เคยสงสัยหรือไม่ว่ากรุงเทพมหานครหนึ่งในเมืองหลวงที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจมาท่องเที่ยวกันอย่างคับคั่งนั้นมีอะไรดี
มีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่ วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับกรุงเทพฯ แบบเจาะลึกถึงวิถีชุมชนของคนเมืองฟ้าอมร ด้วยการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งเดิน ล่องเรือ และปั่นจักรยาน ทั้งยังได้เพิ่มพูนความรู้มากมายจากวิทยากรที่มาผลัดเปลี่ยนกันเล่าเรื่องราวต่างๆ โดยไกด์ที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม”
สู่วิถีถิ่นอย่างยั่งยืน
ก่อนจะออกเดินสำรวจกรุงเทพ เราเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม กับ ระพีพัฒน์ เกษโกศล นักวิชาการท่องเที่ยว เขาเล่าถึงที่มาที่ไปของเครือข่ายฯว่า ตนเองได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ได้รู้จักกับเครือข่ายการท่องเที่ยวของแต่ละเขตพื้นที่ การจะพัฒนาการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครในแต่ละเขตชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณและเวลา แต่หากมานั่งรองบประมาณอย่างเดียวงานก็คงไม่คืบหน้า จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นเป็น “เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม”
เครือข่ายนี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของภาคส่วนในสังคม ประกอบด้วย ชุมชน ประชาคม กลุ่ม ชมรม องค์กรภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ กว่า 40 กลุ่ม เป็นองค์กรภาคประชาชนที่ไม่แสวงผลกำไร รองศาสตราจารย์วราพร สุรัวดี ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกเป็นประธานเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อค้นหามรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรที่มีคุณค่า ร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่ นำมาฟื้นฟูต่อยอดให้เกิดประโยชน์ มุ่งหวังให้ชุมชนต่างๆ และผู้ที่ดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้มีกำลังใจในการพัฒนาศักยภาพการจัดการจนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าใช้ "การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ" ในการพัฒนาสังคมและท้องถิ่น
นอกจากนี้ยังมีการประชุมเพื่อพัฒนาคนและพื้นที่ท่องเที่ยวตามศักยภาพของกลุ่มที่มีอยู่ ทั้งยังมีการให้คำปรึกษา เกื้อกูลความช่วยเหลือกันระหว่างกลุ่มอีกด้วย สมาชิกได้ช่วยกันสร้างแนวทางความร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการดำรงอยู่ของ "คน" เป็นสำคัญ หากคนในแหล่งวัฒนธรรมมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะมีกำลังใจ กำลังกาย กำลังทรัพย์ ที่จะดูแลรักษาคุณค่าเหล่านั้น ช่วยกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน
ย้อนอดีตวิกฤติ ร.ศ.112
รูปแบบการท่องเที่ยวของเครือข่ายนี้มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับแต่ละเขตพื้นที่ มีทั้งรูปแบบของการเดิน การล่องเรือ และการปั่นจักรยาน สิ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวแต่ละครั้งนั้นจะมีการนำเรื่องราวของสถานที่แต่ละแห่งมาเรียงร้อยเป็นตอนๆ โดยเล่าถึงวิถีชุมชน ความเป็นมา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และการทำมาหากินของคนในชุมชนแต่ละเขตพื้นที่ บางครั้งก็ใช้เรื่องราวที่สอดคล้องกับกาลเวลาพานักท่องเที่ยวย้อนไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วยกัน อย่างเช่นทริปนี้ที่มีชื่อว่า 'รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112'
ออกเดินทางกันด้วยพาหนะไร้มลพิษอย่างจักรยาน ซึ่งไกด์ได้พาเหล่านักปั่นทั้งหลายท่องเที่ยวไปรอบเกาะรัตนโกสินทร์ พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวและเกร็ดความรู้เชิงประวัติศาสตร์ของสถานที่แต่ละแห่งว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร ทั้งวิถีความเป็นอยู่ การอพยพย้ายถิ่น เชื้อชาติ วัฒนธรรม เป็นระยะทางกว่า 23 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นออกเดินทางจากลานคนเมืองศาลาว่าการกรุงเทพมหานครฯ ไปสักการะ พระรูปเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย) ณ วังนางเลิ้ง เมื่อมาถึงวิทยากรได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ ร.ศ.112 และการสูญเสียเมืองตราด ซึ่งทำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์รู้สึกเจ็บแค้นร่วมกับราษฎรสยามทั้งชาติ จึงสักข้อความเอาไว้กลางอกของท่านว่า 'ร.ศ.112 ตราด' เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงรอยแผลที่รัฐบาลฝรั่งเศสทำไว้ต่อแผ่นดินไทยในครั้งนั้น
หลังจากสักการะเรียบร้อยเราออกเดินทางต่อไปยัง ชุมชนมัสยิดฮารูณ ที่ตั้งถิ่นฐานของคนมุสลิมซึ่งอยู่ในบังคับของชาติตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 วิถีการอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม และการแผ่ขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก นำมาซึ่งการอพยพตั้งถิ่นฐานของคนจากชาติที่ตกเป็นอาณานิคม
ออกจากชุมชนมัสยิดฮารูณก็มุ่งหน้าไปยังไปรษณีย์นครหลวงใต้ พบกับแสตมป์มากมายหลายแบบที่นำมาจำหน่ายใน ตลาดนัดแสตมป์ รวมทั้งแสตมป์พิเศษชุด ร.ศ. 112 ที่ผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปีวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ด้วย ได้ของที่ระลึกกันแล้วก็ไปยังจุดหมายต่อไปคือ พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก พิพิธภัณฑ์นี้มีลักษณะเป็นบ้านพักอาศัย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของชาวบางกอกที่มีฐานะปานกลางในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2480-2500) เป็นแหล่งศึกษาการเริ่มต้นแผ่ขยายอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ
มื้อเที่ยงเราแวะรับประทานอาหารอร่อยนานาชนิดซึ่งเข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมนานาชาติในย่านตลาดบางรัก อาทิ ขนมเบเกอรี่ร้านปั่นลี่, ร้านนำเสริม, เป็ดย่าง บะหมี่ 100 ปี ร้านประจักษ์, น้ำขม หยั่นวอหยุ่น, ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ขนมหม้อแกง ร้านคุณหลวงนารถ, ข้าวเหนียวมูน, ขนมบ้าบิ่น ร้าน ส.บุญประกอบ ปากตรอกตลาดหลวง เป็นต้น
เมื่ออิ่มอร่อยกันแล้ว ไกด์นักปั่นก็ได้พาไปยังจุดหมายต่อไปคือ อาคารศุลกสถาน หรือ หมู่บ้านต้นสำโรง โรงภาษี (ปัจจุบันคืออาคารสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก) อาคารนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นที่ทำการของกรมศุลกากร ถือได้ว่าเป็นอาคารที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยนั้น ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค เป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวแผ่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งยังเป็นที่ลอยลำของเรือรบข้างสถานทูตฝรั่งเศส
ณ สถานที่แห่งนี้ วิทยากรยังได้เล่าถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาวุธปืนเสือหมอบและการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับประเทศมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสจนเกิดกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสในช่วง ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) อีกด้วย จุดหมายต่อไปคือ ท่าราชวรดิษฐ์ สถานที่ขนถ่ายเงินถุงแดงสามล้านฟรังก์เพื่อ “ไถ่บ้านไถ่เมือง” จากฝรั่งเศส ก่อนจะไปสู่จุดหมายสุดท้ายของทริปนี้คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งทุกคนได้ร่วมกันถวายสักการะพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงปกป้องอธิปไตยแห่งแผ่นดินสยามจากฝรั่งเศส
นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น การท่องเที่ยวในนามเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคมยังมีการท่องเที่ยวในรูปแบบ ล่องเรือ อาทิ ทริป 'ตลาดเก่าริมคลองประเวศบุรีรมย์' ณ ตลาดหัวตะเข้ ตลาดหลวงแพ่ง และวัดสุทธาโภชน์ ย่านลาดกระบัง เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม วิถีชุมชน ย่านกรุงเทพตะวันออก หรือจะเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบการเดิน ในชื่อทริป งเยือนบ้าน ร้าน ตลาด...ย่านตรอกเจริญไชย' เพื่อการเรียนรู้สร้างเสริมประสบการณ์ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสำนึกแห่งความเป็นไทย
กิจกรรมการท่องเที่ยววิถีถิ่นนี้จัดมาแล้วกว่า 30 ครั้งโดยจัดขึ้นเดือนละครั้ง สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยติดตามรายละเอียดได้ทาง https://www.facebook.com/thaitourismsociety





