอยู่ที่นี่ ความคึกคักก็จะอยู่ตรงนี้ ความพร้อมอย่างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน อะไรพวกนี้ ตอนนี้ภาคใต้ก็มีมากกว่าภาคเหนือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมทั้งความต้องการสินค้าทางนี้ก็จะมีค่อนข้างเยอะทีเดียว นักลงทุนชาวไทยส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ แม้กระทั่งรายใหญ่ที่สุดก็อยู่ทางนี้" พรรณพิมล สุวรรณพงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ยืนยันถึงตำแหน่งบนกระดานของภูมิภาคนี้โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ นครโฮจิมินห์ และจังหวัดรายรอบ
"ที่เราน่าจะได้ยินบ่อยๆ ก็คือ บะเหรี่ย-หวุงเต่า บิ่งเซือง ด่งไน" ฑูตอนุสนธิ์ ยกตัวอย่างประกอบ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ภูมิภาคเวียดนามใต้คงสถานะ "กระเป๋าเงิน" มาโดยตลอดสำหรับ มรกตวงศ์ ภูมิพลับ อาจารย์อาเซียนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คือ ความผูกพันของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เวียดนามใต้มีสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะ "นิ่ง" กว่าเวียดนามเหนือ ซึ่งต้องเผชิญสงครามอยู่ตลอด ด้วยเสถียรภาพดังกล่าวทำให้ระบบเศรษฐกิจของเวียดนามใต้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
"60-70 เปอรเซ็นต์ของเศรษฐกิจเวียดนามจึงอยู่ที่นี่ค่ะ" เธอสรุป
จากการสำรวจของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ และEIC ต่างเห็นตรงกันว่า พื้นที่ทางตอนใต้ของเวียดนามซึ่งเป็นภูมิภาคที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสูงสุด และหากลองเปรียบเทียบจากตัวเลขจากรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ยกให้ชาวนครโฮจิมินห์จัดอยู่ในกลุ่มที่มี "กำลังซื้อ" สูงที่สุดในประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่นี่ยังมียอดเติบโตร้อยละ 10-14 ต่อปี ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั่วประเทศมีเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น จะเห็นได้ว่าคำพูดข้างต้นไม่ได้เกินจริงเลย
"ส่วนใหญ่เป็นภาคอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์ที่เข้ามาทำเยอะ ขณะเดียวกันก็จะมีเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแปรรูปสูงมาก ประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์ในการลงทุนของปี 2012 มีการทำอสังหาริมทรัพย์ 17.3 เปอร์เซ็นต์ และค้าส่ง-ค้าปลีกอีก 5.5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นจะเป็นการขนส่ง หรือการดูแลสุขภาพ จะเห็นความหลากหลายของคนที่เข้ามาลงทุนในนี้" รักดาว พริทชาร์ด ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในเวียดนาม (Thai Business Association : TBA) ให้รายละเอียดเพิ่มเติม และแน่นอนว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่จะผ่านเข้ามารวมศูนย์อยู่ที่โฮจิมินห์ก่อนจะกระจายสู่จังหวัดอื่นๆ ทางตอนใต้
หรืออย่างน้อยที่สุด ป้ายโฆษณาขนาดน้อยใหญ่ริมถนนที่เต็มไปด้วยความหนาแน่นของการจราจร (แต่สามารถเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ และไม่ทำให้รถติด) รวมทั้งไซต์งานก่อสร้างที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ภายในนครโฮจิมินห์ก็แสดงให้เห็นถึงความ "อู้ฟู่" ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
สนามการค้าไทย-เวียด
การเติบโตของประเทศหนึ่งย่อมส่งผลต่อประเทศหนึ่งไปโดยปริยาย การปรับตัวของเวียดนาม ในแง่ของประเทศคู่ค้าอย่างไทยเอง ต้องปรับตัวด้วย
"คนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามนานแล้ว ตั้งแต่ 20 ปีก่อน อย่างกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ วันนี้ประสบความสำเร็จ" เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอยเปิดประเด็น
นอกจากภาพของการเป็น "ตลาด" แล้ว เขาคิดว่าความร่วมมือในกรอบอาเซียนก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม
"ปัจจุบัน ตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับเวียดนามมีมูลค่าสูงถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเราเป็นฝ่ายได้ดุลสูงมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมของคนเวียดนามที่มีต่อสินค้าไทย ไม่ว่าจะเป็น สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ที่นี่จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจ" ซึ่งคู่ค้าสำคัญของเวียดนามในอาเซียนนั้น ฑูตอนุสนธิ์ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น
อันดับบนตารางการค้านั้น โอกาสสำหรับนักลงทุนไทยยังถือว่าเปิดกว้างอยู่ในความรู้สึกของรักดาว เพราะ ไทย-เวียด มีลักษณะสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวพันกันอยู่
"ส่วนตัว เวียดนามกับไทยเป็นเหมือนพี่น้องกัน มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกันมาก ความใจดี ความยิ้มง่าย เอื้ออาทร ด้วยประวัติศาสตร์ที่เรากับเขามีเชื่อมโยงกันมานาน ที่เห็นได้ชัดก็คือ ตอนที่ ท่านโฮจิมินห์ไปอาศัยอยู่ในประเทศไทย จนตอนนี้ คนเวียดนามทุกคนจำได้ ในประวัติศาสตร์แง่มุมนั้น และเขามองว่าคนไทยเป็นมิตรกับเขา ตอนเขาเดือดร้อนเราช่วยเหลือเขา และมีกลุ่มเวียดเกี่ยวที่โตที่เมืองไทย ต่อให้เส้นเขตแดนที่เราต้องผ่านลาวก็ตาม แต่เราก็มีคนเวียดนามเดินทางข้ามจากลาวไปไทยอยู่เสมอ" เธออธิบาย
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลข 72.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อันดับ 13 ในภาคการลงทุนได้ทำให้ไทยถูกจัดหมวดเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพสูง แต่ถึงอย่างนั้น ลักษณะการเข้าไปลงทุน กระทั่ง "ภาพจำ" สำหรับลูกค้าชาวเวียดนามก็ถือเป็นโจทย์อีกข้อที่ต้อง "คิดต่อ"
"เราคงไม่เข้ามาเป็นแอลจี No.3 หรือซัมซุง No.4" รักดาว ตั้งข้อสังเกต
ขณะเดียวกัน การสลัดแนวคิดการมองเพื่อนบ้าน "ด้อยกว่า" ตัวเองออกไป ก็เป็นเรื่องสำคัญในการประสบความสำเร็จนอกบ้านด้วย
"วันนี้ รัฐบาลก็พยายามส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้จักกันให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมา คนไทยชอบถามว่า สมัยหนึ่งเราเคยสนับสนุนเวียดนามใต้ เขายังถือสาหรือไม่ ตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ เมื่อมันผ่านไปแล้ว ก็ควรจะมองไปข้างหน้า วันนี้เราเป็นอาเซียนด้วยกัน เราจะร่วมมือกันได้อย่างไรบ้าง" ฑูตอนุสนธิ์ยกตัวอย่างบางมุม
นอกจากนั้น การเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร และสร้างความใกล้ชิดก็ถือว่าจำเป็น ในมุมของคนทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขายืนยันว่า วันนี้การใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
"บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม ต้องรู้ภาษาเวียดนามด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหา ทั้งการควบคุมดูแล การบริหารจัดการสำนักงาน" พอๆ กับการศึกษาความเป็นไปได้ ความเหมาะสมของพื้นที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่จำเป็น
ทั้งหมดก็เพื่อ...
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา นั่นเอง.
....................................................................................
หมายเหตุ : ติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษ อนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย แบบเจาะลึก เปิดภูมิหลังความสัมพันธ์ ไทย-เวียด เพื่อมองหาลู่ทาง และโอกาสสำหรับใครที่คิดจะประสบความสำเร็จในการค้าการลงทุนที่เวียดนามวันพรุ่งนี้


