สนามวิจารณ์เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นด้านสังคม ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม บันเทิง ส่งบทความของคุณมาได้ที่ [email protected]
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมวาดภาพคาดหวังไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะไปชมการแสดงคอนเสิร์ตของวง ทีพีโอ (Thailand Philharmonic Orchestra) กลับกลายเป็นความจริงดังที่หวังไว้ทุกประการ หลังสิ้นเสียงโน้ตตัวสุดท้ายในบทเพลง ซิมโฟนี หมายเลข15 ของ ดมิทริ ชอสตาโควิช (Dmitri Shostakovich) ในเย็นวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2556 ณ หอแสดงดนตรีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
มาตรฐานการบรรเลงที่ผมคาดหวังไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างสูงในครั้งนี้ มาจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ประการแรกก็คือ ครั้งนี้เป็นการบรรเลงภายใต้การควบคุมวงโดย คลอด วิลลาเรต์ (Claude Villaret) วาทยกรรับเชิญ(หลัก)ของวงชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจากการติดตามผลงานการอำนวยเพลงของเขามานานหลายปี ทำให้เป็นที่ประจักษ์ได้ว่าทุกๆ ครั้งเขาสามารถสร้างมาตรฐานการบรรเลงของวงทีพีโอที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เสียงดนตรีจากการตีความของเขาเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน,ละเมียดละไม คู่ควรกับคำว่า “ศิลปะ”อย่างแท้จริง
เหตุผลประการที่สองก็คือศิลปินเดี่ยวซอเชลโลในครั้งนี้ ก็คือ ตปาลิน เจริญสุข ที่เมื่อหลายปีก่อนยังเป็นเยาวชนที่สูงด้วยความสามารถไฟแรงเคยคว้ารางวัลจากการประกวด นักดนตรีเยาวชนสากลคอนราดแห่งประเทศไทยมาแล้ว และตอนนี้เธอก็เพิ่งจบการศึกษามาจากสถาบันดนตรี Hochschule fur Muzik,Franz Liszt แห่งเมืองไวมาร์ (Weimar) ประเทศเยอรมนีมาหมาดๆ เมื่อมาลองคิดคำนวณดูแล้ว ความเป็น “สุภาพบุรุษทางดนตรี” อันละเมียดของ วาทยกร คลอด วิลลาเรต์ มาผนวกเข้ากับศิลปินเดี่ยวเชลโลที่เพิ่งจบการศึกษาจาก “เมืองนักปราชญ์”อย่างไวมาร์ในเยอรมนี น่าจะผสมผสานสร้างมาตรฐานการบรรเลง ที่เป็นไปในเชิงสุขุมลึกซึ้งได้มากทีเดียวและเหตุผลสำคัญทั้งสองประการนี้ก็ได้ยังผลให้เกิดความสำเร็จอันงดงามได้อย่างแท้จริงในคอนเสิร์ตครั้งนี้
จำนวนวรรณกรรมเชลโลคอนแชร์โตอันสุดแสนจะคลาสสิกอาจมีให้เลือกได้ไม่มากเท่ากับไวโอลินคอนแชร์โตหรือเปียโนคอนแชร์โต ในครั้งนี้ ตปาลิน เจริญสุข เลือกบทเพลง เชลโล คอนแชร์โต ในบันไดเสียง อี ไมเนอร์, ผลงานลำดับที่85 ของ เซอร์ เอ็ดเวิร์ด เอ็ลการ์ (Sir Edward Elgar) นักประพันธ์ดนตรีชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่19 ซึ่งทั้งเบื้องหลังที่มาในการประพันธ์เชลโลคอนแชร์โตบทนี้ ที่เอ็ลการ์เขียนขึ้นด้วยแรงบันดาลใจแห่งความผูกพันกับ อลิซ เอ็ลการ์ (Alice Elgar) ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากซึ่งกำลังป่วยหนักอยู่ในขณะนั้น (และเธอก็เสียชีวิตไม่นานหลังจากเพลงนี้แต่งเสร็จ) เสียงเชลโลในบทเพลงนี้จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ในอารมณ์โศกเศร้าระคนด้วยกลิ่นอายโรแมนติกตามแบบฉบับของเอ็ลการ์ ผนวกเข้ากับงานบันทึกเสียงบทเพลงนี้ ที่ถือได้ราวกับเป็นคัมภีร์แห่งการตีความในระดับอ้างอิง ก็คือแผ่นเสียงของ อีเอ็มไอ (EMI) บรรเลงเดี่ยวเชลโล โดย ฌาคเคอลีน ดูเปร (Jacqueline du Pre) ร่วมกับวง ลอนดอน ซิมโฟนี ออร์เคสตรา (London Symphony Orchestra) ภายใต้การอำนวยเพลงโดย เซอร์ จอห์น บาร์บิรอลลิ (Sir John Barbirolli) ในปีพ.ศ.2508 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นงานบันทึกเสียงบทเพลงนี้ที่ได้รับการยกย่องและยอมรับอย่างสูงสุด
อีกทั้งต่อมาเรื่องราวชีวประวัติส่วนตัวอันแสนจะรันทดโศกเศร้าของเธอ (ดูเปร) ก็ได้ถูกถ่ายทอดไปเป็นภาพยนตร์ระดับคลาสสิกในเรื่อง "ฮิลารีและแจ็คกี" (Hilary and Jackie) ในปีพ.ศ.2541 โดยเพลงเอกในเรื่องที่ดังก้องอยู่ตลอดเรื่องติดหูบรรดาผู้ชมทั้งหลาย ก็คือเชลโลคอนแชร์โตบทนี้นั่นเอง ความโศกสลดรันทดในอารมณ์ของบทเพลงนี้ที่ถือได้ว่า ดูเปรถ่ายทอดไว้อย่างหมดจดในงานบันทึกเสียง ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวเบื้องหลังการแต่งเพลงนี้ของเอ็ลการ์ และถูกย้อนกลับมาใช้ประกอบภาพยนตร์ชีวประวัติของตัวเธอเองในกาลต่อมา เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ได้ตอกย้ำให้การตีความเชลโลคอนแชร์โต ของ ดูเปร ดูจะมีน้ำหนัก, ติดตรึงใจผู้ฟังดนตรีคลาสสิกได้มากที่สุด และความโศกสลด-โรแมนติกในการตีความตามที่ดูเปรได้จารึกไว้ก็ดูจะกลายเป็นร่องรอย,แนวทางให้ศิลปินเดี่ยวเชลโลในรุ่นหลังๆ ได้ยึดถือเป็นแนวทางได้อย่างปลอดภัยทีเดียว
ประเด็นที่น่าสนใจและท้าทายอย่างมากก็คือ แล้วจะมีใครอีกบ้างไหม?ที่สามารถคิดหา แนวทางการตีความบทเพลงนี้ไปในทางอื่นๆได้บ้าง นอกเหนือจากแบบอย่างที่ ดูเปร ได้จารึกไว้ ตปาลิน เจริญสุข ซึ่งเพิ่งจบการศึกษาด้านการบรรเลงเชลโลจากเยอรมนี ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดว่า สำนักเยอรมนี (German School) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาอย่างยาวนานถึงความเป็นนักคิด,นักปราชญ์และแก่นแห่งปรัชญาดนตรีในเชิงเชมเบอร์มิวสิก มีมุมมองทางดนตรีที่แตกต่างออกไปได้เสมอ และน่ายินดีมากขึ้น หากเรายอมรับได้ว่า ความแตกต่าง(ทางความคิด)คือความงดงามในอีกรูปแบบหนึ่ง ตปาลินประสบความสำเร็จในการนำเสนอมุมมองแห่งการตีความไปในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับแบบของดูเปร เริ่มตั้งแต่ต้นเพลงที่อยู่ในลักษณะกึ่งร่าย (Recitative) ซึ่งตปาลินสร้างแนวทางที่เป็นลักษณะของตนเองได้อย่างโดดเด่น เน้นลักษณะด้านความคิดอันสุขุมไม่ฟูมฟายสุดโต่ง การตีความอันเป็นไปในเชิงสุขุม,ครุ่นคิด ของตปาลินในครั้งนี้โชคดีที่ทางวงทีพีโอได้ “สุภาพบุรุษทางดนตรี”อย่างคลอด วิลลาเรต์มากำกับวง บุคลิกภาพทางดนตรีอันสุขุม,ลุ่มลึกของเขาได้ช่วยโอบอุ้ม-เกื้อหนุนแนวคิดของตปาลินในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี
ตปาลินสามารถสวมวิญญาณเชมเบอร์มิวสิก(Chamber Music = ดนตรีวงเล็กแบบไม่เกิน10คน) ให้กับบทเพลงได้อย่างงดงามน่าทึ่ง จากความงดงามในเชิงทุกข์ระทมโศกเศร้า,อาดูรในบทเพลงนี้ที่เราคุ้นชินกันมานานนับสิบปี กลับกลายเป็นเสียงแห่งความครุ่นคิด,สุขุม ไม่พยายามแสดงถึงอัตตาตัวตนที่ยิ่งใหญ่ หากแต่เธอสามารถรักษาสมดุลและเนื้อหาในเชิงซิมโฟนิก (Symphonic Content) ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการบรรเลงของวงออร์เคสตรา เป็นการบรรเลงที่อธิบายถึงนิยามความหมายของคำว่า “อองซอมเบลอ” (Ensemble) ในทางดนตรีได้เป็นอย่างดี ซึ่งคำนี้พอจะถอดความเป็นภาษาไทยอย่างสั้นๆ ได้ใจความว่า “ด้วยกัน” นั่นเอง
ในท่อนที่3 ซึ่งเอ็ลการ์เปิดโอกาสให้เชลโลได้บรรเลงแนวทำนองในลักษณะเพลงร้อง (Cantabile-Like) อันยืดยาวตลอดทั้งท่อนนั้น ศิลปินเดี่ยวส่วนมากจึงมักหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะแสดงออกทางอารมณ์ในเชิง “คร่ำครวญ” หวลไห้ ตามลักษณะตัวบทซึ่งอาจโยงไปถึงความรู้สึกของเอ็ลการ์ตอนแต่งเพลงนี้ที่กำลังคร่ำครวญถึงภรรยาสุดที่รักที่กำลังป่วยหนักอยู่ในขณะนั้น แต่การตีความอันน่าสนใจของตปาลิน ในท่อนนี้ก็คือ เธอไม่เดินตามแนวทางแบบการคร่ำครวญดังที่หลายๆ คนอาจหลีกไม่พ้น เธอสามารถชี้ให้เห็นว่า นอกจากแนวทางเชิงคร่ำครวญที่ว่านี้แล้ว เธอสามารถเลือกในวิถีทางอันตรงกันข้ามนั่นก็คือการ “ใคร่ครวญ” ถ้าหากเรานำดนตรีหรือศิลปะมาเปรียบกับชีวิตจริงแล้ว การ “ใคร่ครวญ”ย่อมน่าจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราเกิดปัญญามากกว่าการ “คร่ำครวญ”เป็นแน่ และถ้าหากเราพิจารณาจากมุมมองนี้แล้ว ถือได้ว่า ตปาลินประสบความสำเร็จเกินวัยทีเดียว
ความสำเร็จใน การแสดงออกอย่างสุขุมลุ่มลึกของ ตปาลิน ผนวกเข้ากับการอำนวยเพลงอย่างสุขุมของคลอด วิลลาเรต์ ได้ตอกย้ำแสดงออกในเชิงวุฒิภาวะมากขึ้น ในบทเพลงเอกของรายการคือ ซิมโฟนี หมายเลข15 ในบันไดเสียง เอ เมเจอร์ , ผลงานลำดับที่141 ซึ่งเป็นซิมโฟนีบทสุดท้ายในชีวิตของ ดมิทริ ชอสตาโควิช (Dmitri Shostakovich) นักประพันธ์ดนตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ชาวรัสเซีย นับเป็นความโชคดีของผู้ฟังที่บทเพลงนี้อยู่ภายใต้การอำนวยเพลงของ คลอด วิลลาเรต์ ที่เขามีลักษณะความเป็นสุภาพบุรุษอันสุขุมอย่างสูงอยู่ในตัว เพราะโดยธรรมชาติในผลงานซิมโฟนีของ ชอสตาโควิชนั้น เป็นผลงานที่ขึ้นชื่อลือชา ในด้านการซ่อนเร้นความหมายแฝงเอาไว้อยู่เสมอๆ (บางครั้งอาจซ่อนนัยไว้มากกว่า2ชั้นก็เคยมี!) ลักษณะธรรมชาติของตัวผลงานเช่นนี้ สอดคล้องกันมากกับความสุขุมลึกซึ้งในเชิงดนตรีของ คลอด วิลลาเรต์ อันส่งผลให้ภาพรวมในการบรรเลงในครั้งนี้ออกมาในแนว “ชอสตาโควิชทางยุโรป” (European Shostakovich) มากกว่าที่จะออกไปในเชิงจัดจ้าน,รุนแรงตามต้นตำรับแบบ “ชอสตาโควิชทางรัสเซีย”(Russian Shostakovich)
หากเราวิเคราะห์ผลงานตามลักษณะตัวบทที่เขียนไว้นั้น ผลงานนี้อยู่ในลักษณะแบบ “คลาสสิกใหม่” (Neo Classic)ในอัตราส่วนที่มากพอควร ซึ่งต้องการความมีระบบระเบียบอันใสสะอาดในวิธีการบรรเลงอยู่มาก นับตั้งแต่ความเป็นระเบียบเนียนสะอาดในท่อนแรก ตลอดไปจนถึงการไล่ล้อกันอย่างซับซ้อนในช่วงพัฒนาการ(Development)ของท่อนแรก ที่คงระบบระเบียบในวิธีบรรเลงได้อย่างชัดเจน ช่วงการบรรเลงเดี่ยวไวโอลินด้วยสำนวนดนตรีอันจัดจ้านนั้น สิทธิชัย เพ็งเจริญ หัวหน้าวง (Concert Master) บรรเลงได้แบบ หยิกเนื้อผู้ฟังให้เจ็บๆแสบๆ ตามแบบ ชอสตาโควิชอย่างแท้จริง
ในท่อนที่ 2 ที่อยู่ในจังหวะช้าและกินเวลาในการบรรเลงราว 15-16 นาทีนั้น มีการบรรเลงแบบดังเต็มอัตราเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียว ที่เหลือเป็นลวดลายทางเสียง (Texture) ที่เบาบางมาก บรรเลงเดี่ยวด้วยเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น แน่นอนที่สุด มันคือเชมเบอร์มิวสิกที่แฝงไว้ในดนตรีซิมโฟนีอีกครั้งหนึ่ง เสียงเดี่ยวเชลโล โดย จูริส ลาคูติส (Juris lakutis)หัวหน้ากลุ่มเชลโลของวง ซึ่งเป็นอดีตครูสอนเชลโลของ ตปาลิน ได้แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางดนตรีชั้นครูอย่างแท้จริง ลักษณะเสียงอันฟังดูยิ่งใหญ่,มั่นคงในอารมณ์ จากเสียงเบาถึงเสียงดัง จากระดับเสียงสูงไล่ลงเสียงต่ำ เขาถ่ายทอดนัย,ความคิดทางดนตรีอันลึกซึ้ง ของชอสตาโควิชผ่านกระแสเสียงออกมาได้อย่างหมดจดให้ความรู้สึกราวกับ การอ่านบทกวีของนักปราชญ์อันลึกซึ้ง หรืออาจคล้ายการร่ายมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชผู้ยิ่งใหญ่ เขาสวมบทบาทศิลปินเดี่ยว (Soloist) ในท่อนนี้ได้อย่างน่ายกย่อง เสียงเคาะกล่องไม้(Woodblock) อย่างเป็นจังหวะ คล้ายนาฬิกาเดิน ผนวกกับเสียงกลุ่มเครื่องสายบรรเลงในลีลาราวกับเพลงพิธีศพ (Funeral Like) ในช่วงท้ายท่อนสื่อความหมายถึงเวลา(ที่ใกล้จะหมด)กับความตายได้อย่างชัดเจนเหลือเกิน (ชอสตาโควิชตระหนักดีถึงสุขภาพ ที่กำลังถดถอยลงอย่างมากจากโรคหัวใจที่กำลังรุมเร้าอย่างหนักอยู่ในตอนนั้น)
ลักษณะของการกล่าวอำลาโลกและความตายในท่อนที่สอง และลักษณะดนตรีที่ให้เสียงราวกับจะจากไปสู่อีกภพอีกชาติหนึ่งในตอนท้ายก่อนจบเพลงแสดงออกได้อย่างชัดเจนน่าทึ่ง แบบที่เราจะสัมผัสไม่ได้เลยจากการฟังในแผ่นซี.ดี.หรือต่อให้จากเครื่องเสียงชั้นเลิศแค่ไหนก็ตาม คลอด วิลลาเรต์ใช้ความสุขุมลุ่มลึกในบุคลิกส่วนตัวทั้งทางกายภาพ และทางจิตวิทยาผลักดัน,ถ่ายทอดมิติเหล่านี้ให้แสดงออกได้อย่างลึกซึ้งและน่าจดจำไปอีกยาวนาน
มาตรฐานการบรรเลงอันลึกซึ้งของวงทีพีโอในครั้งนี้ ได้ตอกย้ำวาทกรรมอมตะแห่งวงการดนตรีอีกครั้งที่กล่าวกันว่า “ไม่มีวงออร์เคสตราที่ดีหรือเลวหรอก มีแต่วาทยกรที่ดีหรือเลวเท่านั้น” และวงทีพีโอก็เปรียบเสมือนเครื่องดนตรีชั้นดีในตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งจะผันแปรไปตามคุณภาพของศิลปิน(วาทยกร) ที่จะนำเครื่องมือชิ้นนี้ไปใช้ ว่าเขามีฝีมือที่จะใช้เครื่องมือชิ้นนี้สร้างงานดนตรีคุณภาพได้มากน้อยแค่ไหน?
สำหรับ ตปาลิน เจริญสุข นั้น เธอพิสูจน์แล้วว่าเธอคือผลิตผลชั้นดีทางการศึกษาด้านดนตรีจากสำนักเยอรมนี จากเมืองไวมาร์ เมืองเล็กๆ ที่คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอาย, มรดกทางความคิด-ปรัชญา ที่ศิลปิน-นักคิดผู้ยิ่งใหญ่อย่างมหากวี เกอเธ (Johann Wolfgang von Goethe) และอีกหลายต่อหลายคนได้ฝากทิ้งไว้ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่ามันยังคงคุกรุ่นอยู่จนถึงทุกวันนี้
ความย้อนแย้งและลักษณะภายนอกที่อาจดูขัดกันในเชิงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามมาอย่างน่าเสียดายก็คือ ตปาลินเป็น บุตรสาวคนเล็กของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ซึ่งมีตำแหน่งเป็น “ ผู้อำนวยการดนตรี”(Music Director) ของวง ทีพีโอเอง ดังนั้น การจะสนับสนุนบุตรสาวแท้ๆ ของตนเองในด้านการแสดงต่อๆ ไปในภายภาคหน้าจึงอาจเป็นเรื่องที่ดูจะไม่ราบรื่นนัก เพราะอาจต้องเผชิญกับเรื่องติฉินนินทา ทั้งๆ ที่ตปาลินเองก็ เป็นศิลปินที่สูงด้วยความสามารถและมีเนื้อหาภายในตัวเองอยู่แล้วก็ตาม บ่อยครั้งการนินทานั้นก็สร้างความเสียหายและอุปสรรคสำหรับการทำงานมากกว่าการสร้างสรรค์ เรื่องนี้จึงนับเป็นความละเอียดอ่อนอยู่พอควรทีเดียว
สำหรับผมเองนึกหาทางออกไม่ได้อยู่เหมือนกันในประเด็นนี้ว่าควรจะเป็นไปในทางใด? เพราะหากจะว่ากันไปแล้ว บ่อยครั้งผู้คนในสังคมเขาก็ถือกันว่า การวิจารณ์ดนตรีที่ผมชอบทำอยู่บ่อยๆนี้ มันก็คือการนินทาชนิดหนึ่งนั่นเอง.
................................................................
หมายเหตุ : บวรพงศ์ ศุภโสภณ เป็นนักวิจารณ์ดนตรีหัวแถว มีผลงานเขียนปรากฏต่อเนื่องในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้ง จุดประกาย ปัจจุบัน เป็นผู้ดำเนินรายการสนทนาภาษาดนตรีทาง คลื่นเอฟเอ็ม 100.5 อสมท. ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 22.00-24.00 น.





