'ฮานอย' เที่ยวไปตามสายน้ำ

'ฮานอย' เที่ยวไปตามสายน้ำ

"ฮานอย" บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง เป็นเมืองสำคัญของเวียดนามนั้น แน่นอน

เห็นได้จากผ่านการเป็นเมืองหลวงมาหลายครั้งหลายคราวตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ก่อนจะมาเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือในช่วงก่อนและระหว่างสงครามเวียดนาม และเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในเวลาต่อมา

คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่าฮานอยเป็นเมืองที่กำลัง "เติบโต" เต็มพลัง เนื่องจากเป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมหนักไม่ว่าจะเป็นการผลิตเครื่องจักร ไม้อัด สิ่งทอ สารเคมี และงานหัตถกรรม ฮานอยยังเป็นเมืองสำคัญอันดับต้นๆ ในด้านการท่องเที่ยวของเวียดนาม รวมไปถึงการโตขึ้นทางกายภาพจากการขยายพื้นที่เมืองฮานอยด้วยการผนวกรวมบางส่วนของเมืองข้างเคียงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฮานอยอีกด้วย

หลังจากการเดินทางสู่ฮานอยครั้งก่อนเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2553 ในวาระครบ 1,000 ปีของการสถาปนาเมืองฮานอย เมื่อกลับไปอีกครั้งเป็นคราวที่ 3 ผมเลิกนับตัวเองเป็นคนแปลกหน้ากับเมืองนี้แล้ว แต่ไปกี่ครั้งก็ยังไม่อยากพลาดการไปเยี่ยม สุสานโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh's Mausoleum) ตั้งอยู่ที่บริเวณจตุรัสบาดิงห์ (Ba Dihn) สร้างด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เพื่อเป็นสถานที่เก็บศพของ "บั๊กโฮ" (ลุงโฮ) หรือ "โฮจิมินห์" วีรบุรุษของชาติที่ชาวเวียดนามยังคงนับถือและมักไปเยี่ยมเคารพของท่านตามโอกาส

ด้วยความเป็นเมืองโบราณอายุ 1,000 +3 ปี เป็นเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์ช่วงสงคราม และเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเมืองการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ฮานอยคือส่วนผสมของความเก่า-กลาง-ใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

เที่ยวฮานอย ถ้าคิดไม่ออกบอกไม่ถูก น่าจะตั้งต้นที่ ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem) หรือ "ทะเลสาบคืนดาบ" ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย ทะเลสาบแห่งนี้มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า ครั้งอดีตพระเจ้าหลีไถโต่วได้รับดาบวิเศษจากเต่าที่ทะเลสาบแห่งนี้และนำไปต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้เป็นอิสระ จากนั้นพระองค์ได้ประทับเรือไปกลางทะเลสาบและคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ที่มารับดาบไปจากพระหัตถ์ กลายเป็นที่มาของชื่อ "ทะเลสาบคืนดาบ"

ย่านรอบๆ ทะเลสาบ ในบางมุมก็คล้ายกับถนนพระอาทิตย์หรือถนนข้าวสารที่กรุงเทพฯ เพราะนอกจากจะมีเกสต์เฮาส์และโรงแรมราคาประหยัดหลายแห่ง ยังเป็นแหล่งของบริษัททัวร์ที่สามารถพาเราเดินทางต่อไปเที่ยวยังเมืองอื่นๆ ของเวียดนาม

ด้วยความที่เป็นเมืองโบราณพันปี จึงไม่แปลกที่ทั่วทั้งเมืองฮานอยจะแทรกไว้ด้วยโบราณสถาน สิ่งก่อสร้างอายุนับศตวรรษ ดังนั้นคนที่ชอบท่องเที่ยวดูของเก่าเล่าอดีตคงถูกใจเพราะมีอะไรเก่าแก่ให้ชมเยอะ ที่ไม่น่าพลาดไปชมอย่างหนึ่งคือ วิหารวรรณกรรม หรือ "วัน เหมียว" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบคืนดาบ สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1070 โดยกษัตริย์หลีไถโต่ว เพื่ออุทิศแด่ "ขงจื้อ" นักปราชญ์จีน ภายหลังได้มีการสร้างโรงเรียนสำหรับขุนนางโดยสอนวิชาต่างๆ ตามหลักปรัชญาขงจื้อ เช่น การปฏิบัติตน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม จึงนับว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามอีกด้วย

เปิดสอนจนถึงปลายศตวรรษที่ 18 ก็ได้ปิดตัวลงและถูกทิ้งร้างหลังจากฝรั่งเศสเจ้ายึดเวียดนาม ปัจจุบันได้รับการบูรณะใหม่และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงฮานอย มีที่ตั้งของแผ่นหินขนาดใหญ่มีฐานเป็นรูปเต่าจำนวน 82 แผ่นจารึกรายชื่อของผู้ที่สอบได้เป็นจอหงวนตั้งแต่ปีค.ศ.1442-1779 ภายในมีอาคารตั้งเครื่องเซ่นสังเวยแด่ขงจื้อ และมีพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมรวบรวมผลงานศิลปะงานปั้น แกะสลักและภาพเขียนตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

อีกสิ่งที่มาแล้วไม่ได้ดูก็เหมือนจะไม่ถึงฮานอย นั่นคือ โรงละครหุ่นกระบอกน้ำทังลอง ศิลปะที่ชาวเวียดนามภูมิใจ ใครไม่เคยดูไปแล้วก็ควรดูจะได้ไปคุยกับเพื่อนฝูงเขาได้

การแสดงเริ่มด้วยการบรรเลงดนตรีพื้นเมือง ก่อนที่บรรดาตัวละครหุ่นกระบอกน้ำจะออกมาแสดงในชุดต่างๆ ตั้งแต่เล่าตำนานต้นกำเนิดของชนชาติเวียดนาม การแสดงชุดวิถีชีวิตในสังคมเกษตร เช่น ทำนา จับปลา การแสดงชุดรำแคน เครื่องดนตรีในชีวิตและวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ ในเขตภูเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม การแสดงรำพัด ระบำชาววัง การแสดงชุดเทศกาลแผ่นดิน ระบำ "มหาสามัคคีชนทั้งชาติ"

ทั้งหมดเล่าเรื่องผ่าน "หุ่นกระบอกน้ำ" ที่ชักเชิดโดยทีมงานหลังม่านไม้ไผ่ให้เคลื่อนไหวออกท่าทางได้น่าเอ็นดู

จากที่เคยดูเมื่อ 3 ปีก่อน สิ่งที่ปรับปรุงใหม่คือมีจอให้ข้อมูลภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้คนดูเข้าใจเรื่องราวที่กำลังแสดง ส่วนสิ่งที่เหมือนเดิมคือภายในโรงละครยังคงห้ามถ่ายรูป และนักท่องเที่ยวก็ยังคงทุ่มเทชีวิตพยายามถ่ายรูปการแสดงให้ได้อยู่ดี ดังนั้น เพื่อให้ความเป็นธรรมในสังคมหลงเหลืออยู่บ้าง ถ้าจะถ่ายรูปให้ได้จริงๆ อย่างน้อยควรปิด "แฟลช" เพื่อไม่ให้แสงแฟลชรบกวนสมาธิของนักแสดง (FYI : กล้องถ่ายรูปที่มีแฟลชทุกตัวในโลกสามารถปิดแฟลชได้ ดังนั้น ปิดเสียก่อนจะเข้าโรงละคร จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน)

ในตัวเมืองฮานอยยังมีที่เที่ยวอีกเยอะ โดยเฉพาะ "พิพิธภัณฑ์" หลากสีหลายรส อาทิ พิพิธภัณฑ์สงคราม พิพิธภัณฑ์สตรี พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ ฯลฯ ถ้าอยากรู้จักฮานอยให้ลึกซึ้งถึงแก่นสารก็ไม่ควรพลาดชม

ฮาลองเบย์ - ฮาลองบก สายน้ำสองอารมณ์

มาฮานอยคราวนี้ เหมือนชะตาลิขิตให้เที่ยวทางน้ำ เพราะหลังจากเที่ยวทะเลสาบ ดูหุ่นกระบอกน้ำ ที่หมายต่อไปของเราคือการไปเยือน ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮาลอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยในทะเลจีนใต้ ที่นี่เป็นที่เที่ยวทางทะเลเลื่องชื่อของเวียดนาม ตั้งอยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) 160 กิโลเมตรทางเหนือของฮานอย จากฮานอยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงเมืองฮาลอง ก่อนจะเดินทางต่อไปที่ท่าเรือเพื่อลงเรือเที่ยวอ่าวฮาลอง

ชื่อ "ฮาลอง" อาจแปลได้ว่า "มังกรร่อนลง" เป็นอ่าวอลังการเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร ประดับไว้ด้วยเกาะแก่งต่างๆ กว่า 3,000 เกาะ จากความสวยงามและธรรมชาติอันอุดมทำให้ช้อยชวนชิมทางวัฒนธรรมอย่างยูเนสโกประกาศให้อ่าวฮาลองเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปีพ.ศ.2537

หมู่เกาะน้อยใหญ่ เป็นเกาะภูเขาสูงรูปร่างต่างๆ รายสลับประดับผืนทะเลสีเขียวคราม บางจุดในบริเวณที่เป็นอ่าวหรือใกล้เกาะใหญ่ที่บังคลื่นลมได้ดีมีชาวบ้านมาอาศัยทำประมงเลี้ยงปลาในกระชังอยู่หลายจุด โฉบเข้าไปดูกระชังไหนเหมาะใจ ซื้อกุ้ง หอย ปู ปลานานาชนิดให้คนเรือปรุงให้ได้ ณ บัดนั้น

เรือท่องเที่ยวในอ่าวฮาลองส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดกลางถึงใหญ่ บางลำมีห้องพักบนเรือ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ตระหนี่เวลาและต้องการเสพซับความเป็นฮาลองเบย์ให้เต็มอิ่มก็สามารถค้างคืนบนเรือได้

แต่ถ้าเวลาน้อยอาจเลือกโปรแกรมล่องเรือชมเกาะใน 1 วัน ชมโน่นนิดนี่หน่อย อาทิ "เกาะไก่ชน" สัญลักษณ์ของฮาลองเบย์ และแวะถ้ำ "เทียนกง" (Dong Thien Cung) ชมหินงอกหินย้อยที่เรียงตัวตามจังหวะจะโคนของธรรมชาติอย่างงดงาม

เที่ยวที่นี่ ต้องเช็คข่าวพายุให้จงดี เพราะช่วงที่พายุเข้าเรือท่องเที่ยวจะไม่ให้บริการ

คู่แฝดของฮาลองเบย์ ฮาลองบก อยู่ในจังหวัด นิงห์บิงห์ (Ninh Binh) เหตุที่ (คนไทย) เรียกสถานที่นี้ว่าฮาลองบก ก็ด้วยความที่ทิวทัศน์ของที่นี่คล้ายกันอย่างยิ่งกับฮาลองเบย์ ต่างกันที่ฮาลองบกไม่ใช่ทะเลแต่เป็นพื้นที่ทุ่งขนาดใหญ่ ประดับด้วยภูเขาหินปูนเป็นระยะ เมื่อหน้าน้ำที่นี่จะกลายเป็นทะเลสาบยักษ์ที่มีเขาหินปูนโผล่พ้นน้ำคล้ายกับเกาะแก่งในอ่าวฮาลองนั่นเอง

การเที่ยวฮาลองเบย์คือการนั่งเรือใหญ่ฝ่าคลื่นและลมทะเลพัดแรง ส่วนที่ฮาลองบกเราจะค่อยๆ เดินทางเข้าสู่ความสงบของสายน้ำนิ่งและขุนเขาด้วยเรือพายลำน้อยนั่งได้ 2-3 คน คนพายก็คือชาวบ้านแถวนั้นในวันที่ว่างจากงานเกษตรนั่นเอง นั่งเรือพายไปในลำน้ำที่ลดเลี้ยวไปตามหุบเขาให้ได้ชมธรรมชาติ สายน้ำ และสูดอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ ระหว่างเส้นทางมีบางช่วงที่จะมีการลอดถ้ำกันเกิดขึ้น บางจังหวะเหมือนแนวกระแสน้ำจะพัดเรือเราเข้าหาหินก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะคนเรือเขาชำนาญทางดี สิ่งที่ควรต้องมีคือเสื้อกันฝนพกไว้ในกระเป๋า เพราะถ้าไปแล้วเจอฝนจะได้งัดออกมาคลุมเพราะเรือพายที่นี่ไม่มีหลังคา

อย่างที่บอกว่าคนเรือที่นี่ก็คือเกษตรกรในพื้นที่ที่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การมาหารายได้จากการพายเรือก็ไม่ใช่ว่าจะได้เงินมากมายเพราะนอกจากมีระบบคิวที่ต้องเฉลี่ยกันรับลูกค้า รายได้ก็ต้องหักเข้าบำรุงท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าจบทริปแล้วจะมีสินน้ำใจให้คนพายเรือสักเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปแต่ประการใด

ฮานอยใต้แสงนีออน

ย้อนกลับมาที่ฮานอย ก่อนจากหากไม่ได้เห็นชีวิตราตรีของเมืองนี้สักหน่อยก็เหมือนมาไม่ครบ เราจึงเดินช้าๆ มุ่งหน้าไปเยี่ยมย่าน โฝโก่ว หรือ ย่านเมืองเก่าของฮานอยไม่ไกลจากทะเลสาบคืนดาบ

ในซอกซอยที่ขนาบด้วยอาคารเก่าคลาสสิก มีทั้งร้านขายอาหารพื้นเมืองและอาหารทะเล ร้านขายของที่ระลึก ตลาดนัดกลางคืนในวันเสาร์อาทิตย์ อันดับแรกขอลองร้านอาหารทะเลปรุงกันสดๆ ริมทางแก้ท้องว่างกันก่อน เท่าที่ลองต้องบอกว่าของเขาดีจริงและราคาไม่แพงอย่างที่นึก

จุดหมายต่อไปที่ใจมุ่งมาคือร้านเหล้าริมทางที่หนุ่มสาวเวียดนามและนักท่องเที่ยวนิยมมาเสพบรรยากาศของค่ำคืน เป็นร้านริมทางตรงตามตัวอักษร ไม่มีอะไรมากไปกว่าม้านั่งซักผ้าเตี้ยๆ-เตี้ยมากให้รองนั่ง แถมม้านั่งแบบเดียวกันอีก 1-2 ตัวไว้เทินถาดวางแก้ว บางขณะถ้าคนเที่ยวแน่นขนัดร้านริมทางก็อาจจะเกือบๆ กลายเป็นร้าน "กลางทาง" ไป เพราะหมู่ม้านั่งที่จัดให้ลูกค้าชักจะล้ำลงถนนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ถนนบางเส้นจะห้ามรถเข้าแต่สำหรับมอเตอร์ไซค์นั้นห้ามยาก พึงใช้ความระมัดระวังในการดื่ม

ชีวิตราตรีมีให้เสพชมได้แค่ใกล้เที่ยงคืน หลังจากนั้นตลาดวาย ได้เวลากลับไปทิ้งหัวลงหมอนนอนหลับเหมือนก้อนหิน หรือจะนอนฝันถึงการเดินทางที่ผ่านมาก็ตามแต่อัธยาศัย

----------------------------
การเดินทาง
ไปฮานอย มีหลายเที่ยวบินจากสุวรรณภูมิบินตรงไปลงฮานอยได้เลย ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

จากตัวเมืองฮานอยไปฮาลองเบย์ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร เดินทางด้วยรถโดยสารใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า จากฮานอยไป ฮาลองบก ระยะทางราว 115 กิโลเมตรจากกรุงฮานอย ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงกว่าเช่นกัน แต่จะ "กว่า" แค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรบนเส้นทางและความสามารถของคนขับ รอบๆ ทะเลสาบคืนดาบมีบริษัทเอเย่นต์ทัวร์ให้เลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน

แท๊กซี่ฮานอยน่ารักเหมือนแท๊กซี่กรุงเทพฯ ไม่มีผิด ต่างกันนิดหน่อยตรงที่แท๊กซี่ฮานอยไม่ค่อยปฏิเสธผู้โดยสาร แต่รายที่น่ารักน้อยหน่อยอาจจะแสดงตลกเล็กๆ ด้วยการเรียกราคาเหมาจ่ายที่แพงอย่างไม่น่าให้อภัย ทางออกง่ายๆ คือหลีกออกมาหาคันอื่น บอกที่หมาย (หรือเอานามบัตรของโรงแรมให้ดู) ชี้ไปที่มิเตอร์แล้วส่งภาษาว่า "มิเตอร์ ไพรซ์" ถ้าพี่โชเฟอร์พยักหน้าแสดงว่าคันนี้...ไปกันได้